แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เก็งกำไร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เก็งกำไร แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

นักเทรดรู้ไว้ไม่เจ็บ - การ cutloss, การไม่เดาอนาคต, ไม่พาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบ

ขอย้ำว่าผมเป็นนักลงทุน VI กับแนว passive เป็นหลัก แต่เผอิญสอนเทรดได้ด้วยแค่นั้น :D

วันนี้เพื่อนนักเทรดคริปโตมือใหม่ เสียค่าครูไปพอควร เลยให้คำแนะนำบางอย่างไป แล้วก็เอามาแชร์บน blog / page ตัวเองด้วยเลย

สรุปสั้นๆละกันไม่ยืดเยื้อ ผมก๊อปข้อความแชทมาเลยขี้เกียจเกลา

เขาถาม : จะซื้อที่ราคา 50500 แต่ไปกดเลขผิด ซื้อ 52000 ซึ่งเปนราคาสูงมากตอนตลาดกำลังจะร่วงยาว กด cancel ไม่ทันเพราะราคาแพงขนาดนี้ย่อมมีคนขายทันที แถม..........ทันทีที่พลาดไปแล้วมีข่าวร้ายออกมาธนาคารนอร์เวย์สั่งให้สามารถปิดบัญชีคนเทรดคริปโตได้ กำลังคิดว่าควร cut loss ไหม
ผมตอบ : ถ้าเมื่อไหร่เหตุการณ์เริ่มผิดแผน ต้อง cutloss แบบไม่เกี่ยงราคา หนีให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะถ้าแทรนด์กราฟไม่มีแววจะไปถึงจุดนั้นได้ (เช่น ติดดอย แต่เทรนด์กราฟกำลังลง)
ถ้าจำได้ ผมบอกว่า พวกนักเทรดจริงๆ ไม่มีการติดดอย เพราะเขาเลือกจะ cutloss แทน เวลาราคากำลังร่วงลง ถ้ายังไม่เห็นก้นหลุม ห้ามช้อนซื้อ มันไม่ใช่สิ่งที่นักเทรดจริงๆทำ
ต้องเห็นก้นหลุมก่อน และแน่ใจว่าดูจากกราฟแล้วมันมีสัญญานชัดพอว่ามันเปลี่ยนเป็นขาขึ้นแล้ว ค่อยเข้าซื้อ
นักเทรดจริงๆ ไม่ take action ด้วยการเดาอนาคต แต่เป็นการตอบสนองต่อสถานการณ์ตรงหน้าให้ถูกต้อง
 คือเราเดาได้นะ ว่าแนวรับแนวต้าน มีตรงไหนบ้าง
แต่เงื่อนไขการตัดสินใจสุดท้าย ต้องดูว่า ราคามันไปหยุดตรงนั้นจริงๆไหม

เขาถาม : cut loss ไม่ทันจริง ข่าวร้ายมาตอนนอนอยู่ แล้วไหม่มีข่าวร้ายแบบนี้มานานมากกกก ละ
ผมตอบ : บทเรียนคือ อย่าเปิด position หรือ session การเทรดค้างไว้โดยไม่มีการดูแลที่พร้อมจะ take action ได้ ยกเว้นว่าตลาดนั้นมันเสถียรพอจะเล่นกราฟ interval ระดับ daily ได้ แบบนั้นถึงจะเล่นแบบเปิด session ข้ามวันแล้วมาดูวันละทีได้
แต่ถ้ามันผันผวนมากจนต้องเล่น interval เล็กกว่านั้น ก็ไม่ควรเปิดข้ามวัน และต้อง monitor มันอยู่เสมอพร้อม take action ทันที

เช่น ในตลาดทองคำ เมื่อหลายปีก่อน มีเหตุการณ์ที่เรียกว่า สงกรานต์เลือด
คนถือทองค้างไว้ขาดทุนยับ ตอนวันหยุดสงกรานต์ของไทย ที่ในไทยไม่สามารถซื้อขายทองได้ แต่ตลาดทองคำนั้นเหมือนตลาดเงินตรา คือมันเปิดซื้อขายทั่วโลกกันตลอด 24 ชม. แล้วจะหยุดช่วงสั้นๆในคืนวันอาทิตย์เท่านั้น


การที่เราเปิด session การเทรดค้างเอาไว้ในเวลาที่เราไม่สามารถจะเทรดได้(ข้ามวันหยุดยาว) ในขณะที่นักเทรดทั่วโลกสามารถเทรดกันได้สบาย เป็นการพาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบ นักเทรดไม่ควรทำ

เพราะสนามการเทรด เป็นสนามที่นักเทรดลงมาต่อสู้ฟาดฟันกัน
ใครเปิดช่องโหว่แบบนั้น ก็ย่อมเสียหายเป็นเรื่องธรรมดา


วันเสาร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2561

วิธีบันทึกประวัติการลงทุนของตัวเอง - สิ่งที่กูรูหลายคนลืมสอน

ช่วงนี้เพื่อนผมคนนึง เพิ่งเริ่มเล่น crypto currencies (พวกสกุลเงิน ดิจิตอล เช่น bitcoin, ethereum )
ทั้งแบบฝากเหมืองขุด และแบบเทรด แล้วกำลังเริงร่ากับผลลัพธ์ในการเทรด ที่ผ่านเพิ่งมาไม่กี่วัน (ไม่ถึงสัปดาห์ดี) ทั้งยังบอกว่าการเทรดเก็งกำไรเป็นเรื่องง่ายนิดเดียว

ผมก็เลยให้คำแนะนำบางอย่างไป และคิดว่าน่าจะมีประโยชน์กับผู้ติดตามบทความผมด้วย ไม่ว่าจะเป็นสาย เก็งกำไร หรือ สาย VI

ก่อนอื่น ต้องบอกก่อนว่า ปัจจุบัน ผมไม่ได้เล่นแนวเก็งกำไรอะไรเลย เน้นการลงทุนระยะยาว และสไตล์ passive เป็นหลัก ดังนั้นผมคงเรียกว่าเป็นเทรดเดอร์อย่างเต็มปาก ไม่ได้
แต่ผมเคยอยู่ในตลาดทองคำมาก่อนในช่วงแรกเริ่มหัดลงทุน และนั่นเป็นประสบการณ์เก็งกำไรหลักๆ ที่ผมได้เรียนรู้ ซึ่งแม้จะเลิกเล่นไปแล้ว ก็ยังมีศึกษาเพิ่มเติมอยู่บ้างเพื่อเปิดมุมมองใหม่ๆ จนผมคิดว่าเข้าใจหลักการพื้นฐานของการเก็งกำไรดีแล้ว ก่อนจะมาแบ่งปันเรื่องการลงทุนโดยการเขียนบทความบน blog นี้ ดังนั้นรับรองว่าไม่มั่ว

แต่วันนี้ผมก็ไม่ได้มาเล่าเรื่องหลักการเทรดทั้งหมดอะไรให้ฟัง (มันยาวมันเยอะ เอาไว้ถ้ามีคนขอมาเยอะๆค่อยกว่ากัน เพราะยังไงผมจะเน้นแนว VI เป็นหลักมากกว่า) แต่จะมาพูดถึงพื้นฐานสำคัญอันนึง ที่สุดท้ายแล้ว มันจะทำให้คุณเป็นนักลงทุนที่เก่งได้เร็วกว่าคนที่ไม่รู้หลักนี้ ไม่ว่าจะเป็นแนวเก็งกำไร หรือแนว VI

สิ่งที่ผมจะพูดถึงวันนี้คือ การบันทึกประวัติการลงทุนของตัวเอง

โดยปกติคนเรามักจะเรียนรู้ได้จากประสบการณ์ แต่ว่าในโลกของการลงทุน มันมีสิ่งนึงที่มักจะบิดเบือนประสบการณ์และบทเรียนไปแบบผิดๆ สิ่งนั้นคือ อคติ
มนุษย์เรา มีอคติ ที่มักจะคิดเข้าข้าง และหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองอยู่เสมอ
ดังนั้นแม้จะมีประสบการณ์บางอย่างมาแล้ว แต่ถ้าข้อเท็จจริงนั้นมันเหมือนกับว่าเราคือคนผิด จิตใต้สำนึกเรามักจะพยายาม "ปฏิเสธ" และหาเหตุผลสนับสนุนตัวเอง หรือข้อแก้ตัว มาบิดเบือนข้อเท็จจริงนั้น บทเรียนที่ได้จากข้อเท็จจริงอันบิดเบือนนั้น จึงกลายเป็นบทเรียนที่บิดเบือนและใช้จริงไม่ได้ไปด้วย

การบันทึกประวัติการลงทุนของตัวเอง อย่างถูกวิธี จะเป็นสิ่งที่ป้องกันอิทธิพลของอคติเหล่านั้น ในการเรียนรู้

ผมได้รู้เรื่องนี้จากหนังสือเสียงเล่มนึงของ ดร.นิเวศน์ (ซึ่งเขาก็อ้างอิงว่าเป็นคำสอนของ จอร์จ โซรอส อีกที) ว่าการจดบันทึกเหตุผลในการซื้อของของเราทุกครั้ง และย้อนกลับมาศึกษามันบ่อยๆ ผลลัพธ์มันจะมหัศจรรย์มาก

วิธีการทำงั้นง่ายๆ
คือเราจะต้องบันทึกประมาณว่า
- ว/ด/ป
- เหตุผล/สมมุติฐาน ในการซื้อ หรือ ขาย ครั้งนั้น
- ราคา , volume
- สรุปผล (จำแนกด้วย 2 ตัวแปร หรือ 4 ความเป็นไปได้ , เหตุผลเราถูก-ผลลัพธ์ถูก, เหตุผลเราถูก-ผลลัพธ์ผิด, เหตุผลเราผิด-ผลลัพธ์ถูก, เหตุผลเราผิด-ผลลัพธ์ผิด)




อธิบายเพิ่มสำหรับการสรุปผล ว่าผลลัพธ์ 4 แบบนั้นหมายถึงอะไร
- เหตุผลเราถูก-ผลลัพธ์ถูก = เหตุผลที่เราใช้ และผลลัพธ์ที่เกิด ไปในทางเดียวกัน เป็นเหตุเป็นผล กัน
- เหตุผลเราถูก-ผลลัพธ์ผิด = เหตุผลที่เราใช้ก็ยังเป็นจริงในวันสรุปผล เพียงแต่ว่ามันอาจมีตัวแปรอื่นที่คิดไม่ถึงซึ่งทำให้ผลลัพธ์สุดท้ายนั้นไม่เป็นไปตามที่เราคิดไว้
- เหตุผลเราผิด-ผลลัพธ์ถูก = เหตุผลเราสุดท้ายแล้วก็ไม่ได้ตรงกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น แต่ผลลัพธ์กลับไปในทางที่เราทำนาย (เช่น คิดว่าราคามันจะขึ้นไปอีก 5% แล้วมันก็ขึ้นไปจริงๆ แต่ด้วยเหตุผลอื่นที่ไม่ตรงกับเหตุผลที่เราใช้) ...... อันนี้ไม่ได้เรียกว่าเราเก่ง แต่เรียกว่าฟลุ๊ก อย่าหลงตัวเองว่าเก่ง
- เหตุผลเราผิด-ผลลัพธ์ผิด = ตรงไปตรงมา เมื่อเหตุผลที่เราคิดไว้มันดันผิดไปจากสิ่งที่เกิดขึ้น ผลลัพธ์ก็ย่อมไม่เป็นไปทางที่เราคิดไว้



เล่นๆไปแล้วให้มาย้อนอ่านดูด้วยเป็นพักๆ แล้วสรุปบทเรียน ให้ตัวเอง
มันจะช่วยให้คุณได้บทเรียนที่ ปลอดจากอคติ และใช้ประโยชน์ได้จริง
เมื่อคุณสะสมบทเรียนนี้ไปมากขึ้นเรื่อยๆ คุณจะเก่งขึ้นเรื่อยๆ และเป็นความเก่งของจริง ไม่ใช่มโนไปเอง

หวังว่าผู้อ่านจะได้ประโยชน์จากบทความนี้ และขอให้ประสบความสำเร็จในเส้นทางนี้ทุกคน ไม่ว่าจะเลือกลงทุนกับอะไรก็ตามครับ :)

วันพุธที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2561

บทสนทนามื้อเที่ยงเมื่อ 6 ปีก่อน ที่นึกขึ้นได้วันนี้และแอบทำให้ขนลุก (แกมเสียดาย) - เกี่ยวกับ bitcoin นิดหน่อย

เมื่อราวๆ 6 ปีก่อน ครั้งที่ผมยังทำงานอยู่บริษัท IT ข้ามชาติแห่งนึงแถวๆข้างสวนลุมพินี
วันนั้น ผมไปกินข้าวเที่ยงกับพี่คนนึงในทีมตามปกติ ณ ร้านข้าวแกงหลังตึกที่เราทำงานอยู่

ตอนนั้นผมค่อนข้างใหม่กับเรื่องการลงทุนมาก แต่ค่อนข้างไฟแรงและสนใจใครรู้มากๆกว่าเราจะหลุดจากวงจรหนูถีบจักรของมนุษย์เงินเดือนที่ไม่มีอิสระในชีวิตของตัวเองได้ยังไง (เหมือนเพิ่งจะรับแนวคิดมาจากเซ็ตหนังสือพ่อรวยสอนลูก)

ผมชอบยกคำถามหรือประเด็นต่างๆที่เกี่ยวกับเรื่องการเงินการลงทุน หรือวิธีหาอิสระภาพทางการเงินอื่นๆขึ้นมาคุย เพื่อจะได้ความรู้จากคนอื่นๆรอบๆตัวด้วย

จนเหมือนจะกลายเป็นแบรนด์ของผมไปกลายๆ ราวกับว่ามีฉลาก "financial freedom" แปะอยู่บนหน้าผากผม

ในวันนั้นเราคุยกันว่า ระบบการเงินของโลกทำงานยังไง แล้วคนสร้างฐานะหรือมีอิสระภาพทางการเงินกันขึ้นมาได้ยังไงบ้าง
อยู่ๆก็เกิดสงสัยขึ้นว่า

"ถ้าเราเข้าใจระบบการเงินมากพอ เราจะหาช่องว่างในการออกจากระบบนี้ได้รึเปล่า"

เดิมทีสมัยเด็กๆ ผมเป็นพวกชอบสร้างหรือประดิษฐ์อะไรต่างๆขึ้นมาเอง พวกสิ่งที่ผมอยากได้แต่ไม่มีเงินไปซื้อหามาใช้ อาจจะเพราะรู้สึกว่ามันแพง ไม่สมเหตุสมผล ดูไม่ดี หรืออะไรก็แล้วแต่

จนผมเชื่อว่า "ถ้าอยากได้อะไรแล้วไม่มีตังซื้อ ก็แค่สร้างมันขึ้นมาเองซะสิ"

พอรวมกับความคิดข้างต้น เลยกลายเป็นว่า "เป็นไปได้ไหม ที่เราจะออกจากระบบที่เป็นอยู่ แล้วสร้างระบบใหม่ของเราขึ้นมาเอง" เพราะคนที่เข้าไปอยู่ในโลกใบใหม่เป็นคนแรกมักจะได้เปรียบและตักตวงอะไรได้เยอะก่อนคนอื่นที่ตามมา

"เป็นไปไม่ได้หรอก ถ้าทำได้คนก็คงทำกันไปหมดแล้ว"
"ระบบที่มันเป็นอยู่ทุกวันนี้มันผูกขาดเอาไว้ค่อนข้างสมบูรณ์แบบ เราได้แค่เล่นตามเกมเพื่อไปหาจุดดีๆก็เท่านั้น" พี่ที่ผมคุยด้วยบอกขึ้นมา (อาจจะไม่เป๊ะๆแต่ก็คร่าวๆประมาณนี้)

;
;
;
;
วันนี้ทุกคนคงได้ยินคนพูดถึง Bitcoin ไม่มากก็น้อย
แต่เพิ่งวันนี้เองที่ผมนึกถึงบทสนทนาในวันนั้น และตระหนักว่า

"เฮ้ย นี่มันมีคนแหกระบบเดิมสำเร็จไปแล้วนี่หว่า"

ปรากฎการณ์ของ Bitcoin ในช่วงร้อนแรงนี้ เป็นที่หนาวๆร้อนๆ ของทั้งรัฐบาล และสถาบันการเงิน (แบงก์ชาติ) ต่างๆ
เพราะว่าผู้คนมีทางออกจากระบบเดิมที่พวกเขาผูกขาดอำนาจไว้มาหลายร้อยปี ... อำนาจที่เขาเสกเงินและดูดเงินจากกระเป๋าประชาชนได้เนียนๆผ่านหลายช่องทาง กำลังถูกลดทอนลงไป
;
;
ผมแอบขนลุกนิดหน่อย ในหลายๆแง่มุม

- ผมเป็นคนนึงที่คิดว่า "น่าจะ...." ในวันนั้น และน่าจะมีอีกหลายร้อยหลายพัน (หรือล้าน) คนที่คิด แต่ไม่มีศักยภาพหรืออาจจะไม่ได้ใส่พลังมากพอในการทำมันให้เป็นจริง แต่มีคนนึงทำมันขึ้นมาสำเร็จ (miracle happens)

- เหตุการณ์ที่ผ่านมานานมากแล้วเพิ่งระลึกขึ้นได้ในวันนี้ (เป็นข้อเสียของการไม่ได้หยิบมันมาจดเป็นเป้าหมายแล้วทบทวนทุกวัน เพราะถ้าไม่งั้นเราจะตระหนักได้เร็วกว่านี้มากๆ -- ทำให้เห็นว่าการจดบันทึกเป้าหมายและทบทวนทุกวัน เป็นเรื่องสำคัญ ***)

- ประโยคหรูๆที่พวก Life coach หรือพวกสอนใช้กฏแรงดึงดูด ทำนองว่า "ทุกสิ่งที่คิดจินตนาการได้ ล้วนเกิดขึ้นจริงได้" ,  หรือ "อยากได้อะไรให้คิดว่าได้มันมาในจินตนาการบ่อยๆ ความคิดนั้นจะทำให้สิ่งนั้นเป็นจริงขึ้นมา"  ก็ใช่ว่าจะไม่มีมูลซะทีเดียว  กระแสความคิดของคน โดยเฉพาะในวงกว้าง ถ้ามันมากพอ สุดท้ายมันมักจะผลักดันให้เกิดสิ่งนั้นขึ้นมาจริงๆ

- เราดูจะเอื่อยและช้าไปหน่อย ที่ยังไม่ได้ศึกษาเรื่อง Bitcoin แบบจริงจัง ทั้งที่ก็รู้จักมันคร่าวๆมานานหลายปีมากแล้วก่อนมาเป็นกระแส อันนี้น่าเสียดายโอกาสนิดหน่อย แต่คงไม่มีอะไรสายเกินไปถ้าจะเริ่มซะตอนนี้ (อนึ่ง มันมีความเสี่ยงแน่ๆ เหมือนสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาผันผวนสูง ดังนั้นถ้าจะทำอะไรกับมันควรต้องเข้าใจศาสตร์ของการเก็งกำไร (ผมบอกได้เลยว่าไม่ใช่แบบพวกผู้เชี่ยวชาญมาสอนกันตามทีวีช่องการลงทุน พวกนั้นมักสอนไม่ครบระบบ) และเรื่องทางเทคนิคพื้นฐานของ Bitcoin ให้ดีมากพอ ก่อนจะลงเงินกับมันจริงๆ)
;
;
;

ปล. หนังสือดีที่สุดที่จะทำให้เข้าใจหลักการพื้นฐานของการเทรดเก็งกำไร ผมแนะนำให้ศึกษาเรื่องของ Turtle Trading ของ ริชาร์ด เดนนิส, แอบเห็นบทความภาษาไทยและ pdf ภาษาอังกฤษอยู่ (โดยส่วนตัวไปเข้าใจกับ version อังกฤษมากกว่า) พอเข้าใจหลักการแล้วจึงจะมีไอเดียเอาไปประยุกต์ปรับแต่งเป็นของตัวเองได้ต่อไปครับ

ปล2. ยังไงผมก็เป็น VI อยู่ดีนะ ไม่ชอบเก็งกำไร lol แต่สอนและชี้ทางที่ถูกให้ได้ถ้าใครอยากรู้จริงๆ

วันอังคารที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2559

หยุดสงกรานต์ยาวๆ หากมีทองอยู่ในพอร์ตอยู่ ควรถือข้ามสงกรานต์หรือไม่

เห็น topic หนึ่ง ไหลผ่านตาบน facebook ด้วยคำถามว่า หยุดสงกรานต์ยาวๆ หากมีทองอยู่ในพอร์ตอยู่ ควรถือข้ามสงกรานต์หรือไม่

ถึงผมจะเป็น VI แต่จุดเริ่มต้นนั้นเคยเริ่มในตลาดทองมาก่อน และสรุปบทเรียนบางอย่าง ที่เกี่ยวข้องกับคำถามข้างต้นนั้น มาได้ว่า

เราไม่ควรถือทอง หรือ session ในพอร์ตเก็งกำไรใดๆเอาไว้ ข้ามช่วงวันหยุดยาว ที่ประเทศอื่นๆเขาไม่ได้หยุดพร้อมกันกับเรา

การเก็งกำไรนั้นค่อนข้างเหมือนการทำศึกน่ะครับ และหลักการข้อนึงคือ เราต้องไม่ลงไปเล่นในสมรภูมิที่เห็นชัดว่าเราเสียเปรียบ

การที่เรา ปล่อยของไว้ในพอร์ตเก็งกำไร ข้ามช่วงเวลาที่ตลาดบ้านเราปิด (ซื้อขายไรไม่ได้เลย) แต่ตลาดประเทศอื่นๆ กลับยังเปิดทำการกันอยู่ มันคือการเสียเปรียบอย่างชัดเจน และมันจะเพิ่มความเสี่ยงในพอร์ตเก็งกำไรอย่างมาก และมันทำให้ระบบเทรดที่เราวางแผนไว้ เป็นหมันได้ เพราะเราจะไม่สามารถถอยออกมาได้อย่างทันท่วงที หากเกิดเหตุที่ผิดแผนใดๆขึ้นมา
นักเก็งกำไรย่อมรู้ดีว่า ถอยให้ทันและเร็วที่สุด ในช่วงเวลาที่ถูกต้องนั้น สำคัญแค่ไหน

ใครคิดว่าจะใช้หลัก VI ในตลาดทอง
บทเรียนข้อนึงที่ผมได้จากตลาดทองคือ ตลาดทอง เป็นการเก็งกำไรเพียวๆ คุณใช้หลัก VI ในนี้ไม่ได้ ข่าวนั่นนี่ที่ออกมาแล้วมีผลกับราคาทองนั้น มันก็เหมือนกับการออกสื่อของนักวิเคราะห์รายวันนั่นแหละครับ หาเหตุผลมาตอบเหตุการณ์ที่เกิดไปแล้วเฉยๆ ยิ่งพยายามหาข้อมูลพื้นฐานมากขึ้นเพื่อ "ทำนาย" การเคลื่อนไหว มันก็ไม่ช่วยอะไรเลย มันพลิกกลับไปกลับมาได้ทุกวัน
สิ่งที่ใช้ได้ในตลาดนี้ คือระบบเทรดที่ดี และการตอบสนองที่ทันท่วงทีอย่างมีวินัยเท่านั้น

พูดมาซะยาว สรุปสั้นๆแค่ว่า วันหยุดต่อเนื่องยาวๆ ที่ประเทศอื่นเขาไม่ได้หยุดกับเราด้วยในตลาดเดียวกัน ถ้าผมจะเล่นเก็งกำไรก็จะไม่ถือของในพอร์ตเก็งกำไร ค้างเอาไว้เลยครับ คงล้างพอร์ตหมด