แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สัพเพเหระรอบตัว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สัพเพเหระรอบตัว แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ทางออกของปัญหาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำซ้ำซาก สำหรับเกษตรกรไทย

เร็วๆนี้ เพิ่งเห็นข่าว เกษตรกร เอามะนาวมาเททิ้ง เพราะราคาตกต่ำมาก

ต่อมา เห็นข่าว รบ. แนะนำให้ปลูกอะไรซักอย่าง

ซึ่งจริงๆคงนำไปสู่ผลลัพธ์แบบเดิมๆ

ถ้าเข้าใจเรื่อง demand & supply จะรู้ว่าการให้ทุกคนปลูกอะไรเหมือนกัน พร้อมๆกัน และก็คงถึงเวลาเก็บเกี่ยวพร้อมๆกัน มันจะนำไปสู่ over supply และราคาตกต่ำแบบเลี่ยงไม่ได้ ถึงตอนนั้น เกษตรกร ก็ต้องเอาผลผลิตที่ราคาต่ำมาโยนทิ้งอีก ถามว่าแก้ยังไง
จริงๆภาครัฐแก้คนเดียวไม่ได้ เพราะต้องให้เกษตรกรมีความรู้เรื่องบริหารความเสี่ยงราคาผลผลิตเองด้วย ถึงจะช่วยนำกันไปในทางที่เหมาะสมได้

เพราะราคาสินค้าเกษตร มันจัดเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ ราคามีวัฎจักร แต่คาดเดาจริงๆไม่ได้ เพราะถ้ามีคนพยายามเดาและจับจังหวะทำประโยชน์จากมันเยอะมากพอ จะเป็นปัจจัยกระทบให้มันเปลี่ยนไปจากที่คาดการณ์ไว้ได้อีก (และส่วนใหญ่เป็นแบบนั้น เช่น การที่คิดว่าราคาสิ่งนี้จะดีในอีก 3 ปีข้างหน้า ถ้าทุกคนคิดเหมือนกันหมดและทำตามๆกัน กระแสนี้จะเป็นปัจจัยหลักทำให้ราคาสิ่งนี้ไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้อีกต่อไปเพราะมันจะกลายไปเป็น over supply และราคาตกต่ำแทน)

สำหรับคนเรียนสายวิทย์มา ลองนึกถึงหลักการอันนึงของฟิสิกส์ควอนตั้ม น่ะครับ
คือหลักที่ว่า ในสิ่งที่ขนาดเล็กมากๆระดับอะตอมหรือ อิเล็คตรอน นั้น ถ้าเราพยายามหาความเร็วที่แม่นยำ เราก็จะไม่ได้ตำแหน่งที่แม่นยำ, แต่ถ้าเราพยายามจะหาตำแหน่งที่แม่นยำ ก็จะไม่ได้ความเร็วที่แม่นยำ
เพราะการพยายามหาความเร็ว จะไปรบกวนตำแหน่งของอนุภาค และการพยายามหาตำแหน่งของอนุภาค จะไปรบกวนความเร็วของมัน !! (เอ่อ ... ถ้าไม่เข้าใจก็ข้ามย่อหน้านี้ไปก็ได้ครับ แค่นึกถึงเลยเขียนมาเฉยๆ ^^! )

เรื่องราคาสินค้าเกษตรก็เหมือนกัน การพยายามจะทำนายจุดสูงสุดและใช้ประโยชน์ของผลทำนายนั้น กลับไปรบกวนการจะเกิดขึ้นของเหตุการณ์นั้นได้ซะเอง
ดังนั้นโลกของการ "เก็งกำไร" จึงไม่เคยมีสมการอะไรที่ทำนายผลลัพธ์ได้แม่นยำจริง (ไม่งั้นทุกคนคงรวยพร้อมกันหมดแล้ว ซึ่งเป็นไปไม่ได้)

ดังนั้นถ้าให้รัฐฯ หรือคนกลางใดๆก็ตามเป็นเจ้าภาพ ว่าควรปลูกหรือไม่ควรปลูกอะไร เมื่อทุกคนทำพร้อมๆกันตามนั้น ผลลัพธ์มันจะ fail อยู่ดี

ถ้าจะให้มีเจ้าภาพบริหารจริงๆ อาจจะต้องกำหนดโควต้าเป็นภาคๆพื้นที่ไปเลย ว่าภาคไหนควรปลูกอะไรเท่าไหร่ และแต่ละภาคไม่ซ้ำกัน และช่วยแนะนำหรือให้เกษตรกร ใช้กลไกของตลาดซื้อขายล่วงหน้าเป็น เพื่อลดความเสี่ยงของความผันผวนด้านราคาของสินค้าพวกนี้
และใช้คู่กับการกระจายความเสี่ยงโดยการปลูกพืชหลายชนิด ที่แต่ละชนิดมีความเกี่ยวพันกันของราคาค่อนข้างต่ำ
อารมณ์เดียวกับ การกระจายความเสี่ยง ในพอร์ตการลงทุนของเรา ที่ว่าควรมีสินทรัพย์เพื่อการลงทุนที่แตกต่างกัน ซัก 4-5 อย่าง ซึ่งมีความสัมพันธ์กันค่อนข้างต่ำ เป็นต้น
แต่ระบบนี้จะไม่เวิร์ค ถ้าเกษตรกรฯ ไม่เข้าใจว่ารัฐฯ กำลังพาทำอะไร เมื่อไม่เข้าใจ ก็คงมีคนทำตามบ้างไม่ทำตามบ้าง ถ้าเป็นแบบนั้นมันก็ไม่ประสบผลสำเร็จอะไรได้

ผมเลยคิดว่า ยังไง เกษตรกร เอง ก็ต้องเข้าใจเรื่องพวกนี้ด้วยตัวเองด้วย จะพึ่งคนอื่นอย่างเดียวไม่ได้หรอกครับ

ผมเชื่อว่าคงมีคนบ่นว่า เกษตรกรไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ มันยากไป รัฐเลยต้องทำให้
ถ้าเราเชื่อแบบนั้น มันก็จะเป็นแบบนั้น
ถ้าเราเชื่อว่าเรื่องพวกนี้ไม่ยากเกินไปที่เกษตรกรจะเรียนรู้ มีการพยายามให้ความรู้และนำทางอย่างเป็นระบบ ไม่ช้าก็เร็ว มันก็จะสำเร็จได้เอง

ส่วน สำหรับคนตัวเล็กๆอย่างเรา
สิ่งที่ทำได้ ก็คือ ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด และพัฒนาตัวเองให้ดีที่สุดครับ :) ก็จะเป็นส่วนเล็กๆในการพัฒนาสังคมโดยรวมได้เช่นกัน

วันเสาร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2560

วิธีที่ภาครัฐจะใช้รับมือ Uber คือสิ่งตัดสินอนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย

ความขัดแย้งระหว่าง Uber กับ รัฐฯ ในตอนนี้
ผมก็สงสัย และหลายคนก็สงสัย ว่าทำไม Uber ไม่ทำให้ถูกกฏหมายซะให้จบๆ
แต่ถ้าให้เดา คือ ข้อกฏหมายปัจจุบัน มันคงขัดแย้งกับ business rule & process ของ Uber เยอะมากเกินไป จนไม่อาจทำตามได้
คือประมาณว่า ถ้าเปลี่ยนให้เข้ากับกฏหมายไทยตอนนี้ Uber ก็ไม่ใช่ Uber อีกต่อไป (มันจะไม่ใช่ solution ที่เรียกว่า Uber, ไม่ใช่ sharing economy อีกต่อไป)
ประเด็นคือ กฏหมายต้องตามโลกให้ทัน เพราะโลกมันต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ
เพราะเราก็เห็นอยู่ว่า หลายประเทศ เช่น สิงค์โปร์ หรือ มาเลเซีย ไม่ได้มีปัญหากับ Uber และ Uber เลยไม่ต้องอยู่อย่างผิดกฏหมายในนั้น

ธุรกิจทั้งหมด ล้วนเกิดมาเพื่อ แก้ปัญหา บางอย่าง
ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่ควรขัดขวางการเกิดขึ้นของธุรกิจใหม่ เพราะมันเท่ากับขัดขวาง การเกิดขึ้นของวิธีแก้ปัญหาใหม่ๆ
เมื่อไม่มีวิธีแก้ปัญหาใหม่ๆเกิดขึ้นมาได้ การพัฒนาใหม่ๆ จะเกิดได้อย่างไร ?
ในยุคนี้นั้น ผู้นำประเทศที่เข้าใจว่าโลกทุนนิยมทำงานอย่างไร และรู้จักใช้ประโยชน์จากมันได้ ทำให้ประเทศอยู่ใน position ที่มีความได้เปรียบทางธุรกิจ (และในเชิงเศรษฐศาสตร์) ได้ จึงจะเจริญได้เหนือประเทศอื่นๆ
เป็นโชคดีของ สิงค์โปร์ มากๆ ที่ได้นายกเป็นอดีต Programmer พอดี ซึ่งมันเข้ากับ megatrend ของยุคนี้ และนั่นทำให้ประเทศเขาเกิดความได้เปรียบเหนือประเทศอื่นขึ้นมาได้
มันไม่ใช่ยุค ฟิวดัล ที่เป็นแบบ Lord & Vassal แล้ว (ถ้าใช้คำเข้าใจง่ายก็ระบบศักดินา & ระบบอุปถัมภ์ บ้านเรา) ที่มุ่งเป้าแค่ทำยังไงให้ก๊กเรามีกำลังทหารสูงที่สุด แล้วคิดว่าจะไปชิงทรัพยากรของประเทศใกล้ๆมาเป็นความมั่งคั่งของเราได้

วิธีที่ รัฐ จะใช้รับมือกับการเข้ามาของ ธุรกิจเกิดใหม่พวก IT startup ต่างๆ คือสิ่งตัดสินว่า Thailand 4.0 กับการชวนให้มี startup ช่วงที่ผ่านมา จะสำเร็จหรือไม่
พวกเรารู้กันมานานแล้วว่า เดิมคนไทยไม่ได้เป็นชนชาติที่นิยมทำธุรกิจ มีธุรกิจเกิดใหม่น้อย
สาเหตุหลักๆ นอกจากวัฒนธรรม การอบรมสั่งสอนสไตล์ไทยๆ ไม่เอื้อ (แถมทำลาย) ความคิดสร้างสรรค์แล้ว
ถ้าผ่านด่านนั้นไปได้ อีกด่านที่มักไม่รอดคือ ถ้าธุรกิจใหม่ของเรา มันกำลังมาแทนที่ธุรกิจเก่าที่มีรายใหญ่และเส้นใหญ่ครองตลาดอยู่
คิดว่าจะรอดด่านนี้ไปจนตั้งตัวสำเร็จ โดยไม่เจออำนาจมืดมาฆ่าธุรกิจใหม่นี้ ได้รึเปล่า

นั่นคือปัญหาใหญ่ที่สุดอันนึง ที่เราแตกต่างจากประเทศที่อุดมไปด้วยธุรกิจเกิดใหม่
ประเทศพวกนั้น โอกาสโดนเล่นงานนอกเกมแบบนั้นยากกว่า
นั่นคือหน้าที่สำคัญที่สุดของภาครัฐ
ไม่ใช่ที่เป็นแบบในประเทศเรา ที่เป็นอุปสรรคต่อการเกิดนวัตรกรรม ใหม่ๆ ซะมากกว่า แถมยังเป็นพวกเดียวกันกับธุรกิจเก่ารายใหญ่นั้นไปซะอีก

ทุกครั้งที่มีการพยายาม ฝืนกลไกตลาด แทรกแซง ระบบเศรษฐกิจ ในจุดที่เป็น core features ของระบบเศรษฐกิจนั้นโดยตรง
ผมมักจะนึกถึงความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากวิกฤตต้มยำกุ้งปี 40
กรณี Uber มันเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น
ในอนาคตจะมี information technology ใหม่ๆถาโถมเข้ามาอีกเรื่อยๆ
นอกจากนั้นยังมี ai หุ่นยนต์ และโซลูชั่นทดแทนแรงงานมนุษย์ใหม่ๆ เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ

อันที่จริงก็มีการพูดถึงเรื่องนี้มาสักพักหนึ่งแล้วทั้งจากภาคเอกชน สถาบันผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ และแบงค์ชาติ
ว่าเราต้องพยายาม แก้ปัญหาแรงงานไร้ทักษะ ซึ่งประเทศเรานั้นมีอยู่เป็นจำนวนเยอะมาก
ถ้าไม่อยากให้พวกเขาถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง และโดนเทคโนโลยีการผลิตใหม่ๆแย่งงานพวกเขาไปหมด ก็ต้องพยายามผลักดันให้พวกเขาหลุดจากสถานะแรงงานไร้ทักษะให้ได้ ไปสู่ตำแหน่งงานที่ใช้ความรู้และทักษะให้มากขึ้น และไปสู่จุดที่เทคโนโลยีการผลิตเข้ามาทดแทนได้ยากขึ้น
งานนี้ไม่ใช่งานที่ทำครั้งเดียวจบเพราะว่าความก้าวหน้าของ ai นั้นมีมากขึ้นทุกวัน
การพยายามฝืนความเปลี่ยนแปลงนี้ โดยคิดแค่ว่าออกกฎหมายป้องกันเอาไว้ ไม่ให้เทคโนโลยีพวกนั้นเข้ามา และคนของเราจะได้ทำงานแบบเดิมต่อไป โดยที่ไม่ต้องพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น มีความสุขกับการเป็นแรงงานไร้ทักษะต่อไป
มันอาจจะเหมือนได้ผลในระยะสั้น
แต่ว่าในระยะยาวแล้ว จะทำให้ประเทศของเราสูญเสียความสามารถในการแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจในตลาดโลกมากขึ้นเรื่อยๆมากขึ้นเรื่อยๆ
ในทาง software development เราอาจจะเรียกสิ่งนี้ว่าการสร้าง technical debts
ในภาษาทั่วไปอาจจะเรียกว่า การซุกปัญหาไว้ใต้พรม
ยิ่งปล่อยมันให้เนิ่นนานเท่าไหร่ความรุนแรงของมันก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ
จนถึงวันที่มันผลิแตกออกมา
ความเสียหายก็อาจจะประเมินค่าไม่ได้โดยเฉพาะมันเป็นความเสียหายบนโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศทั้งหมด
เราอาจจะต้องกลับไปเริ่มพัฒนาประเทศโดยการนับหนึ่งใหม่
เพราะว่าเราตามโลกไม่ทันแล้ว และระยะห่างที่โลกวิ่งนำหน้าเราไปนั้นก็ไกลมาก

วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2560

วันนี้อ่านเจอข่าวว่า รพ.รัฐฯ กำลังจะเจ๊ง

จากข่าวนี้
http://www.thairath.co.th/content/835599
การจัดสรรเงินในระบบสาธารณสุขที่ไม่เป็นตามจริง น่าจะอธิบายปัญหาต่างๆ ทั้งๆที่ระบบหลักประกันสุขภาพของไทยดีมาก แต่ สปสช. ทำให้ล้ม ดังที่เกิดปัญหาเป็นลูกโ

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/835599
การจัดสรรเงินในระบบสาธารณสุขที่ไม่เป็นตามจริง น่าจะอธิบายปัญหาต่างๆ ทั้งๆที่ระบบหลักประกันสุขภาพของไทยดีมาก แต่ สปสช. ทำให้ล้ม ดังที่เกิดปัญหาเป็นลูกโ

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/835599
สรุปสั้นๆ (เนื่องจากก๊อปข้อความมาไม่ได้ ฮาๆ) คือ ระบบหลักประกันสุขภาพของบ้านเราดีมาก แต่โครงสร้างทางการเงิน ของทั้งระบบ ไม่สามารถอุ้มระบบนี้เอาไว้ได้ (รายจ่ายมากกว่ารายรับมาก) อีกทั้งโครงสร้างการบริหารที่บิดเบี้ยวจากส่วนกลาง ซุกและปกปิดปัญหาไว้แล้วให้บุคลากร ระดับปฏิบัติการเป็นคน absorb แทน จึงเกิดปัญหาสมองไหล (หมอ พยาบาล ฯลฯ ทนอยู่ในระบบนั้นไม่ได้ เพราะตัวเองจะตายซะก่อนคนไข้ แถมยังทำคุณบูชาโทษ โดนฟ้องร้องติดคุกกันอีก ใครจะอยากเสี่ยงอยู่ต่อไป)


ใครหวังพึ่งสวัสดิการรัฐอย่างเดียวขอให้คิดดีๆเพราะว่าเสี่ยงมากครับ
สิ่งที่เราทุกคน ทำได้และควรทำคือ

- มีกองทุนฉุกเฉินของตัวเอง ซึ่งควรมีปริมาณเงินเพียงพอจะใช้ชีวิตต่อไปได้อีก 6 เดือนเป็นอย่างน้อย กรณีป่วยจนทำงานไม่ได้เป็นเวลานานๆ (ใช้ตอนที่ตกงานได้ด้วยน่ะ)

- มีพวกประกันสุขภาพ และประกันอุบัติเหตุติดตัวไว้ ( ใครที่ทำงานบริษัทเอกชนใหญ่ๆดีๆหน่อย ก็มักจะมีอยู่แล้ว)

- ดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดีที่สุด ทั้งอาหารการกิน, การออกกำลังกาย, พักผ่อนเพียงพอ, ตรวจสุขภาพประจำปี, แล้วใช้ชีวิตอยู่บนความไม่ประมาท

วันนี้เอาสั้นๆครับ ส่วนภาคขยายความของแต่ละหัวข้อ นึกออกวันไหนเดี๋ยวน่าจะได้เขียนครับ

วันพุธที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2559

สิ้นปีแบบนี้ก็ต้องว่าด้วยวิธีเลือกกองทุน LTF (กองทุนรวมแบบอื่นๆก็ใช้ได้น่ะ)


ทีแรกว่าจะไม่โพสต์เรื่องนี้ล่ะเพราะว่าผมไม่คิดจะเล่น LTF แล้ว หลังจากระยะเวลาการถือ LTF โดนขยายออกไปเป็น 7 ปีปฏิทิน (หรือถ้านับเวลาจริงๆ ซื้อสิ้นปีขายต้นปี ก็จะต้องถือยาว 5 ปีนิดๆ)

แต่เห็นคนพูดถึงมากเลยเอาซักหน่อย

ผมจะแนะนำวิธีเลือก LTF ซึ่งเป็นวิธีเดียวกับที่ผมใช้เลือกกองทุนรวมหุ้นทั่วๆไปเวลาจะลงทุนอะไรซักอย่าง ใช้หลักการเดียวกันได้หมด (จริงๆเอาไปใช้กับกองทุนรวมแบบอื่นๆได้ด้วย แต่ต้องปรับเงื่อนไขอะไรนิดๆหน่อย)

ผมขี้เกียจทำรูป ขออธิบาย concept คร่าวๆเลยล่ะกันครับ

สิ่งที่คุณต้องรู้ก่อนจะอ่านต่อไปคือ คุณต้องมีทักษะการใช้ Excel ที่เก่งพอตัวอยู่แล้ว (เอากลางๆที่ใช้ทำบัญชีกันก็พอ ไม่ต้องถึงกับเขียน VB macro)

ถ้ายังไม่มีทักษะ Excel ก็ควรไปศึกษาก่อนจะอ่านต่อไปครับ ไม่งั้นไม่น่าจะรู้เรื่อง ^^!
และถึงจะศึกษาไม่ทันใช้ซื้อ LTF ปีนี้ แต่มันก็เป็นทักษะที่จะได้ใช้ยาวๆต่อไปแน่นอนในโลกการบริหารเงินส่วนบุคคลของคุณเองครับ มีประโยชน์มากมาย

เริ่มกันเลย

วิธีแสกนกองทุนรวม version 1

เวลามองหากองทุน ผมก็ยังใช้หลักตะแกรงร่อนหุ้นอยู่ แต่จะดัดแปลงนิดหน่อยตามชนิดของข้อมูลที่จะเอามาใช้งาน
ผมหาข้อมูลกองทุนรวมจากเว็บ siamchart เป็นหลัก สำหรับ LTF ก็เปิดไปหน้านี้เลยครับ http://siamchart.com/fund-compare/LTF

จากนั้นผมจะก๊อปข้อมูลมาใส่ใน Excel ผม แล้วก็จะ
1. ตัดกองทุนที่ไม่มีข้อมูลยาวถึง 5 ปี ออกไปเลย
2. ตัด column ของผลตอบแทนที่ระยะเวลาสั้นกว่า 1 Month ออกไปด้วย เพราะคิดว่าไม่น่ามีประโยชน์อะไรระยะเวลามันสั้นไป (เราก็จะเหลือ column ผลตอบแทนของ 1M, 3M, 6M, 1Y, 3Y, 5Y เท่านั้น)
3. เอากองทุนที่เหลืออยู่ ไปเปิดตารางใหม่ โดยเพิ่ม column ไป 6 column ใช้ชื่อแนวๆประมาณว่า Win 1M, Win 3M, Win 6M, .... , Win 5Y (บางคนอาจรู้วิธีล่ะ ใครยังไม่รู้ก็อ่านต่อ)
4. เลือกตารางทั้งหมดของเรา แล้วเปิด auto filter
5. Sort ข้อมูล 5Y จาก Z-A แล้วไปมาร์คเครื่องหมายอะไรซักอย่าง (ในที่นี้ผมใช้ Y) ใน column "Win 5Y" สำหรับกองทุน 30 - 40 percentile แรก (หมายถึง สมมุติมีกองทุน 10 ตัว ก็เลือกมา 3 ตัวแรก หรือ 4 ตัวแรก, ถ้ามีกองทุน 50 ตัว ก็เลือกมา 15 หรือ 20 ตัวแรก)
6. ทำ step 5 ซ้ำ กับทุก column จนครบ 6 column
7. กองทุนที่ดีเกินกว่าค่าเฉลี่ยค่อนข้างมากของกองทุน LTF ที่อยู่ในตลาด คือกองทุนที่เข้าเงื่อนไขตามนี้ครับ
7.1 column "Win 1Y", "Win 3Y", "Win 5Y"  มีเครื่องหมาย Y แปะไว้อยู่ทั้งหมด
7.2 column ที่มี Y แปะอยู่นับเป็น 1 คะแนนของกองทุนนั้น ดังนั้นคะแนนจะมีได้ตั้งแต่ 0 ถึง 6, กองไหนคะแนนเยอะกว่าก็มีแนวโน้มจะดีกว่า (เมื่อผ่านเงื่อนไข 7.1 มาแล้วเท่านั้นน่ะ)

วิธีแสกนกองทุนรวม version 2

ก็ไม่มีอะไรมาก มันคือ version 1 แต่ผมจะเพิ่ม 3 column สำหรับ filter นับคะแนน "ความไม่ขาดทุน" เข้าไปตาม concept ประมาณว่า
- ผลตอบแทนไม่ลดลงต่อกันหลายครั้ง (ตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไปก็นับหมด, เช่น 5Y -> 3Y -> 1Y ขาดทุนไหม, 3Y -> 1Y -> 6M ขาดทุนไหม, ฯลฯ)
- ผลตอบแทนย้อนหลังไม่ขาดทุนเมื่อเทียบกับปัจจุบัน ( มองย้อนไปทุกช่วง 1M, 3M, 6M, 1Y, 3Y, 5Y)
- การเปลี่ยนผ่านแบบช่วงต่อช่วง (เช่น 5Y -> 3Y ขาดทุนไหม, 3Y -> 1Y ขาดทุนไหม, ฯลฯ)

ทุก column จะมีคะแนนเริ่มต้น 6 แล้วจะโดนลดคะแนนลงทีละ 1 เมื่อมีเงื่อนไขขาดทุนเกิดขึ้น 1 ครั้งในหัวข้อนั้นๆ

กองไหนมีคะแนน "ความไม่ขาดทุน" นี้มากกว่า ก็มีแววว่าจะดีกว่า

Finally หลังจากสแกนด้วยวิธีข้างต้นแล้ว ต้องทำสิ่งนี้ด้วย

ไปหาข้อมูลกองทุนนั้นๆเพิ่มเติมซ้ำอีกทีครับ ว่าเป็นกองทุนนโยบายการลงทุนแบบไหน และดูกราฟย้อนหลังเต็มๆ ย้อนหลังไปซัก 10 ปี หรือตั้งแต่กองทุนเปิด (search google แล้วดูผลของบนเว็บ https://www.wealthmagik.com ก็ได้) สิ่งที่ต้องดูคือ
- นโยบายการลงทุน
- ค่าทำเนียมการบริหารกองทุน (ควรต่ำๆครับ ตัวไหนต่ำกว่าก็น่าสนใจกว่า)
- ทรงกราฟสวย มีความผันผวนน้อยกว่า ก็มีแววว่าจะดีกว่า

;
ซึ่งหลังจากผมใช้วิธีข้างต้นพวกนั้นไปแล้ว กองทุนที่เหลือรอดมาได้ก็คือ ....
น่าเสียดายผมคงบอกไม่ได้
ไม่ได้กั๊ก แต่ไม่อยากเสี่ยงในประเด็นเรื่องกฏหมาย =_= เพราะไม่มีใบอนุญาติในการให้คำแนะนำการลงทุนอ่ะครับ บอกตรงๆไม่ได้หรอก
แต่เอาเป็นว่า ผมก็ใช้วิธีที่ว่าไปข้างบนนั้นแหละเลือก แชร์หมดเปลือกล่ะ
ถ้าใช้วิธีเดียวกัน ผลลัพธ์ก็จะคล้ายๆกันครับ

ไว้พบกันใหม่ตอนหน้าครับ

วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ความในใจ ถึงผู้ที่ติดตามรอบทความตอนต่อไปอยู่ และแผนปรับปรุงวิธีจัดเก็บบทความใหม่

สำหรับผู้ที่รอติดตามบทความตอนต่อไป ในชุด "แนวคิดเกี่ยวกับมูลค่าของหุ้น"
จริงๆผมร่างบทความตอนต่อไปไว้เสร็จแล้ว (กับบทความแนวอื่นอีกประมาณ 2 อัน)
แต่กำลังอยู่ในช่วงพิจารณา ปรับโครงสร้างการโพสต์บทความหน่อย
เพราะได้รับ feedback มาว่า อันล่าสุดที่อ่านไป มันดู ยากไปหน่อย ถ้าคนไม่มีพื้นมาก่อนจะอ่านไม่รู้เรื่อง

ประกอบกับ ผมสังเกตว่า สไตล์การโพสต์ที่ผ่านมาของผมนั้น ถ้าบทความเยอะมากกว่านี้ หากจะไปค้นหาบทความที่ต้องการ จะเริ่มหายากแล้ว เพราะไม่ได้มีการจัดหมวดหมู่ให้เข้าถึงง่ายๆ
จึงคิดว่าจะมีการ ปรับโครงสร้าง กันซักหน่อย เพื่อให้การค้นหาบทความที่ต้องการนั้น ง่ายขึ้น
คนไม่มีพื้นมาก่อน ก็ไปหาบทความสำหรับมือใหม่ที่ต้องการได้ง่ายขึ้น
คนที่มีพื้นมาแล้ว ก็ไปหาบทความส่วนตัวที่ตนสนใจได้ง่ายขึ้น

ก็ต้องขออภัยสำหรับคนที่ติดตามอยู่ด้วยครับ จะพยายามทำการปรับปรุงให้เสร็จในเร็วๆนี้
ช่วงนี้ผมติดเรื่องทางบ้านยุ่งๆด้วย หากพ้นช่วงนี้ไป (ซักเดือน ส.ค.) น่าจะมีอะไรดีขึ้นครับ

วันอังคารที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2559

หยุดสงกรานต์ยาวๆ หากมีทองอยู่ในพอร์ตอยู่ ควรถือข้ามสงกรานต์หรือไม่

เห็น topic หนึ่ง ไหลผ่านตาบน facebook ด้วยคำถามว่า หยุดสงกรานต์ยาวๆ หากมีทองอยู่ในพอร์ตอยู่ ควรถือข้ามสงกรานต์หรือไม่

ถึงผมจะเป็น VI แต่จุดเริ่มต้นนั้นเคยเริ่มในตลาดทองมาก่อน และสรุปบทเรียนบางอย่าง ที่เกี่ยวข้องกับคำถามข้างต้นนั้น มาได้ว่า

เราไม่ควรถือทอง หรือ session ในพอร์ตเก็งกำไรใดๆเอาไว้ ข้ามช่วงวันหยุดยาว ที่ประเทศอื่นๆเขาไม่ได้หยุดพร้อมกันกับเรา

การเก็งกำไรนั้นค่อนข้างเหมือนการทำศึกน่ะครับ และหลักการข้อนึงคือ เราต้องไม่ลงไปเล่นในสมรภูมิที่เห็นชัดว่าเราเสียเปรียบ

การที่เรา ปล่อยของไว้ในพอร์ตเก็งกำไร ข้ามช่วงเวลาที่ตลาดบ้านเราปิด (ซื้อขายไรไม่ได้เลย) แต่ตลาดประเทศอื่นๆ กลับยังเปิดทำการกันอยู่ มันคือการเสียเปรียบอย่างชัดเจน และมันจะเพิ่มความเสี่ยงในพอร์ตเก็งกำไรอย่างมาก และมันทำให้ระบบเทรดที่เราวางแผนไว้ เป็นหมันได้ เพราะเราจะไม่สามารถถอยออกมาได้อย่างทันท่วงที หากเกิดเหตุที่ผิดแผนใดๆขึ้นมา
นักเก็งกำไรย่อมรู้ดีว่า ถอยให้ทันและเร็วที่สุด ในช่วงเวลาที่ถูกต้องนั้น สำคัญแค่ไหน

ใครคิดว่าจะใช้หลัก VI ในตลาดทอง
บทเรียนข้อนึงที่ผมได้จากตลาดทองคือ ตลาดทอง เป็นการเก็งกำไรเพียวๆ คุณใช้หลัก VI ในนี้ไม่ได้ ข่าวนั่นนี่ที่ออกมาแล้วมีผลกับราคาทองนั้น มันก็เหมือนกับการออกสื่อของนักวิเคราะห์รายวันนั่นแหละครับ หาเหตุผลมาตอบเหตุการณ์ที่เกิดไปแล้วเฉยๆ ยิ่งพยายามหาข้อมูลพื้นฐานมากขึ้นเพื่อ "ทำนาย" การเคลื่อนไหว มันก็ไม่ช่วยอะไรเลย มันพลิกกลับไปกลับมาได้ทุกวัน
สิ่งที่ใช้ได้ในตลาดนี้ คือระบบเทรดที่ดี และการตอบสนองที่ทันท่วงทีอย่างมีวินัยเท่านั้น

พูดมาซะยาว สรุปสั้นๆแค่ว่า วันหยุดต่อเนื่องยาวๆ ที่ประเทศอื่นเขาไม่ได้หยุดกับเราด้วยในตลาดเดียวกัน ถ้าผมจะเล่นเก็งกำไรก็จะไม่ถือของในพอร์ตเก็งกำไร ค้างเอาไว้เลยครับ คงล้างพอร์ตหมด

วันศุกร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2559

เมื่อซื้อ LTF สิ้นปี ผลตอบแทนชนะคนทำ DCA มาทั้งปี - (จากการ์ตูน Mao-Investor ล่าสุด)

จาก : https://www.facebook.com/maoinvestor/photos/a.139219476137819.25668.138959932830440/979930195400072/?type=3

เข้าใจว่าเป็นมุขน่ะครับ แต่มุขแบบนี้ จะทำให้คนได้ความรู้ผิดๆเกี่ยวกับการลงทุนไปได้

คนทำ DCA จะเข้าใจอยู่แล้วว่าเขาจะไม่ได้ราคาต่ำสุด
แต่จะ มั่นใจได้ที่สุด ว่าต้นทุนเขาจะไม่ใช่อยู่บนยอดดอยแน่นอน และเขาจะได้ราคาเฉลี่ย

หากเป็นการ DCA บนกองทุนรวมหุ้นดัชนี ในระยะยาวๆหลายปี เขาจะได้ผลตอบแทนตามค่าเฉลี่ยของตลาดระยะยาว (ประมาณ10%) และชนะกองทุนรวมแบบ active เกือบทั้งหมดในตลาดแน่นอน

DCA เป็นรูปแบบการลงทุนที่เรียกว่า passive investment
ซึ่งใน school of investment หลายๆสำนักนั้น ก็ต้องถือว่าเป็นสาขาที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ซึ่งเป็นรองเพียงสาขาการลงทุนแบบ VI เท่านั้น
หากแต่เป็นวิธีที่ง่ายกว่าเป็นอย่างมาก เหมาะกับคนที่ไม่มีเวลาศึกษาวิเคราะห์เอง และไม่มีเวลาบริหารพอร์ตของตัวเอง

คำที่เหมาะกับการ์ตูนสี่ช่องนี้ที่สุดคือ "รู้อะไร ไม่สู้ รู้งี้"
คือ เป็นการตีความ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปแล้ว
แต่ ณ วันที่เหตุการณ์ยังไม่เกิด เม่าศรี ไม่มีทางมั่นใจได้เลย ว่าสิ้นปี ผลตอบแทนจะชนะอัศวิน รึเปล่า, พูดอีกทางนึงคือ มันค่อนไปเป็นการ "เสี่ยงดวง" มากกว่าการ ลงทุน
การที่เม่าศรีได้ผลตอบแทนดีในปี 2558 ที่เพิ่งจบไปนั้น จึงเข้าข่าย "right for the wrong reason" หรือ ฟลุ๊ก นั่นเอง

วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

การประมูลคลื่น 4G (1800 MHz) อันหฤโหด

จากข่าวนี้น่ะครับ
https://www.blognone.com/node/74694

ผมเองก็ชะล่าใจไปหน่อย ไม่นึกว่าจะดุเดือดขนาดนี้ นี่ใครมีหุ้นกลุ่มนี้ในมือ (ผมด้วย 55) อาจขวัญเสียกันได้เพราะราคาหุ้นลงฮวบๆ

ซึ่งสรุปคนได้ไปคือ AIS กับ True
ในราคารายล่ะราว 4 หมื่นล้านบาท ! (เยอะกว่าส่วนของผู้ถือหุ้นของทั้งสองบริษัทอีก)

การประมูลที่ราคาสูงๆแบบนี้ หากใครได้ไปทั้งที่ตัวเองมีกำลังชำระค่าคลื่นฯ ไม่มากนัก ก็น่าจะเหนื่อย
โดยเฉพาะอาจเป็นไปได้ที่ต้องไปกู้แบงค์ (มีต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นมา... อาจทำให้กำไรลดลงได้ในระยะแรก) หรือไม่งั้นก็ต้องเพิ่มทุนรอบใหม่ ถึงจะมีเงินพอมาจ่ายได้

เรื่องนี้คงจะต้องดูข้อมูลเพิ่มเติมที่จะออกมาหลังจากนี้ดีๆ ว่าสรุปเขาจะเลือกวิธีแบบไหน ซึ่งก็คงมีผลกระทบผู้ถือหุ้นต่างกันไป
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ อาจจะถือว่า มีการเปลี่ยนแปลงในปัจจัยพื้นฐาน ที่ค่อนข้างมีนัยสำคัญต่อตัวธุรกิจ

สำหรับ VI หากการเปลี่ยนแปลงนั้น ทำให้มูลค่าหุ้นที่ประเมินได้ลดลงและต่ำกว่าราคาที่ตลาดให้อยู่ ก็ควรจะต้องขายหุ้นในมือออกไป โดยไม่ต้องสนราคาต้นทุนว่าเราเคยซื้อมาเท่าไหร่
หากมูลค่าที่ประเมินได้สูงกว่า ราคาตลาด ก็อาจเป็นโอกาสดีที่จะเก็บหุ้นเพิ่ม

โดยส่วนตัวผมคิดว่า หากมูลค่าประเมินจะสูงขึ้นได้ ต้องมาจากการที่เจ้าคลื่นที่ได้มานี้ สามารถเอาไปทำรายได้กลับมาให้ได้เป็นกอบเป็นกำ เพื่อให้บริษัทมียอดขายเพิ่ม กำไรเพิ่มขึ้น เท่านั้น
ดูเหมือนจะต้องเดาอนาคตกันเยอะหน่อย ซึ่งมีความไม่แน่นอนอยู่มาก ผมไม่ค่อยชอบโมเม้นต์แบบนี้เท่าไหร่

นอกจากนั้น สิ่งนี้ยังตอกย้ำกว่า ตลาดกลุ่มนี้มีการแข่งขันกันสูงมากและดุเดือด และมีข้อจำกัดในเรื่องคลื่นที่แย่งกันกินแย่งกันใช้ มีความเสี่ยงกับภาครัฐฯ อยู่เยอะ
การจะคาดหวังว่าบริษัทในกลุ่มธุรกิจแบบนี้ จะทำให้กำไรเติบโตแบบก้าวกระโดดได้ ก็คงเป็นเรื่องยาก

คงต้องติดตามตอนต่อไปครับ ว่าชะตากรรมของ AIS กับ True จะเป็นอย่างไรต่อไป

วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ศุกร์ทมิฬที่ผ่านมา กับวันจันทร์ที่กำลังจะมาถึง

ตลอดสัปดาห์ทีี่ผ่านมา โดยเฉพาะ วันศุกร์ 21 ส.ค. 2015 ที่ผ่านมานั้น เกิดเหตุการณ์ที่ชวนขนลุกสำหรับนักลงทุน และโดยเฉพาะนักเก็งกำไรหลายคน เพราะมีเหตุการณ์ร้ายและข่าวร้ายหลายอย่างโผล่มาพร้อมกันคือ
- กรีซ นายกลาออก (เหมือนจะโดนคนในพรรคไล่)
- เกาหลี เหนือ - ใต้ ยิงถล่มกันตรงแนวชายแดน ด้วยปืนใหญ่
- ดาวน์โจนส์ ดิ่งเหว (หลังตลาดไทยปิดไปแล้ว ^^! )
- น้ำมัน ก็ดิ่ง (จะทะลุแนว 40$ ) ล่ะ

ผมเอง ปกติตัดรอบบัญชีเพื่อวัดผลและตรวจสุขภาพทางการเงิน ทุกๆวันที่ 19 ของเดือน เลยได้เห็นว่า NAV ของกองทุนหุ้นนี่มันดิ่งเหวอย่างโหดจริงๆ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา นี่ขนาดยังไม่เจอข่าวร้ายของวันศุกร์ เลยน่ะ

ผมว่าเวลาแบบนี้ เป็นบททดสอบความแข็งแกร่ง และกึ๋นความเป็นนักลงทุนแบบ VI ได้ดี ว่าเราจะทนได้นานแค่ไหน เมื่อเห็นมูลค่าพอร์ตหดตัวลงเรื่อยๆ และค่อนข้างมาก

ถ้าใจยังไม่แกร่งพอ อาจจะทนไม่ได้จนขายตัดขาดทุนออกมา ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่นักเก็งกำไรจะทำกัน

บัฟเฟต เคยกล่าวไว้ทำนองว่า "หากทนไม่ได้ที่เห็นหุ้นที่ถืออยู่ ราคาตกลงไปกว่า 50% ก็ไม่ควรเข้ามาอยู่ในตลาดหุ้นแต่แรก"
คุณ โจ ลูกอีสาน ก็เคยว่าไว้ว่า "การขายหุ้นตอนที่ตลาดหุ้นตกลงมาอย่างหนัก ถือเป็นการละเมิดศีลที่สำคัญที่สุดของการเป็น VI"

ความหมายคือ VI จะต้องคิดตั้งแต่ตอนซื้อ และกำไรตั้งแต่ตอนซื้อ เพราะเงื่อนไขการซื้อมีเพียงว่า จะซื้อก็ต่อเมื่อ ราคาลงมาต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานที่เหมาะสมของกิจการนั้นๆ เท่านั้น และกิจการต้องถูกวิเคราะห์มาอย่างดี ว่าสามารถทนต่อสภาพเศรษฐกิจแย่ๆในหลายรูปแบบได้ มีผลประกอบการที่สม่ำเสมอในระยะยาวๆ (7 ปีขึ้นไป ตามวิธีของเกรเฮม) มีปันผลที่ดี ผู้บริหารเป็นคนดีและคนเก่ง

และเมื่อซื้อหุ้นด้วยเงื่อนไขนี้ การตกลงของราคาตลาด ทั้งๆที่พื้นฐานกิจการนั้นเอง ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่ได้เป็นเหตุผลที่ควรจะต้องขายแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน มันคือโอกาสของการซื้อเพิ่ม (แต่จะรอลงสุดก่อนก็ได้น่ะ ผมคิดว่าน่าจะยังไม่สุด หรือใช้วิธีทยอยหลายๆไม้ ยาวซัก 1 ปีเพื่อลดความเสี่ยงก็เป็นกลยุทธ์ที่ดีครับ)

และนี่ก็เป็นการวัดความเข้าใจและพลังใจที่ดี ว่าเราเองนั้นเป็น VI ได้มากน้อยแค่ไหนแล้ว

;
สำหรับกองทุนรวมหุ้นต่างๆ  นั้น ผมคิดว่า เหมาะกับกลยุทธ์การลงทุนแบบ passive (คือทำ Dollar Cost Average) มากกว่าจะไปเล่นแบบอื่น เพราะจะไปประเมินมูลค่าแบบที่ทำกับหุ้นจริงๆก็ไม่ได้หรือค่อนข้างยาก หรือจะเล่นเทคนิคก็ไม่ได้เพราะการตอบสนองต่อคำสั่งซื้อขายของเรานั้น ช้าเกินกว่าจะทำจังหวะได้ทันการตามระบบที่วางไว้

แต่การลงทุนแบบนี้มีข้อดีคือ ค่อนข้างมีความเสี่ยงต่ำ โดยเฉพาะ ถ้ากองทุนหุ้นเป็นกองดัชนีตัวใหญ่อันดับต้นๆของตลาด มันค่อนข้างมั่นใจได้ว่ากองทุนล้มยากและโอกาสมูลค่าเหลือ 0 นั้นแทบเป็นไปไม่ได้ ผมนึกไม่ออกเลยว่า SET50 หรือ SET100 นั้น บริษัททั้งหมดในนั้นจะเจ๊งพร้อมกันได้ยังไง
และวิธีนี้ยังเป็นวิธีที่ บัฟเฟตฯ แนะนำ สำหรับคนที่อยากลงทุนหุ้นแต่ไม่มีความรู้ใดๆเลย การทำ DCA ในกองทุนหุ้นดัชนี ก็เป็นทางเลือกทีี่ดี มีข้อแม้นิดหน่อยว่าตอนออกตัวเริ่มแรก ไม่ควรออกตัวทำ DCA ตอนที่ตลาดทั้งตลาดแพงมากๆ (ลองดู P/E เฉลี่ยย้อนหลังของตลาดซัก 10 ปี ก็เป็นเกณอ้างอิงที่ดี) แม้ว่าการเริ่มตอนตลาดแพงมันจะทำได้ แต่มันจะเหนื่อยกว่าและอาจต้องทนเห็นพอร์ตขาดทุนระยะยาวนาน (อาจหลายปี) กว่ามาก
และเช่นเดียวกัน หากตัดสินใจใช้วิธีนี้แล้ว คุณต้องรักษาวินัยในการทำ DCA อย่างเคร่งครัดต่อให้ตลาดตกลงมาต่ำมากๆ ก็ยังคงแข็งใจถัว DCA ต่อไป

สำหรับวันจันทร์ที่จะมาถึงนี้ ผมก็คิดว่า
คงต้องพยายาม วางใจ วางทัศนคติให้ถูกต้อง และนึกถึงหลักการให้ดีๆแม่นๆ อย่าไขว้เขว
แล้วระยะยาว น่าจะดีเอง
ขอให้โชคดี รักษาสุขภาพกายสุขภาพใจให้แข็งแรงทุกคนนะครับ

วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

วันนี้หุ้นลงเยอะต้องเรื่องนี้เลย "เข้าหุ้นแล้วพลาดติดดอย ทำยังไงดี"



พักนี้ตลาดหุ้นไทย ก็ยังค่อยๆเตี้ยลง เตี้ยลง
เผอิญผมนึกขึ้นได้ว่าเมื่อก่อนเคยตอบกระทู้นึงเอาไว้ เรื่องการติดดอย คิดว่าเข้ากับเหตุการณ์พักนี้ดี เลยรีบเอามาลงก่อน เพราะเผื่อบางคนจำเป็นต้องใช้ (จริงๆตอนนี้เขียนบทความอื่นค้างไว้อยู่แต่ยังไม่ทันเสร็จ)

เรื่องมันมีอยู่ว่า ...
กาลครั้งนึง นานมาแล้วซักพัก ผมไปเจอกระทู้นึงในกลุ่ม ThaiVI ใน facebook เป็นกระทู้เรื่องเข้าซื้อหุ้น IPO แล้วติดดอย ไม่รู้จะทำยังไงดี

ซึ่งผมคิดว่า
1.
สำรวจสถานะของตัวเองให้กระจ่างก่อน - avg.cost ที่ถืออยู่ตอนนี้ เป็นตำแหน่งที่ไปต่อในกลยุทธ์ไหนได้บ้าง (เพราะตอนเข้าซื้อไม่มีกลยุทธ์อะไรเลย) เช่น เป็นตำแหน่ง VI สายปันผลได้หรือไม่, เป็นตำแหน่ง VI สาย C.G.ได้หรือไม่ , หรือเป็น ตำแหน่งเล่นเก็งกำไรได้อย่างเดียว

1.1
ตำแหน่ง VI สายปันผลได้ - (avg.cost เราอยู่ต่ำกว่ามูลค่าเหมาะสมของวิธีสายปันผลนี้) ดูว่าลักษณะธุรกิจผลกำไรสมำเสมอในระยะยาว (ต้องดูผลกำไรย้อนหลังซัก 7 ปีขึ้นไป) ไม่โดนแทนที่ในตลาดหรือเสียความสามารถในการแข่งขันได้ง่ายๆ อัตราปันผลเป็นที่น่าพอใจอยู่แล้ว (5% ขึ้นก็พอได้สำหรับยุคนี้, แต่ถ้าได้มากกว่านั้นยิ่งดี) , อันนี้ถือยาวไปไม่ต้องไปกังวลกับราคาในตลาด

1.2
ตำแหน่ง VI สาย C.G.ได้ - (avg.cost เราอยู่ต่ำกว่ามูลค่าเหมาะสมของวิธีสาย C.G. นี้) ประเมินจาก EPS, P/BV หรือ ROE โดยไม่สนปันผลที่จะได้รับ (บางบริษัทปันผลได้น้อยหรือไม่ปันผลเลยก็ได้ถ้าเขาเอาไปลงทุนต่อได้ดี ทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง) ถ้าพื้นฐานมันยังดีอยู่ (สม่ำเสมอในระยะยาว, ไม่โดนแทนที่หรือเสียความสามารถในการแข่งขันได้ง่าย) ก็รอจนราคากลับไปที่มูลค่าเหมาะสมแล้วขายไปตามวิถีของคนเล่นเอา C.G. โดยยังไม่ต้องกังวลราคาตลาดตอนนี้

1.3
ตำแหน่งเล่นเก็งกำไรได้อย่างเดียว - คือ avg.cost ของเราอยู่สูงกว่ามูลค่าเหมาะสมแบบ VI ไม่ว่าจะประเมินวิธีไหน - ไม่ค่อยกล้าแนะนำเลยครับ คงต้องเล่นแนวเทคนิคฯ อย่างเดียว แต่ถ้ายังขาดทุนไม่ถึง 5% แล้วยังไม่มีสัญญานเทคนิคในลักษณะกลับตัว เป็นผมคงขายออกมาตั้งหลัก ที่เสียไปถือว่าเป็นค่าครู คราวหลังศึกษาเพิ่มดีๆก่อนเข้าไปเล่นใหม่, แต่ถ้าเกิน 5% ไปแล้วและยังไม่มีสัญญานกลับตัว กูรูสายนี้บางคนก็ถือคติไม่ขายไม่ขาดทุน ให้ทำใจ (แต่บางทีผมก็คิดว่า ถ้ามันไม่มีสัญญานกลับตัวใดๆเลย แปลว่ายังไม่เห็นก้นเหว แนวโน้มคือลงได้อีก และไม่รู้จะลงไปลึกได้อีกแค่ไหน ชิ่งออกมาก่อนอาจจะดีกว่าเงินจมก็ได้), แต่ถ้าเริ่มเห็นสัญญานกลับตัวบ้าง รอมันรีบาวน์แล้วชิ่งออกมาก็ได้ครับ

ซึ่งทั้ง 2 แบบแรกนั้น ต้องเช๊คให้แน่ใจด้วยน่ะครับ ว่าที่ราคาลงมาเนี่ย มันลงมาตามตลาดโดยรวมเฉยๆ ไม่ใช่การลงมาเพราะปัจจัยพื้นฐานของตัวบริษัทเองที่เปลี่ยนไปในทางแย่ ซึ่งถ้าเป็นกรณีหลัง โดยหลักการควรต้องถอนตัวออกจากหุ้นตัวนั้นทันทีครับ (อ้างอิงบทความ “จะขายหุ้นเมื่อไหร่”: http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/494384 )

กรณีถ้าเป็นหุ้น IPO มักจะไม่ค่อยมีงบย้อนหลังให้ดูยาวๆ การประเมินมูลค่าเหมาะสมนั้นทำได้ยากและคลาดเคลื่อนได้ง่าย เพราะออกแนวเหมือนคาดเดาอนาคตไปหน่อย - -a
ถ้าจะให้ประเมินจากงบปีล่า สุดปีเดียว คงคิดเอาง่ายๆบนสมมุติฐานว่าบริษัทไม่มีการเติบโต เช่น ถ้าใช้วิธีคิดจาก EPS แล้วอยากได้ราคาที่ P/E เท่ากับ 10 ก็เอา
10 =  P/E
ใส่ค่า EPS ลงไปตรง E ครับ แล้วแก้สมการหาค่า P ไปเลย เช่นสมมุติ EPS เป็น 0.5
10 = P/0.5
10*0.5 = P
P = 5

ซึ่ง ค่า P/E ที่เหมาะสมก็มีหลายแนวอีก เกรแฮมฯ บอกเหมาะสมคือ 8.5 ส่วน ปีเตอร์ ลินซ์ บอกว่า 10 ก็เล่นได้แล้ว อันนี้แล้วแต่คนแล้วครับว่าชอบต้นแบบนักลงทุนคนไหน

แต่ในความเป็นจริง คงไม่มีบริษัทไหนได้กำไรเท่าเดิมทุกปี ปกติต้องมีการเติบโต ดังนั้นสิ่งที่ในสูตรด้านบนไม่ได้รวมอยู่ด้วยคือเรื่องของ Growth rate (ของผลกำไร) ซึ่งในทางปฏิบัติควรต้องเอามาคิดด้วยครับ

ถ้าเล่นตามแนว ดร.นิเวศน์ฯ ถึงธุรกิจจะดีมากๆจริง ก็ไม่ควรเข้าที่ P/E เกิน 20 ครับ บนสมมุติฐานที่ว่าธุรกิจนั้นดีมากขนาดจะเติบโต 20% ต่อปีอย่างต่อเนื่องไปได้หลายๆปี เพราะว่าในโลกความเป็นจริง บริษัทที่จะโตเกิน 20% ต่อปีได้ต่อเนื่องซัก 5 ปีขึ้นไป นั้นแทบจะไม่มีให้เห็นอยู่ในโลกจริงๆเท่าไหร่ครับ ตลาดมักอิ่มตัวไปก่อน
หรือโดยสรุปย่อๆคือ P/E ควรจะต้อง น้อยกว่าหรือไม่เกิน Growth rate ครับ

นอกจากนั้น วิธีประเมินมูลค่าแบบ VI ยังไม่ได้มีวิธีนี้วิธีเดียวด้วย ยังมีอีกหลายวิธี แล้วแต่จะเลือกใช้ให้เหมาะกับหุ้นตัวนั้นๆครับ (ลักษณะธุรกิจต่างกัน ก็เหมาะกับวิธีประเมินมูลค่าต่างกันไปด้วยครับ)

วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ประเด็นเรื่อง กรีซ จะชักดาบ หรือออกจาก EU เห็นเขาว่าเป็นเรื่องใหญ่ (?)

พักนี้ข่าวเศรษฐกิจที่ออกบ่อยๆ ก็เห็นจะเป็นเรื่อง กรีซ ซึ่งมีหนี้สินมหาศาล และทำท่าจะกำลังจะผิดนัดชำระหนี้ IMF จำนวน 1,600 ล้านยูโร... ซึ่งนี่แค่งวดเดียว แต่จริงๆ กรีซ หนี้ท่วมกว่านั้น คือเป็นหนี้หลัก 3 แสนล้านยูโร จากเจ้าหนี้หลายราย (จำได้ลางๆว่าตัวหลักๆมี ECB กะ EU)

แล้วตอนนี้ก็เล่นเสี่ยงทายกับผลประชามติ ของวันที่ 5 ก.ค. นี้อยู่ ว่าประชาชน กรีซ จะยอมรับเงื่อนไขรัดเข็มขัดของเหล่าเจ้าหนี้หรือไม่

สำหรับผม คำถามนี้ตอบได้ง่ายมาก ด้วยคำว่า "ไม่รู้" :P

ข่าวนี้อาจจะมีประเด็นสำคัญต่อตลาดหุ้นอยู่บ้าง แต่นั่นคือสำหรับนักเก็งกำไร ที่ต้องเฝ้าระวังเรื่อง fund flow ซึ่งจะทำให้ดัชนีโดยรวมของตลาด พุ่งขึ้น หรือ ดิ่งลง ได้

แต่สำหรับนักลงทุนแนว VI นั้น เรื่อง กรีซ อาจจะไม่ใช่ประเด็นสำคัญอะไร ถ้าบริษัทที่คุณถือหุ้นอยู่ ไม่ได้มี กรีซ หรือ EU เป็น ลูกค้า หรือ supplier ที่เกี่ยวข้องกัน

อันที่จริง ต่อให้ธุรกิจที่เราถือ มีความเกี่ยวข้องกับ EU อยู่บ้าง แต่ผมก็ไม่คิดว่า EU จะได้รับผลกระทบมากนัก

ถ้ามองว่า กรีซ เป็นเนื้อร้าย หรือคนประเภท มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ ที่ฝังตัวอยู่กับ EU มานาน
การที่วันนึง EU ตัดส่วนแย่ๆนี้ออกไปได้ มันอาจจะเจ็บบ้างในระยะสั้นๆ (งบดุล ช่องทรัพสิน ลูกหนี้รายใหญ่กลายเป็นหนี้สูญไปซะงั้นนี่นา) แต่ในระยะยาวๆ น่าจะไปได้ไกลและคล่องตัวยิ่งกว่าตอนที่ต้องหิ้วปีก กรีซ ไปไหนมาไหนด้วย

สมมุติน่ะครับ ... ถ้าสุดท้าย กรีซ ออกไปจาก EU จริงๆ ใครที่กังวลว่า จะมีชาติอื่นๆเลียนแบบกรีซ มันก็ขึ้นกับว่า ชะตากรรมของกรีซ หลังจากออกไปจาก EU นั้น เป็นอย่างไร
ถ้าเป็นไปในทางดีขึ้น ชาติอื่นๆที่เป็นหนี้ท่วมเหมือนกันอย่าง สเปน, อิตาลี่ ก็อาจจะเลียนแบบก็ได้
แต่ดูท่าทางแล้ว แค่ตอนนี้ที่ยังไม่ได้ออกจาก EU จริงๆ บ้านเมืองกรีซ ยังอลหม่านราวกับกำลังจะเกิดสงครามโลกก็ไม่ปาน ภาพข่าวที่ออกมาน่าสังเวชมาก
และดูๆแล้ว การเสียสิทธิประโยชน์ในฐานะสมาชิก EU ไป น่าจะส่งผลร้ายกับ กรีซ มากกว่าจะเป็นผลดี
ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น ก็คงไม่มีใครอยากเลียนแบบหรอกครับ

แต่สุดท้ายจะฟันธงว่ามันจะออกไปทางไหน ก็คงต้องตอบคำเดิมคือ "ไม่รู้" หรอกครับ และก็คงไม่มีใครรู้อนาคตแบบนั้น
และการพยายามเดา ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งด้วยสำหรับการลงทุน

แต่สิ่งที่ควรทำคือ ให้เราคิดกรณี worst case เอาไว้ (ซึ่งอาจจะมีหลายๆแบบก็ได้) และประเมินดูว่ามันกระทบ ธุรกิจที่เราถือหุ้นอยู่ มากน้อยแค่ไหน
ถ้ามันไม่ได้กระทบยอดขายหรือต้นทุนของบริษัทเรา ก็ไม่มีอะไรต้องกังวล
ต่อให้ fund flow จะส่งผลให้หุ้นลงทั้งตลาดและหุ้นของเราโดนลูกหลงไปด้วย แค่นั่นก็เป็นปัจจัยชั่วคราว

บัฟเฟต เองก็เคยบอกว่า ถ้าทนเห็นหุ้นในพอร์ตตัวเอง ขาดทุนถึง 50% ไม่ได้ ก็ไม่ควรอยู่ในตลาดหุ้น

คุณ โจ-ลูกอีสาน บอกไว้ว่า การขายหุ้นออกไป ในขณะเกิดวิกฤต เป็นการละเมิดศีลที่ร้ายแรงของ VI

การเป็น VI ไม่ได้หมายความว่า ต้องให้หุ้นทุกตัว ขึ้นสีเขียวอยู่เสมอ (อันนี้เป็นกับดักที่มือใหม่ซึ่งตบะไม่แก่กล้าพอ จะรู้สึกหวั่นไหวได้ง่าย) เราแค่ต้องทำให้มั่นใจว่า เมื่อประเมินมูลค่าตามหลักการและเหตุผลที่ถูกต้องแล้ว ต้นทุนในการซื้อหุ้นของเรา ต่ำกว่ามูลค่าเหมาะสมที่ประเมินได้ อย่างมี Margin Of Safty เพียงพอหรือไม่ ( 30% โดยปกติ, แต่ถ้า เบรนด์เขาดี ก็แค่ 20% พอ)

  • ถ้าใช่ ก็คือถือหุ้นไว้ หรือซื้อหุ้นเพิ่ม ถ้า SET จะลงจนหุ้นเราแดง มันจะแดงก็แดงไป เป็นแค่เรื่องชั่วคราว (อาจจะต้องใช้ศรัทธาประกอบเพื่อให้ทนผ่านช่วงเวลาแดงๆแบบนั้นไปได้น่ะ) 
  • ถ้าไม่ใช่ ก็ขายออกไป อย่าเก็บไว้ให้เสี่ยงพอร์ต
(อย่างไรก็ตาม มี VI บางคน ใช้หลักการทาง technical เข้ามาจับจังหวะซื้อขายด้วย เป็นการ optimize ให้ผลลัพธ์ดีขึ้น ก็แล้วแต่คนถนัดครับ เรื่องนี้ยังบางคนก็เห็นด้วยบ้างก็ไม่เห็นด้วย)

ส่งท้ายก็เช่นเคย ที่เขียนไปทั้งหมดนั้นเป็นเพียง ข้อคิดเห็น ของผม ไม่ใช่การชี้นำหรือฟันธงอะไร
การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน เงินของท่าน ท่านรับผิดชอบของท่านเองน่ะครับ

วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2558

เทรนของโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว... เมื่อ ทีวีดิจิตอล (ที่แผลยังไม่หายดี) โดน Youtube impact

เทรนของโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว



ประเด็นนี้เริ่มมาจาก กระทู้สองกระทู้นี้ครับ
TIGA ผู้ถือครองลิขสิทธิ์ "โคนัน" ปล่อยโคนันทุกตอนให้ดู "FREE" ใน Youtube

จัดหนัก!! ROSE ปล่อย "โดเรม่อน,นารุโตะ,บลีช,รีบอร์น,แฟรี่เทล" ดูฟรี!! Youtube

คุณอาจจะคิดว่า ข่าวการ์ตูนแบบนี้ เกี่ยวอะไรกับการลงทุน
เกี่ยวมากๆครับ ข่าวนี้กระทบกับธุรกิจ ฟรีทีวี ทีวีดิจิตอล และทีวีรูปแบบดั้งเดิมที่ต้องออกอากาศผ่านคลื่นวิทยุ ทั้งภาคพื้นดิน และดาวเทียม โดยตรง

ลองคิดดูน่ะครับ โดยปกติค่ายที่ซื้อลิขสิทธิ์การ์ตูนต่างๆมาฉายนั้น เดิมต้องไปเสียค่า air time ให้กับช่องทีวีเหล่านั้น หรืออีกทางนึง(ซึ่งเยอะกว่า) คือ รายการทีวี มาซื้อลิขสิทธิ์ ไปออกฉาย เพื่อเพิ่มเรทติ้งให้ช่องทีวีเขา
โดยทั้งนี้ทั้งนั้น รายได้หลักของค่ายทีวีจริงๆแล้ว ต้นทางล้วนมาจากเงินโฆษณาทั้งสิ้น

พอค่ายที่นำเข้าลิขสิทธิ์การ์ตูนเหล่านี้ เปลี่ยนมาใช้ youtube แทนทีวีแบบดั้งเดิม
เขาก็ได้รับค่าโฆษณาจาก youtube อยู่เช่นกัน แถมยังไม่ต้องมีคนกลาง (เจ้าของช่องทีวีแบบดั้งเดิม) มาแบ่งรายได้ก้อนนี้ไปอีกด้วย

งานนี้ช่องทีวีแบบดั้งเดิม มีแต่เสียกับเสียครับ

และเมื่อกระแสมันถูกจุดขึ้นมาแล้ว จะมีเทรนเกิดตามมา อีกเรื่อยๆ อีกหลายบริษัทที่ซื้อลิขสิทธิ์ content ต่างประเทศมา ก็จะเปลี่ยนมาใช้โมเดล youtube channel แทนช่องทีวีแบบดั้งเดิม

ซึ่งผมรู้สึกว่า นี่มันเป็น mega trend จริงๆ ยิ่งกว่าเหตุการณ์ทีวีดิจิตอลในปีก่อนนี้ซะอีก

คุณจะปรับพอร์ตยังไงให้เข้ากับ mega trend นี้ ก็แล้วแต่วิจารณญานของแต่ละท่านล่ะครับ ขอให้โชคดี :)

วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ในวันที่มีข่าวร้ายเกี่ยวกับตลาดหุ้น ออกสื่อมาอย่างเป็นทางการ (ฤาจะถึงคราวเผาจริง?)

พาดหัวข่าวของ Money Channel วันนี้

SET ก.ค.มีโอกาสร่วงถึง 1,300 จุด
(ตัวอย่างเนื้อหา : บล.ซีไอเอ็มบี ระบุ SET ปี 58 เคลื่อนไหวคล้ายปี 54  ขณะที่มีโอกาสปรับตัวซ้ำรอยเดิมโดยขึ้นไปก่อนจะปรับลงมาทำนิวโลว์ มองลงไปได้ถึง 1,300 จุด อิงระดับดัชนีเหมาะสมหลังปรับลด EPS ตลาด .... )
บล.ซี ไอเอ็มบี ระบุ SET ปี 58 เคลื่อนไหวคล้ายปี 54  ขณะที่มีโอกาสปรับตัวซ้ำรอยเดิมโดยขึ้นไปก่อนจะปรับลงมาทำนิวโลว์ มองลงไปได้ถึง 1,300 จุด อิงระดับดัชนีเหมาะสมหลังปรับลด EPS ตลาด - See more at: http://www.moneychannel.co.th/news_detail/4135/#sthash.arwBSC2A.dpuf
บล.ซี ไอเอ็มบี ระบุ SET ปี 58 เคลื่อนไหวคล้ายปี 54  ขณะที่มีโอกาสปรับตัวซ้ำรอยเดิมโดยขึ้นไปก่อนจะปรับลงมาทำนิวโลว์ มองลงไปได้ถึง 1,300 จุด อิงระดับดัชนีเหมาะสมหลังปรับลด EPS ตลาด - See more at: http://www.moneychannel.co.th/news_detail/4135/#sthash.arwBSC2A.dpuf
บล.ซี ไอเอ็มบี ระบุ SET ปี 58 เคลื่อนไหวคล้ายปี 54  ขณะที่มีโอกาสปรับตัวซ้ำรอยเดิมโดยขึ้นไปก่อนจะปรับลงมาทำนิวโลว์ มองลงไปได้ถึง 1,300 จุด อิงระดับดัชนีเหมาะสมหลังปรับลด EPS ตลาด - See more at: http://www.moneychannel.co.th/news_detail/4135/#sthash.arwBSC2A.dpuf

ก่อนหน้าจะมีข่าวนี้ ในเมืองไทย ผมเห็นคนเดียวที่กล้าออกมาบอกตั้งแต่ต้นปี ว่า SET จะลงแน่ๆ คือคุณ ศิริวัฒน์ (เจ้าสัวเยสเตอร์เดย์ ตอนปี 40 ที่หลังจากเจ๊งแล้วออกมาขายแซนวิช)
ส่วน ดร.นิเวศน์ บอกว่ามันเข้าเฟสอิ่มตัวเริ่มเสียวๆแล้ว แต่ก็ยังไม่มองร้ายเท่าคุณศิริวัฒน์

ส่วนโบรกและนักวิเคราะห์ต่างๆ ปกติจะมองโลกแง่ดีได้ทุกวัน จนกว่าจะถึงวันที่มันเจ๊งจริง (รู้ตัวเมื่อสายแล้ว ... ซึ่งคุณ ศิริวัฒน์ เองก็เคยเป็นแบบนั้นมาก่อน)

ดังนั้นโดยส่วนตัวแล้ว ผมจะไม่ตามข่าวหรือบทวิเคราะห์ของค่ายไหนๆเลย ถ้าจะอ่านบทวิเคราะห์ ต้องตั้งสติเสมอว่า ให้แยก ข้อเท็จจริง และ ข้อคิดเห็น ออกจากกันเสมอให้เด็ดขาด และเราเอาเฉพาะส่วนที่เป็นข้อเท็จจริงมาใช้

วงการนี้นี่ ประสบการณ์และความเก๋า ช่วยให้ได้เปรียบเยอะมากจริงๆ
เราก็จะต้องพัฒนาตัวเอง หมั่นหาความรู้ หมั่นฝึกฝน เพิ่มความเก๋าให้ตัวเอง ตามแนวทางนี้ให้สำเร็จให้ได้

วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2558

เงินเดือนขึ้นทีละคืบ แต่ค่าครองชีพกับรสนิยม ขึ้นทีละศอก

สัปดาห์ที่ผ่านมานี้ มีเหตุให้ต้องกินเลี้ยงกับเพื่อนฝูง 2 งาน งานแรกเพื่อนมัธยมคนนึงที่ไปเรียนเอกที่อังกฤษแล้วกลับมาเยี่ยมบ้าน อีกงานคือ เลี้ยงส่งเพื่อนในที่ทำงานปัจจุบัน ซึ่งได้ออกจากงานไปสู่โอกาสใหม่ๆ ในโลกกว้าง

งานแรกนั้นไม่มีอะไรแปลก ผมกินกับเพื่อนนานๆครั้ง ร้านสุกี้เจ้าใหญ่รายนึง เป็นอะไรที่ดูมาตรฐานดี ไม่น่าจะแพงไปนัก
กินไปกินมา พอเพื่อนผมถามเช๊คราคาเท่านั้นแหละ น่าจะราวหัวล่ะ 45x บาท ... (ผมอึ้งไปเลย) แต่เคราะห์ดี ที่ท้ายที่สุดแล้ว ราคาบางรายการคิดผิด และเพื่อนมีบัตรสมาชิกใช้ลดได้อีก จึงเหลือแค่หัวล่ะ 400 บาท (ก็ยังแอบแพงน่ะ T-T)

อีกงานนึงวันถัดมา รู้แบบกระชั้นชิด ตอนแรกก็ไม่แอะใจ คิดว่าไปกินบุฟเนื้อย่างธรรมดา ชื่อร้านแปลกๆไม่เคยได้ยิน พอได้ยินราคาเท่านั้นแหละ ผมนี่ซีดไปกระทันหัน คือค่าเสียหายต่อหัวน่าจะราวๆ 6xx บาท จึงได้ทักท้วงไปว่าแพงเกินไป ขอไม่เกิน 500 ได้มั้ย สรุปลงเอยได้อีกเจ้านึงที่ราคาราว 520 บาท (มารู้ภายหลังว่ามันเพิ่งเปลี่ยนราคาเป็น 540 บาทด้วย T=T)
แต่โชคชะตายังไม่โหดร้ายเกินไปนัก อยู่ๆคนร่วมงานเกิดไปไม่ได้กระทันหันหลายคน งานจึงล่มไปโดยปริยาย

;
ย้อนไปเมื่อแค่ซัก 2-3 ปีก่อน เวลาผมไปกินดีๆกับเพื่อนซักครั้ง น่าจะเสียค่าใช้จ่ายราวๆหลัก 2xx - 3xx บาทเท่านั้น ก็ไม่รู้ว่าเพราะค่าต้นทุนมันแพงขึ้น (ค่าแรงแพงขึ้น .. ก็คงมีส่วน) หรือว่าร้านค้าเหล่านี้เริ่มปั่นราคาเกินควรกันแน่ ทั้งที่เวลาไปกินมันก็ไม่ได้อร่อยต่างกันมากนักในราคาใกล้ๆกัน

การที่ราคาขึ้นกันเร็วแบบนี้ แสดงให้เห็นถึงกลไกของตลาดทุนนิยมเสรี กำลังผลิบานเกือบจะเต็มใบ (เผื่อใครยังไม่รู้ สังคมเราเริ่มเปลี่ยนเป็นทุนนิยมเสรีไปเป็นส่วนใหญ่แล้ว ดังนั้นราคาสินค้าบริหารต่างๆจะใช้กลไกของ demand & supply หาจุดที่จะได้กำไรสูงสุดกัน แทนที่จะดูจากต้นทุนผลิตแล้วบวกกำไรพอเป็นพิธี เหมือนยุคก่อนนี้) แต่ดูเหมือนคนไทยจะยังปรับตัวให้ "เหมาะสม" กับความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ทัน

โดยเฉพาะสังคมยุค social media ที่มีการแชร์รูปกินดีเที่ยวหรู อยู่สบาย กันทั่วไป ทำให้เกิดการกระตุ้นกิเลสกันมากมายมหาศาลกว่าทุกยุคที่ผ่านมา (มันถึงมีสำนวนว่า "กระเป๋าตังในมือผมมันสั่นไปหมดแล้ว" เกิดขึ้นมาไงล่ะ)


ในหลายๆบริษัท พนง. ประจำ ก็มักจะได้ขึ้นเงินเดือนทีละนิดตามอายุงาน (แต่ถ้าได้โปรโมทก็จะได้เยอะหน่อย)
ซึ่งผมก็เป็น พนง. ประจำเช่นกัน มักจะได้ขึ้นครั้งล่ะ 1-2 % แต่ว่าค่าครองชีพรวมถึงสิ่งที่เราเรียกว่า "ภาษีสังคม" กลับวิ่งไปเร็วกว่านั้นมาก โดยเฉพาะอย่างหลัง ซึ่งเข้าใจว่าจะไม่แสดงออกในตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคของ ธปท. เพราะดัชนีนี้คิดเฉพาะปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีพเป็นหลัก แล้วไอ้ที่ๆ "ต้อง" ไปจ่ายภาษีสังคมนั้น ก็ไม่ได้เข้าข่ายเอาไปคิดในดัชนีดังกล่าวด้วยเพราะจัดเป็นสิ่งฟุ่มเฟือย (แต่ถ้าเข้าสังคม ไม่อยากไปก็เหมือนบังคับไปแหละ)

แล้วเราจะเอาตัวรอดจากเหตุการณ์นี้ได้ยังไง ?

ถ้าไม่คิดหาทางเพิ่มรายรับให้เร็วกว่าค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ก็คงต้อง หาทางลดรายจ่ายพวกนี้ลงให้ได้แหละครับ
  • การหารายได้เพิ่มคงไม่พ้นหาอาชีพเสริมนอกเวลา การเปลี่ยนงาน หรือ การบริหารพอร์ตการลงทุนส่วนตัว
  • การลดรายจ่าย อันนี้หินกว่า เพราะถึงเราจะมองว่า ภาษีสังคม หลายครั้งมัน "เว่อร์เกิน" แต่ก็ยากจะเลี่ยงโดยไม่ให้เสียน้ำใจ แล้วทำไงดี
    ก็ไม่พ้นต้องหาทางเลี่ยงแบบละมุนละม่อม อันนี้คงต้องใช้ศิลปะกันซักหน่อย เช่น บอกว่าไม่ว่าง ไม่สะดวก หรือ ทำตัวเงียบๆไว้ไม่พูดไม่จา ...
    ถ้าโดนต้อนจนมุมจริงๆคงต้อง กลับไปดูเป้าหมายชีวิตของเราเอง ว่าการไปเข้าสังคมนี้มันกระทบเป้าหมายเรายังไง บวกหรือลบ ถ้ามันเป็นผลลบต่อเป้าหมายชีวิตเรา เราก็ควรต้องปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมา หรือต่อรองให้ไปเลี้ยงกันในที่ๆราคาถูกกว่านั้นหน่อย (ทุกคนเกิดมามีเสรีภาพในชีวิต คนไทยเราขี้เกรงใจแต่คิดอีกแง่ อีกฝ่ายก็ควรต้องเกรงใจเราด้วย ดังนั้นก็สื่อสารกันได้ ไม่ว่าผลจะออกมายังไง ไม่ใช่ความผิดเราเลยครับ ถ้าผลออกมาแย่มันคือผิดที่วุฒิภาวะของอีกฝ่ายเอง)
พูดง่าย แต่ทำอาจจะยากซักหน่อย ก็สู้กันต่อไปครับ :)

ผมรู้สึกว่าคนไทยส่วนใหญ่ แม้แต่คนมีระดับการศึกษาดี ยังขาดการวางแผนการเงินสำหรับชีวิตของตัวเองอยู่ ทำให้ไม่ค่อยรู้ตัวกันว่าใช้เงินเกินตัวกันไปแล้ว (เพราะระบบมหาวิทยาลัย ไม่เคยสอนเรื่องนี้อยู่แล้ว)

แต่ก็เป็นไปได้ว่า เป้าหมายของแต่ละคนที่ต่างกัน ก็ส่งผลให้ plan ออกมาไม่เหมือนกัน งบจับจ่ายก็ต่างกันได้ ซึ่งความแตกต่างระหว่างบุคคลนี้ ควรจะเจรจาหาข้อตกลงอย่างสันติกันได้ โดยเราก็รักษาจุดยืนของเราให้แผนชีวิตของเราและของเขายังราบรื่นต่อไปได้ด้วย น่าจะเป็นสิ่งที่ควรจะเป็นมากที่สุดครับ

วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

เมื่อ SET ทำท่าจะร่วงแหล่ไม่ร่วงแหล่มาพักนึง เราทำอะไรได้บ้าง

วันนี้ผมอัพ blog จากหน้าโรงหนังลิโด้ กำลังนั่งรอดูหนังเรื่อง Parasyte อยู่ แต่เหลือเวลาอีกนานกว่าหนังจะฉายรอบ 2 ทุ่ม ก็เลยเขียน blog หน่อยดีกว่า

หลายวันมานี้ ตลาดหุ้นดูไม่ค่อยสดใสเท่าไหร่ ดัชนี SET ก็ขึ้นๆลงๆหาทางไปยังไม่เจอ ล่าสุดก็ตกลงมาอยู่แถวๆ 15xx อีกแล้ว

ในเวลาแบบนี้ พวก VI ที่นั่งทับมือตัวเองไว้มานาน ในใจก็แช่งลงๆ เพราะรอจะซื้อของตอนมันกลับลงมาที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่คำนวณได้ ในระดับมี MOS (margin of safety) ตั้งแต่ 20% ขึ้นไป, เพราะที่ผ่านมาหุ้นบ้านเราแพงไปมากๆจากมูลค่าพื้นฐานที่ควรจะเป็น ทำให้หาซื้อหุ้นไม่ได้ (เมื่อใช้วิธี VI แบบดั้งเดิม), VI บางคนอาจจะล้างพอร์ตไปก่อนนี้แล้วเมื่อเห็นว่าตลาดอิ่มตัวและเริ่มเป็นฟองสบู่
แต่ถ้าใครเล่น VI แล้วยังไม่มี หุ้นเป้าหมายพร้อมกับราคาเหมาะสมอยู่ในมือ เวลานี้ก็ควรอย่างยิ่งจะเร่งทำการบ้าน ใส่หุ้นเป้าหมายไว้แล้วจับตาดูว่าเมื่อไหร่จะเข้าซื้อได้น่ะครับ

ส่วนพวกนักเก็งกำไร ไม่ว่าเวลาไหนก็ทำคล้ายๆเดิม คือรันระบบเทรดไปตามแผน แต่ตลาดแบบนี้ต้องเล่นพวกสัญญา ฟิวเจอร์ ต่างๆ ที่ทำงานได้ทั้งตลาดขาขึ้นและลง อย่างไรก็ตาม ตลาดที่ผันผวนจนเริ่มจะ side way แบบนี้ก็คงยากจะได้กำไรเหมือนกัน เพราะระบบเทรดจะทำงานได้ดี กราฟต้องมีเทรนด์ที่ชัดซักหน่อย ไม่ไช่แบบเดาทางไม่ได้แบบที่เป็นอยู่

วันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

กระแสทีวีดิจิตอล, เมื่อความรู้เศรษฐศาสตร์แบบพื้นๆ ทำให้รอดจากความเสี่ยงใหญ่

"อมรินทร์"กระอัก! ขาดทุนไตรมาสแรก 117 ล้าน คิดเป็น 2,902% เหตุทีวีดิจิตอลถ่วง "โมโน"กอดคอ ติดลบ257%

พาดหัวข่าวจาก มติชน วันนี้ (http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1431520750)

ทำให้ผมนึกถึงเมื่อราว 2 ปีก่อน ที่กระแสทีวีดิจิตอลกำลังกรุ่นๆ ใครๆรอบตัวก็พูดถึงทีวีดิจิตอล และแน่นอนรวมถึงความคาดหวังจากการเก็งกำไรหุ้นของบริษัทที่ประกาศตัวชัดกว่าจะกระโดดเข้ามาในสนามนี้

ตอนนั้นผมหัดเล่นหุ้นใหม่ๆ ยังไม่ปีกกล้าขาแข็งนัก ก็คุ้ยๆหาหุ้นแนวอนุรักษ์นิยมหน่อย เน้นแบบกำไรสม่ำเสมอ และโตเรื่อยๆต่อเนื่อง

ไปสะดุดตากับหุ้น MCOT ซึ่งกำไรก็ดูดีมาก และยังไม่ over value

ผมเอาไปคุยกับเพื่อนๆที่ทำงาน ก็ได้รู้เพิ่มเติมว่า MCOT ก็มีแผนจะลุยตลาด ทีวีดิจิตอล เหมือนกัน (ตอนนั้นถ้าจำไม่ผิด MCOT มีข่าวด้านลบซักอย่างอยู่ ซึ่งก็เป็นส่วนนึงที่ทำให้ราคาหุ้นไม่วิ่งไปเหมือนอย่างตัวอื่นๆเขา) ทำให้รู้สึกว่าดูน่าเล่นขึ้นมาทันที

แต่อยู่ๆก็นึกขึ้นได้ว่า เค้กชิ้นนึง ที่เดิมมีคนแบ่งกันกินแค่ 5-6 คน, อยู่ๆจะมีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ ที่ทำให้เค้กชิ้นเท่าเดิมนี้ จะมีคนมาแบ่งกันกินเป็นสิบๆคน แล้วผลกำไรที่เติบโตอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องที่เห็นอยู่ตอนนี้ มันจะยังเป็นอย่างงั้นต่อไปได้หรือ .. ผมคิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้

พอคิดแบบนี้ขึ้นมา ก็เลยตัดสินใจวางหุ้นนี้ลง (รวมถึงหุ้นทีวีดิจิตอลอื่นๆด้วย เพราะราคาแพงไปหมดแล้ว และผมก็ไม่มีความรู้ในตลาดนี้มากนัก) และหันไปหาหุ้นอื่นๆ

และข่าววันนี้ ก็ออกมาเป็นอย่างที่เคยคาดเอาไว้ ทำให้รู้สึกว่าวันนั้นโชคดีที่ไม่หลวมไปเล่นในตลาดนี้ตามกระแสฮิตในช่วงนั้น

แล้วเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ยังไง ?

นิยามของเศรษฐศาสตร์ อย่างสั้นและเรียบง่ายที่สุดคือ ศาสตร์ของการบริหารทรัพยากรที่มีจำกัด เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ที่มีไม่จำกัด

ในทางกลับกัน demand ในตลาดต่างๆ ก็สามารถมองเป็น ทรัพยากรที่มีจำกัดได้ และมันต้องตอบสนองต่อความต้องการ(อันไม่จำกัด) ของบริษัทต่างๆที่จ้องจะจับ demand เหล่านั้น เรื่องนี้ก็จึงเป็นไปตามหลักพื้นฐานของเศรษฐศาสตร์นี้เช่นกัน

นี่ขนาดแค่นิยามของศาสตร์เฉยๆ ก็ยังมีประโยชน์แล้ว
นักลงทุนที่จะสามารถอยู่รอดในตลาดระยะยาวๆได้ จึงควรหาความรู้ไว้เยอะๆน่ะครับ
ยิ่งรู้มากเท่าไหร่ ยิ่งลดความเสี่ยงได้มากเท่านั้น