วันนี้เห็นข่าว ทีวีดิจิตอล หลายเจ้า ที่อ่วมหนัก อยากขอคืนช่องที่ประมูลไปแพงหูฉี่ คืนให้ กสทช. โดยไม่ต้องการเงินคืน แค่ไม่ต้องการจ่ายค่างวดอีกต่อไป
;
หลายคนอาจมีคำถามในใจว่า ทำไม ทีวีดิจิตอล ที่เป็นของเพิ่งมาใหม่ ถึงได้เหมือนกับ จะใกล้ลาโลกแล้วอย่างรวดเร็ว อย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้
ทำให้ผมนึกถึงหลักการนึงในการทำนายอนาคตการเติบโตของธุรกิจ ในตลาดหุ้นต่างๆ ข้อนึงที่เคยพูดกันมานานแล้ว
หลักนั้นประมาณว่า "อยากรู้ว่าประเทศไทยอีก 10 ปีข้างหน้าเป็นอย่างไร ให้ดูประเทศพัฒนาแล้ววันนี้"
VI ในยุคก่อน ใช้หลักการนี้ในการทำนายว่า ธุรกิจอะไร ที่อนาคตจะรุ่ง หรือจะร่วง และค่อนข้างจะใช้ได้แม่นยำดี
อย่างน้อยก็เมื่อซัก 5 ปีก่อน
แต่วันนี้ หลักการนี้เริ่มโดนท้าทาย ด้วยสิ่งที่เรียกว่า globalization และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้าน IT ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด จนอาจเรียกได้ว่าเป็นการปฏิวัติใหญ่ ที่เกิดขึ้นถัดจาก ยุคการปฏิวัติเขียว และยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรม
ความเปลี่ยนแปลงที่ว่านั้น ทำให้การเติบโตทางธุรกิจ ในแต่ละพื้นที่ ไม่ได้อ้างอิงกับปัจจัยรอบตัวในพื้นที่นั้นๆเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป
แต่เริ่มมีช่องทาง ในการเข้าถึงปัจจัยระดับ global ในทางตรงได้มากขึ้น และไร้พรมแดน
ซึ่งนั้นทำให้หลักการที่เราว่าไปข้างต้นนั้น โดนสั่นคลอน เพราะหลักการนั้นจะเป็นจริงเฉพาะเมื่อ การเติบโตทางธุรกิจ ขึ้นกับปัจจัยแวดล้อมในพื้นที่ๆมันอยู่ (economic system ของท้องถิ่นนั้น) เป็นส่วนใหญ่
สิ่งที่มาทำให้ digital TV เริ่มใกล้เป็นธุรกิจตะวันตกดินคือ สื่อออนไลน์อย่าง Youtube (และ facebook ก็พยายามจะแย่งตลาด Youtube เพิ่มอีกซะด้วย, ไม่นับรายเล็กรายน้อยอื่นอีกมากมาย พวก online streaming ความบันเทิงที่ส่งถึงบ้านหรือมือถือเพียงแค่มี Internet)
สิ่งที่กำลังมาแทนที่ digital TV พวกนั้น ล้วนมีข้อได้เปรียบเดียวกันคือ ความไร้พรมแดน
แปลว่า ถึงเราอยู่ในประเทศไทย เราก็ใช้งานเทคโนโลยีระดับเดียวกันกับคนอีกซีกโลก ในประเทศพัฒนาแล้วต่างๆ
ความคิดที่ว่าเราต้องใช้ของที่ล้าสมัยจากประเทศเหล่านั้นแล้วเสมอ ไม่เป็นจริงอีกต่อไป (และไม่เป็นจริงมานานพอควรแล้ว ในวงการ IT เพราะเราก็ใช้ PC หรือ smartphone รุ่นเดียวกับที่ขายใน ตปท. มานานแล้ว ขาดแค่ infrastructure อย่าง Internet ความเร็วสูง แต่ตอนนี้มันพร้อมแล้ว)
ดังนั้นในการวิเคราะห์ ประเมินธุรกิจ เวลาจะหาหุ้นเพื่อลงทุน คงต้องระลึกถึงเรื่องนี้ไว้ด้วยเสมอ คงทำตามตำรา VI เก่าๆ เพียงอย่างเดียวไม่ได้แล้ว
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ youtube แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ youtube แสดงบทความทั้งหมด
วันอังคารที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2560
วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2558
เทรนของโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว... เมื่อ ทีวีดิจิตอล (ที่แผลยังไม่หายดี) โดน Youtube impact
เทรนของโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว
ประเด็นนี้เริ่มมาจาก กระทู้สองกระทู้นี้ครับ
TIGA ผู้ถือครองลิขสิทธิ์ "โคนัน" ปล่อยโคนันทุกตอนให้ดู "FREE" ใน Youtube
จัดหนัก!! ROSE ปล่อย "โดเรม่อน,นารุโตะ,บลีช,รีบอร์น,แฟรี่เทล" ดูฟรี!! Youtube
คุณอาจจะคิดว่า ข่าวการ์ตูนแบบนี้ เกี่ยวอะไรกับการลงทุน
เกี่ยวมากๆครับ ข่าวนี้กระทบกับธุรกิจ ฟรีทีวี ทีวีดิจิตอล และทีวีรูปแบบดั้งเดิมที่ต้องออกอากาศผ่านคลื่นวิทยุ ทั้งภาคพื้นดิน และดาวเทียม โดยตรง
ลองคิดดูน่ะครับ โดยปกติค่ายที่ซื้อลิขสิทธิ์การ์ตูนต่างๆมาฉายนั้น เดิมต้องไปเสียค่า air time ให้กับช่องทีวีเหล่านั้น หรืออีกทางนึง(ซึ่งเยอะกว่า) คือ รายการทีวี มาซื้อลิขสิทธิ์ ไปออกฉาย เพื่อเพิ่มเรทติ้งให้ช่องทีวีเขา
โดยทั้งนี้ทั้งนั้น รายได้หลักของค่ายทีวีจริงๆแล้ว ต้นทางล้วนมาจากเงินโฆษณาทั้งสิ้น
พอค่ายที่นำเข้าลิขสิทธิ์การ์ตูนเหล่านี้ เปลี่ยนมาใช้ youtube แทนทีวีแบบดั้งเดิม
เขาก็ได้รับค่าโฆษณาจาก youtube อยู่เช่นกัน แถมยังไม่ต้องมีคนกลาง (เจ้าของช่องทีวีแบบดั้งเดิม) มาแบ่งรายได้ก้อนนี้ไปอีกด้วย
งานนี้ช่องทีวีแบบดั้งเดิม มีแต่เสียกับเสียครับ
และเมื่อกระแสมันถูกจุดขึ้นมาแล้ว จะมีเทรนเกิดตามมา อีกเรื่อยๆ อีกหลายบริษัทที่ซื้อลิขสิทธิ์ content ต่างประเทศมา ก็จะเปลี่ยนมาใช้โมเดล youtube channel แทนช่องทีวีแบบดั้งเดิม
ซึ่งผมรู้สึกว่า นี่มันเป็น mega trend จริงๆ ยิ่งกว่าเหตุการณ์ทีวีดิจิตอลในปีก่อนนี้ซะอีก
คุณจะปรับพอร์ตยังไงให้เข้ากับ mega trend นี้ ก็แล้วแต่วิจารณญานของแต่ละท่านล่ะครับ ขอให้โชคดี :)
ประเด็นนี้เริ่มมาจาก กระทู้สองกระทู้นี้ครับ
TIGA ผู้ถือครองลิขสิทธิ์ "โคนัน" ปล่อยโคนันทุกตอนให้ดู "FREE" ใน Youtube
จัดหนัก!! ROSE ปล่อย "โดเรม่อน,นารุโตะ,บลีช,รีบอร์น,แฟรี่เทล" ดูฟรี!! Youtube
คุณอาจจะคิดว่า ข่าวการ์ตูนแบบนี้ เกี่ยวอะไรกับการลงทุน
เกี่ยวมากๆครับ ข่าวนี้กระทบกับธุรกิจ ฟรีทีวี ทีวีดิจิตอล และทีวีรูปแบบดั้งเดิมที่ต้องออกอากาศผ่านคลื่นวิทยุ ทั้งภาคพื้นดิน และดาวเทียม โดยตรง
ลองคิดดูน่ะครับ โดยปกติค่ายที่ซื้อลิขสิทธิ์การ์ตูนต่างๆมาฉายนั้น เดิมต้องไปเสียค่า air time ให้กับช่องทีวีเหล่านั้น หรืออีกทางนึง(ซึ่งเยอะกว่า) คือ รายการทีวี มาซื้อลิขสิทธิ์ ไปออกฉาย เพื่อเพิ่มเรทติ้งให้ช่องทีวีเขา
โดยทั้งนี้ทั้งนั้น รายได้หลักของค่ายทีวีจริงๆแล้ว ต้นทางล้วนมาจากเงินโฆษณาทั้งสิ้น
พอค่ายที่นำเข้าลิขสิทธิ์การ์ตูนเหล่านี้ เปลี่ยนมาใช้ youtube แทนทีวีแบบดั้งเดิม
เขาก็ได้รับค่าโฆษณาจาก youtube อยู่เช่นกัน แถมยังไม่ต้องมีคนกลาง (เจ้าของช่องทีวีแบบดั้งเดิม) มาแบ่งรายได้ก้อนนี้ไปอีกด้วย
งานนี้ช่องทีวีแบบดั้งเดิม มีแต่เสียกับเสียครับ
และเมื่อกระแสมันถูกจุดขึ้นมาแล้ว จะมีเทรนเกิดตามมา อีกเรื่อยๆ อีกหลายบริษัทที่ซื้อลิขสิทธิ์ content ต่างประเทศมา ก็จะเปลี่ยนมาใช้โมเดล youtube channel แทนช่องทีวีแบบดั้งเดิม
ซึ่งผมรู้สึกว่า นี่มันเป็น mega trend จริงๆ ยิ่งกว่าเหตุการณ์ทีวีดิจิตอลในปีก่อนนี้ซะอีก
คุณจะปรับพอร์ตยังไงให้เข้ากับ mega trend นี้ ก็แล้วแต่วิจารณญานของแต่ละท่านล่ะครับ ขอให้โชคดี :)
ป้ายกำกับ:
สัพเพเหระรอบตัว,
digital,
mega trend,
tv,
youtube
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)