เมื่อราวๆ 6 ปีก่อน ครั้งที่ผมยังทำงานอยู่บริษัท IT ข้ามชาติแห่งนึงแถวๆข้างสวนลุมพินี
วันนั้น ผมไปกินข้าวเที่ยงกับพี่คนนึงในทีมตามปกติ ณ ร้านข้าวแกงหลังตึกที่เราทำงานอยู่
ตอนนั้นผมค่อนข้างใหม่กับเรื่องการลงทุนมาก แต่ค่อนข้างไฟแรงและสนใจใครรู้มากๆกว่าเราจะหลุดจากวงจรหนูถีบจักรของมนุษย์เงินเดือนที่ไม่มีอิสระในชีวิตของตัวเองได้ยังไง (เหมือนเพิ่งจะรับแนวคิดมาจากเซ็ตหนังสือพ่อรวยสอนลูก)
ผมชอบยกคำถามหรือประเด็นต่างๆที่เกี่ยวกับเรื่องการเงินการลงทุน หรือวิธีหาอิสระภาพทางการเงินอื่นๆขึ้นมาคุย เพื่อจะได้ความรู้จากคนอื่นๆรอบๆตัวด้วย
จนเหมือนจะกลายเป็นแบรนด์ของผมไปกลายๆ ราวกับว่ามีฉลาก "financial freedom" แปะอยู่บนหน้าผากผม
ในวันนั้นเราคุยกันว่า ระบบการเงินของโลกทำงานยังไง แล้วคนสร้างฐานะหรือมีอิสระภาพทางการเงินกันขึ้นมาได้ยังไงบ้าง
อยู่ๆก็เกิดสงสัยขึ้นว่า
"ถ้าเราเข้าใจระบบการเงินมากพอ เราจะหาช่องว่างในการออกจากระบบนี้ได้รึเปล่า"
เดิมทีสมัยเด็กๆ ผมเป็นพวกชอบสร้างหรือประดิษฐ์อะไรต่างๆขึ้นมาเอง พวกสิ่งที่ผมอยากได้แต่ไม่มีเงินไปซื้อหามาใช้ อาจจะเพราะรู้สึกว่ามันแพง ไม่สมเหตุสมผล ดูไม่ดี หรืออะไรก็แล้วแต่
จนผมเชื่อว่า "ถ้าอยากได้อะไรแล้วไม่มีตังซื้อ ก็แค่สร้างมันขึ้นมาเองซะสิ"
พอรวมกับความคิดข้างต้น เลยกลายเป็นว่า "เป็นไปได้ไหม ที่เราจะออกจากระบบที่เป็นอยู่ แล้วสร้างระบบใหม่ของเราขึ้นมาเอง" เพราะคนที่เข้าไปอยู่ในโลกใบใหม่เป็นคนแรกมักจะได้เปรียบและตักตวงอะไรได้เยอะก่อนคนอื่นที่ตามมา
"เป็นไปไม่ได้หรอก ถ้าทำได้คนก็คงทำกันไปหมดแล้ว"
"ระบบที่มันเป็นอยู่ทุกวันนี้มันผูกขาดเอาไว้ค่อนข้างสมบูรณ์แบบ เราได้แค่เล่นตามเกมเพื่อไปหาจุดดีๆก็เท่านั้น" พี่ที่ผมคุยด้วยบอกขึ้นมา (อาจจะไม่เป๊ะๆแต่ก็คร่าวๆประมาณนี้)
;
;
;
;
วันนี้ทุกคนคงได้ยินคนพูดถึง Bitcoin ไม่มากก็น้อย
แต่เพิ่งวันนี้เองที่ผมนึกถึงบทสนทนาในวันนั้น และตระหนักว่า
"เฮ้ย นี่มันมีคนแหกระบบเดิมสำเร็จไปแล้วนี่หว่า"
ปรากฎการณ์ของ Bitcoin ในช่วงร้อนแรงนี้ เป็นที่หนาวๆร้อนๆ ของทั้งรัฐบาล และสถาบันการเงิน (แบงก์ชาติ) ต่างๆ
เพราะว่าผู้คนมีทางออกจากระบบเดิมที่พวกเขาผูกขาดอำนาจไว้มาหลายร้อยปี ... อำนาจที่เขาเสกเงินและดูดเงินจากกระเป๋าประชาชนได้เนียนๆผ่านหลายช่องทาง กำลังถูกลดทอนลงไป
;
;
ผมแอบขนลุกนิดหน่อย ในหลายๆแง่มุม
- ผมเป็นคนนึงที่คิดว่า "น่าจะ...." ในวันนั้น และน่าจะมีอีกหลายร้อยหลายพัน (หรือล้าน) คนที่คิด แต่ไม่มีศักยภาพหรืออาจจะไม่ได้ใส่พลังมากพอในการทำมันให้เป็นจริง แต่มีคนนึงทำมันขึ้นมาสำเร็จ (miracle happens)
- เหตุการณ์ที่ผ่านมานานมากแล้วเพิ่งระลึกขึ้นได้ในวันนี้ (เป็นข้อเสียของการไม่ได้หยิบมันมาจดเป็นเป้าหมายแล้วทบทวนทุกวัน เพราะถ้าไม่งั้นเราจะตระหนักได้เร็วกว่านี้มากๆ -- ทำให้เห็นว่าการจดบันทึกเป้าหมายและทบทวนทุกวัน เป็นเรื่องสำคัญ ***)
- ประโยคหรูๆที่พวก Life coach หรือพวกสอนใช้กฏแรงดึงดูด ทำนองว่า "ทุกสิ่งที่คิดจินตนาการได้ ล้วนเกิดขึ้นจริงได้" , หรือ "อยากได้อะไรให้คิดว่าได้มันมาในจินตนาการบ่อยๆ ความคิดนั้นจะทำให้สิ่งนั้นเป็นจริงขึ้นมา" ก็ใช่ว่าจะไม่มีมูลซะทีเดียว กระแสความคิดของคน โดยเฉพาะในวงกว้าง ถ้ามันมากพอ สุดท้ายมันมักจะผลักดันให้เกิดสิ่งนั้นขึ้นมาจริงๆ
- เราดูจะเอื่อยและช้าไปหน่อย ที่ยังไม่ได้ศึกษาเรื่อง Bitcoin แบบจริงจัง ทั้งที่ก็รู้จักมันคร่าวๆมานานหลายปีมากแล้วก่อนมาเป็นกระแส อันนี้น่าเสียดายโอกาสนิดหน่อย แต่คงไม่มีอะไรสายเกินไปถ้าจะเริ่มซะตอนนี้ (อนึ่ง มันมีความเสี่ยงแน่ๆ เหมือนสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาผันผวนสูง ดังนั้นถ้าจะทำอะไรกับมันควรต้องเข้าใจศาสตร์ของการเก็งกำไร (ผมบอกได้เลยว่าไม่ใช่แบบพวกผู้เชี่ยวชาญมาสอนกันตามทีวีช่องการลงทุน พวกนั้นมักสอนไม่ครบระบบ) และเรื่องทางเทคนิคพื้นฐานของ Bitcoin ให้ดีมากพอ ก่อนจะลงเงินกับมันจริงๆ)
;
;
;
ปล. หนังสือดีที่สุดที่จะทำให้เข้าใจหลักการพื้นฐานของการเทรดเก็งกำไร ผมแนะนำให้ศึกษาเรื่องของ Turtle Trading ของ ริชาร์ด เดนนิส, แอบเห็นบทความภาษาไทยและ pdf ภาษาอังกฤษอยู่ (โดยส่วนตัวไปเข้าใจกับ version อังกฤษมากกว่า) พอเข้าใจหลักการแล้วจึงจะมีไอเดียเอาไปประยุกต์ปรับแต่งเป็นของตัวเองได้ต่อไปครับ
ปล2. ยังไงผมก็เป็น VI อยู่ดีนะ ไม่ชอบเก็งกำไร lol แต่สอนและชี้ทางที่ถูกให้ได้ถ้าใครอยากรู้จริงๆ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ disruption แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ disruption แสดงบทความทั้งหมด
วันพุธที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2561
วันอังคารที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2560
เมื่อประโยค "อยากรู้ว่าประเทศไทยอีก 10 ปีข้างหน้าเป็นอย่างไร ให้ดูประเทศพัฒนาแล้ววันนี้" เริ่มใช้ไม่ได้
วันนี้เห็นข่าว ทีวีดิจิตอล หลายเจ้า ที่อ่วมหนัก อยากขอคืนช่องที่ประมูลไปแพงหูฉี่ คืนให้ กสทช. โดยไม่ต้องการเงินคืน แค่ไม่ต้องการจ่ายค่างวดอีกต่อไป
;
หลายคนอาจมีคำถามในใจว่า ทำไม ทีวีดิจิตอล ที่เป็นของเพิ่งมาใหม่ ถึงได้เหมือนกับ จะใกล้ลาโลกแล้วอย่างรวดเร็ว อย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้
ทำให้ผมนึกถึงหลักการนึงในการทำนายอนาคตการเติบโตของธุรกิจ ในตลาดหุ้นต่างๆ ข้อนึงที่เคยพูดกันมานานแล้ว
หลักนั้นประมาณว่า "อยากรู้ว่าประเทศไทยอีก 10 ปีข้างหน้าเป็นอย่างไร ให้ดูประเทศพัฒนาแล้ววันนี้"
VI ในยุคก่อน ใช้หลักการนี้ในการทำนายว่า ธุรกิจอะไร ที่อนาคตจะรุ่ง หรือจะร่วง และค่อนข้างจะใช้ได้แม่นยำดี
อย่างน้อยก็เมื่อซัก 5 ปีก่อน
แต่วันนี้ หลักการนี้เริ่มโดนท้าทาย ด้วยสิ่งที่เรียกว่า globalization และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้าน IT ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด จนอาจเรียกได้ว่าเป็นการปฏิวัติใหญ่ ที่เกิดขึ้นถัดจาก ยุคการปฏิวัติเขียว และยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรม
ความเปลี่ยนแปลงที่ว่านั้น ทำให้การเติบโตทางธุรกิจ ในแต่ละพื้นที่ ไม่ได้อ้างอิงกับปัจจัยรอบตัวในพื้นที่นั้นๆเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป
แต่เริ่มมีช่องทาง ในการเข้าถึงปัจจัยระดับ global ในทางตรงได้มากขึ้น และไร้พรมแดน
ซึ่งนั้นทำให้หลักการที่เราว่าไปข้างต้นนั้น โดนสั่นคลอน เพราะหลักการนั้นจะเป็นจริงเฉพาะเมื่อ การเติบโตทางธุรกิจ ขึ้นกับปัจจัยแวดล้อมในพื้นที่ๆมันอยู่ (economic system ของท้องถิ่นนั้น) เป็นส่วนใหญ่
สิ่งที่มาทำให้ digital TV เริ่มใกล้เป็นธุรกิจตะวันตกดินคือ สื่อออนไลน์อย่าง Youtube (และ facebook ก็พยายามจะแย่งตลาด Youtube เพิ่มอีกซะด้วย, ไม่นับรายเล็กรายน้อยอื่นอีกมากมาย พวก online streaming ความบันเทิงที่ส่งถึงบ้านหรือมือถือเพียงแค่มี Internet)
สิ่งที่กำลังมาแทนที่ digital TV พวกนั้น ล้วนมีข้อได้เปรียบเดียวกันคือ ความไร้พรมแดน
แปลว่า ถึงเราอยู่ในประเทศไทย เราก็ใช้งานเทคโนโลยีระดับเดียวกันกับคนอีกซีกโลก ในประเทศพัฒนาแล้วต่างๆ
ความคิดที่ว่าเราต้องใช้ของที่ล้าสมัยจากประเทศเหล่านั้นแล้วเสมอ ไม่เป็นจริงอีกต่อไป (และไม่เป็นจริงมานานพอควรแล้ว ในวงการ IT เพราะเราก็ใช้ PC หรือ smartphone รุ่นเดียวกับที่ขายใน ตปท. มานานแล้ว ขาดแค่ infrastructure อย่าง Internet ความเร็วสูง แต่ตอนนี้มันพร้อมแล้ว)
ดังนั้นในการวิเคราะห์ ประเมินธุรกิจ เวลาจะหาหุ้นเพื่อลงทุน คงต้องระลึกถึงเรื่องนี้ไว้ด้วยเสมอ คงทำตามตำรา VI เก่าๆ เพียงอย่างเดียวไม่ได้แล้ว
;
หลายคนอาจมีคำถามในใจว่า ทำไม ทีวีดิจิตอล ที่เป็นของเพิ่งมาใหม่ ถึงได้เหมือนกับ จะใกล้ลาโลกแล้วอย่างรวดเร็ว อย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้
ทำให้ผมนึกถึงหลักการนึงในการทำนายอนาคตการเติบโตของธุรกิจ ในตลาดหุ้นต่างๆ ข้อนึงที่เคยพูดกันมานานแล้ว
หลักนั้นประมาณว่า "อยากรู้ว่าประเทศไทยอีก 10 ปีข้างหน้าเป็นอย่างไร ให้ดูประเทศพัฒนาแล้ววันนี้"
VI ในยุคก่อน ใช้หลักการนี้ในการทำนายว่า ธุรกิจอะไร ที่อนาคตจะรุ่ง หรือจะร่วง และค่อนข้างจะใช้ได้แม่นยำดี
อย่างน้อยก็เมื่อซัก 5 ปีก่อน
แต่วันนี้ หลักการนี้เริ่มโดนท้าทาย ด้วยสิ่งที่เรียกว่า globalization และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้าน IT ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด จนอาจเรียกได้ว่าเป็นการปฏิวัติใหญ่ ที่เกิดขึ้นถัดจาก ยุคการปฏิวัติเขียว และยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรม
ความเปลี่ยนแปลงที่ว่านั้น ทำให้การเติบโตทางธุรกิจ ในแต่ละพื้นที่ ไม่ได้อ้างอิงกับปัจจัยรอบตัวในพื้นที่นั้นๆเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป
แต่เริ่มมีช่องทาง ในการเข้าถึงปัจจัยระดับ global ในทางตรงได้มากขึ้น และไร้พรมแดน
ซึ่งนั้นทำให้หลักการที่เราว่าไปข้างต้นนั้น โดนสั่นคลอน เพราะหลักการนั้นจะเป็นจริงเฉพาะเมื่อ การเติบโตทางธุรกิจ ขึ้นกับปัจจัยแวดล้อมในพื้นที่ๆมันอยู่ (economic system ของท้องถิ่นนั้น) เป็นส่วนใหญ่
สิ่งที่มาทำให้ digital TV เริ่มใกล้เป็นธุรกิจตะวันตกดินคือ สื่อออนไลน์อย่าง Youtube (และ facebook ก็พยายามจะแย่งตลาด Youtube เพิ่มอีกซะด้วย, ไม่นับรายเล็กรายน้อยอื่นอีกมากมาย พวก online streaming ความบันเทิงที่ส่งถึงบ้านหรือมือถือเพียงแค่มี Internet)
สิ่งที่กำลังมาแทนที่ digital TV พวกนั้น ล้วนมีข้อได้เปรียบเดียวกันคือ ความไร้พรมแดน
แปลว่า ถึงเราอยู่ในประเทศไทย เราก็ใช้งานเทคโนโลยีระดับเดียวกันกับคนอีกซีกโลก ในประเทศพัฒนาแล้วต่างๆ
ความคิดที่ว่าเราต้องใช้ของที่ล้าสมัยจากประเทศเหล่านั้นแล้วเสมอ ไม่เป็นจริงอีกต่อไป (และไม่เป็นจริงมานานพอควรแล้ว ในวงการ IT เพราะเราก็ใช้ PC หรือ smartphone รุ่นเดียวกับที่ขายใน ตปท. มานานแล้ว ขาดแค่ infrastructure อย่าง Internet ความเร็วสูง แต่ตอนนี้มันพร้อมแล้ว)
ดังนั้นในการวิเคราะห์ ประเมินธุรกิจ เวลาจะหาหุ้นเพื่อลงทุน คงต้องระลึกถึงเรื่องนี้ไว้ด้วยเสมอ คงทำตามตำรา VI เก่าๆ เพียงอย่างเดียวไม่ได้แล้ว
ป้ายกำกับ:
2017,
การลงทุน,
ข่าว,
วิเคราะห์,
หลักการ vi,
digital TV,
disruption,
value investment,
vi,
youtube
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)