เผอิญมีเพื่อนถามมา ว่าอยากลงทุนบ้างต้องทำไง ก็เลยตอบไป เลยสรุปมาเขียน blog ด้วยเลยละกัน
หลายๆคน เมื่อทำงานใช้ชีวิตไปซักพัก อาจจะมีสิ่งกระตุ้นไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เข้ามาในชีวิต ให้นึกได้ว่า จะทำงานหาเงินไปเรื่อย และใช้เงินไปเรื่อยๆ เดือนต่อเดือน โดยไม่มีแบบแผน คงไม่ได้แล้ว อาจจะนึกได้ว่า
- ถ้าอยู่ๆตกงานขึ้นมาจะทำยังไง
- ถ้าแก่จนทำงานหาเงินแบบเดิมไม่ได้แล้ว จะเอาเงินที่ไหนมาดูแลชีวิตที่เหลืออยู่
- เจ็บป่วยทำงานไม่ได้ขึ้นมาจะทำยังไง
- พ่อแม่ จะดูแลท่านยังไง
- ไม่อยากทำงานงกๆจนตายโดยไม่ได้ออกไปใช้ชีวิตแบบที่อยาก (เช่น ไปท่องโลก, ทำธุรกิจส่วนตัว, ทำงานในฝัน)
- ฯลฯ
เราก็จะเริ่มมีความคิดว่า ไม่ได้ละ ต้องเตรียมตัวให้พร้อมรับมือกับโจทย์พวกนั้น
ความคิดง่ายๆคือ "ถ้าเรารวย มีเงินมาก" ก็จะรับมือปัญหาพวกนั้นได้เกือบทั้งหมด (อย่างน้อยก็ดีกว่าต้องรับมือแบบไม่มีเงินแน่นอน และดีกว่ามากๆด้วย)
ถ้าเรากล้าตั้งเป้าว่า "ชั้นจะต้องรวยให้ได้" แล้วละก็
คำถามต่อไปคือ แล้วทำยังไงถึงจะรวยหล่ะ ?
จริงๆหนังสือเรื่องการสร้างเนื้อสร้างตัว เสริมความรู้ทางการเงิน หรือสอนเรื่องวางแผนการเงิน ในท้องตลาด มีเยอะ ยิ่งกว่านั้น เดี๋ยวนี้ก็มี facebook page หรือ blog ที่เขียนไว้เกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ทั่วไป search เจอในเน็ตได้เต็มไปหมด
แต่บางทีมันก็ ... เยอะเกินไป จนจับต้นชนปลายไม่ได้ ว่าจะเริ่มยังไงดี !!
ถ้าจะให้เข้าถึงปรัชญาเรื่องนี้อย่างถึงหัวจิตหัวใจไม่มีวันลืม ก็สามารถลองไล่เรียงออกมาจาก "เป้าหมายชีวิต" ของเราก็ได้ เชื่อว่าทุกเป้าหมายมันต้องมี condition เรื่องเกี่ยวกับเงินอยู่แน่ๆ ว่ามีความจำเป็นทางการเงินยังไงถึงจะรองรับหรือไปถึงเป้าหมายพวกนั้นได้
ยังไงก็ดี ผมคงไม่พูดถึงวิธีตั้งเป้าหมายชีวิตในนี้ เดี๋ยวยาวไป lol กูรู (ทั้งจริงและไม่จริง) เรื่องนี้มีเยอะแยะ
ถ้าให้นึกชื่อ ผมนึกถึงคุณ บัณฑิต อึ้งรังสี (หลายคนอาจจะหมั่นไส้พี่แก แต่ถ้าแยกเรื่องความหมั่นไส้ส่วนตัว ออกจากเนื้อหาที่เขาสอนได้ เนื้อหาเขามีประโยชน์มากนะ) เป็นอันที่ย่อยง่ายสุดละ
อีกคนที่ผมรู้จักส่วนตัวคือพี่ รุตม์ (เจ้าของเพจ Anontawong's Musings : https://web.facebook.com/anontawongblog/ ) ที่ผมเคยทำกิจกรรมด้วยตอนทำงานบริษัทเดียวกัน ก็สรุปได้เข้าใจง่ายเช่นเดียวกัน
งั้นข้ามเรื่องวิธีตั้งเป้าหมายชีวิตไป สมมุติว่าเรามีอยู่แล้วเรียบร้อยละกัน
พอมีเป้าหมายแล้ว รู้แล้วว่าตัวเองมีความต้องการทางการเงินแบบไหน
แล้วไงต่อ?
ก็คงต้องทำยังไงก็ได้ให้ระบบการเงินเรามันเป็นไปตามเป้าหมายนั้น ซึ่งจริงๆมันจะต่างกันแค่รายละเอียดปลีกย่อย แต่ภาพใหญ่จะเหมือนกันคือ
"อิสระภาพทางการเงิน"
เดี๋ยวก่อนผมไม่ได้มาขายตรงหาดาวไลน์ ^^! (เคยเจอเพื่อนหลอกเข้าไปผมก็ไม่ชอบเหมือนกัน)
อันที่จริงคำนี้มันเป็นไฟลท์บังคับ ที่ทุกคนต้องไปให้ถึง อย่างน้อยก็ก่อนที่เราจะเข้าวัยเกษียณ ที่เริ่มทำงานหาเงินงกๆไม่ไหวแล้ว
แต่มันก็ดีกว่ามาก ถ้าเราไปถึงมันให้ได้ก่อนเกษียณ ก็ขึ้นกับเป้าหมายของแต่ละคนแหละนะ
อิสระภาพทางการเงินของแต่ละคน อาจจะต่างกันในเรื่อง
- วิธีการ และ
- ขนาด
แต่นิยามที่ตรงกันคือ "ภาวะที่ไม่ต้องกังวลเรื่องที่ว่าจะมีงาน(ที่มีเงิน) ให้ทำประจำหรือไม่อีกต่อไป เพราะว่า รายจ่ายประจำของเรา น้อยกว่ารายรับแบบ passive ที่เราสร้างได้จากระบบทางการเงินที่วางไว้"
คุญบอย วิสูตร แสงอรุณเลิศ , นักเขียนชื่อดัง สรุปเอาไว้ง่ายๆ และผมก็เห็นด้วย ไว้ตามนี้คือ
- หาเงินเก่ง << ทำงานแลกเงินครับ เป็น active income
- เก็บเงินอยู่ << ใช้จ่ายมีเหตุมีผล และเท่าที่จำเป็นจริงๆ จะทำให้รายจ่ายเราไม่เกินรายรับ ที่เราจะหาได้
- รู้ช่องลงทุน << ไอ้นี่ทำให้มี passive income
ตามหลักของคิโยซากิ (คนเขียนหนังสือพ่อรวยสอนลูก) ก็ได้ เรื่อง เงิน 4 ด้าน
ซึ่งสรุปว่า ช่องทางหาเงินคนเรามี 4 ประเภทใหญ่ๆ แต่ด้านที่ให้ passive income ได้ มีแค่การลงทุน (I) หรือทำธุรกิจ (B) เท่านั้น และนั่นเป็นสิ่งที่เราต้องหมั่นสะสมให้มากขึ้นจนไปถึงอิสระภาพทางการเงินได้ในที่สุด
กลับไปที่เรื่อง อิสระภาพทางการเงิน ว่าด้วยเรื่อง วิธีการ และ ขนาด
เรื่อง "วิธีการ" นี่ ผมจะอธิบายแค่เรื่องการบริหารเงินและลงทุนแบบภาพกว้างในก่อนละกัน
ส่วนเรื่อง "ขนาด" นอกจากจะโดนกำหนดจากเป้าหมายชีวิตที่คุณตั้งเอาไว้แล้ว คุณจะได้จากการวิเคราะห์ งบการเงิน หรือ บัญชีรายรับรายจ่ายของตัวเอง
ที่ทำมานานมากพอ (ซัก 6 เดือน) เพื่อหาคำตอบว่า
- รายจ่ายแต่ละเดือนเรา มีรายจ่ายประจำจริงๆเท่าไหร่
- รายรับมีเท่าไหร่
- รายจ่ายที่ไม่ประจำมีเท่าไหร่
- อะไรจำเป็น อะไรไม่จำเป็น
- ฯลฯ
ซึ่งตัวเลขพวกนี้จะช่วยในการวางแผนได้ต่อไป (ตั้งนั้น บัญชีรายรับรายจ่าย เป็นสิ่งขาดไม่ได้นะ)
ซึ่งนั่นจะตอบคำตามเรื่อง "ขนาด" ของอิสระภาพทางการเงินเราได้ ว่าต้องมี passive income ระดับไหนถึงจะจัดว่าเริ่มมี อิสระภาพทางการเงินในเบื้องต้นแล้ว
กลับมาเรื่องวิธีการบริหารเงินและการลงทุนส่วนบุคคลกัน
เราจะข้ามเรื่องวิธีทำบัญชีรายรับรายจ่าย และงบดุล ส่วนบุคคลไป เพราะน่าจะรู้กันแล้ว (ไม่งั้นมันจะยาวไปกะบทความนี้)
สำหรับคนๆนึง อาจจะลอง จำแนกเงินที่มีี ออกได้เป็นส่วนต่างๆได้ตามต่อไปนี้ (แบ่งตามวัตถุประสงค์การใช้เงิน)
1. ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
2. ใช้จ่ายเฉพาะกิจ (แบ่งเป็นกองงบประมาณด้านต่างๆ)
- - เพื่อการให้
- - เพื่อเล่น
- - self improvement
- - ซื้อของใหญ่ของแพง (ที่จำเป็น เป็นครั้งๆ เช่น คอม, มือถือ, รถ, บ้านฯลฯ )
- - งบฉุกเฉิน (ค่ารักษาพยาบาล หรือสำรองใช้ยามว่างงาน 6 เดือน)
3. ออม/ลงทุน
- - active investment (พวกเราซื้อขายในตลาดเองได้โดยตรง เช่น หุ้น)
- - - เงินสด
- - - สินทรัพย์ต่างๆ (หุ้นที่มีในพอร์ต)
- - passive investment (พวกกองทุนรวม)
- - - เงินสด
- - - สินทรัพย์ต่างๆ (กองทุนที่มีในพอร์ต)
คุณอาจจะเคยเห็น นักวางแผนการเงินในทีวี มักจะให้สัดส่วนคร่าวๆมาว่า ควรมีเงินเท่าไหร่ ลงทุนหุ้นเท่าไหร่ ตราสารหนี้เท่าไหร่ ฯลฯ อันนั้นก็เป็นเรื่องเดียวกับที่ผมว่าไปแต่รายละเอียดน้อยกว่า และเป็นแบบสูตรสำเร็จรูป
แต่ผมอยากบอกว่า
สัดส่วนที่เหมาะสมแต่ละส่วน สำหรับแต่ละคน อาจจะไม่ต้องเป็นตามนั้นเป๊ะๆ
วิธีคิดคือ เราจะกันส่วนเพื่อการใช้จ่ายเป็น priority แรก แล้วดูว่าส่วนที่เหลือมีเท่าไหร่ ค่อยมาแบ่งสัดส่วนพอร์ตลงทุนอื่นๆตามลำดับ (ที่ผมแจกแจงไปนั่นแหละ)
โดยอ้างอิงจากผลการวิเคราะห์ บัญชีรายรับรายจ่ายย้อนหลัง 6 เดือนของเรา ที่ว่าไปก่อนหน้านี้ มาช่วยกำหนดสัดส่วนที่เหมาะสม
NOTE1: ว่าด้วยเรื่อง รายจ่ายเฉพาะกิจ หรือกองงบประมาณ ไม่ได้จำเป็นว่าต้องจัดให้มีงบเพียงพอตั้งแต่เริ่มต้น แต่ผมใช้วิธีค่อยๆออมเข้าไปในแต่ละกอง เช่น สมมุติเงินเดือนได้มา 3 หมื่น อาจจะแบ่ง 4% แบ่งออมลงไปในแต่ละกอง (5 กอง รวมกันก็ 20% เป็นต้น)
NOTE2 : รายจ่ายที่แบ่งไปลงทุน ให้คำนวณว่าเหลือเวลาอีกกี่ปีที่เรายังทำงานได้อยู่ก่อนเกษียณ แล้วหลังเกษียณเราต้องใช้จ่ายเงินแต่ละเดือนเท่าไหร่ (อย่าลืมคิดเงินเฟ้อด้วย) สัดส่วนที่เราแบ่งไปลงทุน ต้องมากพอจะทำให้เกิด passive income ที่จะใช้ชีวิตหลังเกษียณได้เป็นอย่างน้อย (แต่อยากเร็วกว่านั้นก็ได้ ก็ลองวางแผนดู)
NOTE3 : แต่ถ้าแบ่งออกมาแล้วพบว่า ไม่สามารถเตรียมเงินไว้ได้พอใช้ สำหรับรายจ่าย (ทั้งแบบประจำ และแบบเฉพาะกิจ) ก็ต้องหาทางพัฒนาตัวเองในทางด้านอาชีพการเงิน เพื่อจะได้มีรายได้ที่สูงขึ้นเพียงพอ หรือตัดลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นจริงๆให้น้อยลงให้มากที่สุด เพื่อให้ได้ตัวเลขที่ดูสมเหตุสมผล เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของเราได้นะ
;
;
ทีนี้มาดูเฉพาะส่วนของการลงทุนกัน
สำหรับผม สัดส่วนระหว่างพอร์ต passive กับ active ผมจะไม่เอามาคิดรวมกัน (แต่ตอนเริ่มออกตัวจะแบ่งให้มีขนาดเท่าๆกัน) เพื่อทดลองดูว่าพอร์ตไหนผลตอบแทนดีกว่าภายใต้ฝีมือเรา
พอร์ตการลงทุนแบบ active ผมก็ค่อนข้าง free style
คือถ้าวิเคราะห์เจอหุ้นดีๆ (เราเป็นพวกสไตล์ VI) ก็ซื้อไปแบบกะคร่าวๆ ว่าควรมีหุ้นในพอร์ตกระจายความเสี่ยงกันหน่อยซัก 4-5 ตัว ไม่ควรถือตัวไหนตัวเดียวเยอะเกินไป
พอร์ตแบบ passive ผม จริงๆแนะนำให้ลงแบบ DCA ทะยอยลงไปแต่ละเดือนเท่าๆกัน จะปลอดภัยกว่า
แต่ตอนนี้ผมไม่มีเงินเดือน ผมก็เลยปรับพอร์ตแบบง่ายๆไปเลยคือ แบ่งลงกองทุนรวมหุ้น ตปท. ที่เราคิดว่าเศรษฐกิจมั่นคงพอและ p/e ปานกลางถึงต่ำ ประเทศละเท่าๆกันไป ซัก 3 ประเทศ (ไทย, เมกา, จีน) และลงตราสารหนี้นิดหน่อย และเหลือเงินสดไว้เป้นสภาพคล่องนิดนึง
แล้วผมก็คิดว่าจะทำ portfolio rebalancing ทุก 6 เดือน สำหรับพอร์ตแบบ passive อันนี้
บันทึกเวลาลงปฏิทินไปเลย ให้มันเตือนเมื่อถึงเวลา ตอนนี้ก็ลืมๆมันไปเลย lol
จริงๆถ้าไม่ค่อยมีเวลามาก บางคนก็ทำแต่พอร์ต passive อย่างเดียวเลยก็มี
ผมเองก็ ลองนู่นลองนี่เยอะไปหน่อย ภาระการทำบัญชีเลยหนักมาก lol นี่ดองไว้เยอะอยู่ ขนาดว่าใช้ความสามารถใน MS-excel ช่วยเบาแรงแล้ว
ก็เดี๋ยวผลเป็นไงจะมาเล่าอีกทีละกันครับ
แต่อ่านมาถึงตรงนี้ น่าจะพอได้ไอเดีย วิธีคิด กลับไปประยุกต์กับโจทย์ชีวิตของตัวเองได้บ้างแล้วนะ :)
======== ภาคผนวก ===========
ข้อมูลแต่ละกองทุน เดี๋ยวนี้ดูเว็บ wealthmagik ง่ายดี
ซึ่งมีแต่พวก fact เราต้องมาคิดวิเคราะห์ต่อเอง
สำหรับการลงทุน กองทุนรวม ผมมีหลักง่ายๆให้คือ
- เหมาะกับการลงทุนสไตล์ passive เท่านั้น (DCA ไปรายเดือน) ไม่เหมาะกับการเทรดเพราะตอบสนองคำสั่งเราช้าไป
- เลือกกองทุนพวกกองทุนดัชนี จะดีกว่ากองทุน active (ซึ่งค่าทำเนียมแพงและผลตอบแทนไม่ดีเท่ากองทุนดัชนี)
นอกนั้นคือเลือกประเภทสินทรัพย์ที่กองทุนนั้นๆไปลงทุนให้ถูก จัดสัดส่วนให้ดี แล้วมาทำ portfolio rebalancing ทุก 6 เดือน
บางคนอยากเล่นหุ้นกู้ อันนี้ผมไม่รู้เรื่องเลย lol
ดังนั้นผมเอง หุ้นกู้ ก็เล่นผ่านกองทุนรวม ประเภทตราสารหนี้เอา
หุ้นกู้ กับ พันธบัตรรัฐบาล ล้วนแต่เป็น ตราสารหนี้ทั้งคู่
อ่อ กองทุนรวมประเภทหุ้น และเป็นกองทุนดัชนี ก่อนลงทุนให้สำรวจค่า p/e ตลาดหุ้นนั้นๆที่มันไปลงทุนด้วย ว่าไม่ควรแพงเกินไป (ดูเทียบกับประเทศอื่นๆ ก็ได้) และเป็นตลาดหุ้นประเทศที่เศรษฐกิจมั่นคงดีหน่อยนะ
วิธีหาข้อมูล ก็ลอง google คำว่า "global pe ratio" อาจจะมีบางเว็บทุกสรุปไว้ (แต่ข้อมูลมันจะอัพเดทช้าหน่อยคืออาจจะปีนึงอัพ 2 ครั้ง สรุปภาพใหญ่ๆ)
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บัญชี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บัญชี แสดงบทความทั้งหมด
วันพฤหัสบดีที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2560
วันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2560
ปีเก่าผ่านไปแล้ว บัดนี้ก็ถึงเวลา ... สรุปบัญชีประจำปีสิครับ
ในที่สุดก็ถึงเวลาแล้ว....
เวลาของการสรุปบัญชีงบการเงิน(และลงทุน) ส่วนบุคคล ปี 2016
ถึงจะทำมาหลายปีล่ะ แต่ถึงเวลานี้ทีไรก็เหงื่อตกทุกที ... เพราะ
- ยิ่งนานวัน ยิ่งมีความซับซ้อนของพอร์ตการลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อย (รูปแบบการลงทุนหลากหลายขึ้น) การสรุปบัญชีก็ใช้เวลามากขึ้น
- ยิ่ง apply เทคนิคการบริหารการเงินส่วนบุคคลหลายแบบขึ้น ความซับซ้อนก็เพิ่มขึ้น
แม้ว่าจะมีการพัฒนาเครื่องมือในการช่วยให้งานเบาลงแล้ว (บางส่วนในบัญชีนี่เเขียน excel macro ล่ะ) แต่มันก็ยังถือเป็นกิจกรรมที่ใช้เวลามากอยู่ดี - - (แถมมี transaction ใหม่ๆเกิดขึ้นเรื่อยๆอีก)
ยังไม่นับเรื่องยื่นภาษีอีก lol เป็นอะไรที่น่าเบื่อมาก
แต่เมื่อไหร่ที่ทำมันเสร็จ มันจะมีคุณค่ากับเรามากๆ ในเรื่องของการวัดผลพัฒนาการทางการเงินของตัวเอง
และยังมีคุณค่า ในด้านที่ช่วยวางแผนการเงินในอนาคตของปีต่อไปอีกด้วย
ดังนั้นถึงจะน่าเบื่อ แต่ก็คุ้มค่ากับการลงแรงลงเวลาทำมันแหละครับ :)
และยังมีคุณค่า ในด้านที่ช่วยวางแผนการเงินในอนาคตของปีต่อไปอีกด้วย
ดังนั้นถึงจะน่าเบื่อ แต่ก็คุ้มค่ากับการลงแรงลงเวลาทำมันแหละครับ :)
ว่างๆก็เคยมีคิดว่าจะทำ template บัญชี แชร์ให้คนอื่นไปใช้ดูบ้าง
แต่ติดปัญหานิดหน่อยว่า บัญชีของมัน มันดันเป็นศาสตร์การทำบัญชีที่พัฒนาขึ้นมาด้วยตัวเอง ทำให้คนอื่นน่าจะเข้าใจยากกับการใช้
แต่ติดปัญหานิดหน่อยว่า บัญชีของมัน มันดันเป็นศาสตร์การทำบัญชีที่พัฒนาขึ้นมาด้วยตัวเอง ทำให้คนอื่นน่าจะเข้าใจยากกับการใช้
คืองี้ครับ เมื่อครั้งที่ ผมเริ่มต้องทำบัญชีต้องต้องดูแลการเงินของบ้านตัวเอง
เพราะตอนนั้นผมดูแลบ้านและสิ่งที่เหลืออยู่ที่คุณแม่ผม ฝากให้ผมดูแลเป็นธุระทางการเงินให้ต่อ เพราะแม่ผมเผอิญแต่งงานและไปอยู่ ตปท. = = ซึ่งธุระการเงินแม่ผมซับซ้อนน้อยซะเมื่อไหร่ เพราะท่านเป็นนักหมุนเงินและหนี้บัตรเครดิตมาหลายใบ ... ภาระทุกอย่างเลยมาตกกะผมนี่แหละ บ้านที่ต้องดูแลก็อยู่ ตจว. อีก ในขณะที่ผมเรียนอยู่แถว กทม. (ตอนนั้นเรียน ป.ตรี ปี 2 อยู่) ค่อนข้างหนักสำหรับคนวัยนั้นน่ะ
แต่ตอนนั้นคือเราไม่ได้เรียนทางด้านการเงินหรือธุรกิจอะไร ความรู้ในการทำบัญชีมีแค่บัญชีรายรับรายจ่ายที่เรียนมาตอน ประถม มัธยม ก็ทำๆไป พอให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร
ก็ทำมาเรื่อย จากทำในกระดาษ พัฒนามาเป็น Excel
นึกอะไรออกก็ค่อยๆปรับ ค่อยๆแก้รูปแบบบัญชีมาเรื่อยๆ โดยยึดหลักว่าหลังแก้ไขแล้ว ความถูกต้องของตัวเลขความมั่งคั่งของผมและของแม่ต้องคงเดิม และมีคุณสมบัติใหม่ๆที่ต้องดีขึ้นด้วยในทางใดทางนึง (ง่ายขึ้น, สะดวกขึ้น, บอกข้อมูลที่เราอยากรู้ได้มากขึ้น)
หลังจากผ่านการพัฒนา ปรับแก้ ปรับแต่งมายาวนาน ราว 5 ปี ซึ่งมันก็พัฒนารูปแบบไปเยอะมากๆ ผมก็เพิ่งได้เริ่มเข้าสู่โลกการลงทุนครั้งแรก
และเมื่อมาทางสาย VI ที่ทำให้เราได้ศึกษาทางการอ่านงบการเงินตามหลักวิชาบัญชีจริงๆ
เพิ่งได้ถึงบ้างอ้อว่า ไอ้ที่เราทำๆมาทั้งหมดนั่น มีอะไรเทียบเคียงได้กับเรื่องไหนในงบการเงินบ้าง
ซึ่งเป็นเรื่องมหัศจรรย์ ที่ระบบบัญชีที่เราพัฒนามาเองหมด โดยไม่เคยเรียนวิชาบัญชีจริงจังมาก่อน ออกมาสุดท้ายเทียบได้กับการที่เรามี 1). งบกำไรขาดทุน 2). งบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) มาแล้ว
ส่วนของงบ กระแสเงินสดนั้น มันครึ่งๆกลางๆ จะว่าใช่ก็ใช่ ไม่ใช่ก็ได้ ก็เลยถือว่าไม่มีละกัน - -a
แต่ถึงอย่างนั้นบัญชีของผมก็ยังดูต่างจากงบการเงินโดยหลักทางบัญชีพอสมควร ในเรื่องการวัดค่าและภาษาที่ได้เรียกค่าต่างๆ หรือแม้แต่หลักการปลีกย่อยบางอย่างก็ไม่ตรงกับหลักบัญชีจริงๆซะทีเดียว เพราะผมยึดเอาตามลักษณะการใช้งานจริงของตัวเองเป็นหลัก
ดังนั้นผมเลยไม่คิดว่าจะแปลงมันให้คนอื่นไปใช้งานได้ง่ายหรือสะดวกนัก ภาษาที่ใช้แล้วไม่ตรงกับภาษาทางบัญชีจริงๆ แชร์ไปก็คงเหมือนปล่อยไก่ให้คนนินทาอีก งั้นก็เก็บไว้ก่อนดีกว่า
โดยส่วนส่วนตัวผม จึงเห็นว่า ถ้าใครจะมาศึกษาและลองเป็นนักลงทุน หรือต้องการบริหารการเงินส่วนบุคคลของตัวเองให้ดีขึ้น
บัญชีของคุณ อย่างน้อยต้องมี 2 ส่วนประกอบหลักคือ
เพราะตอนนั้นผมดูแลบ้านและสิ่งที่เหลืออยู่ที่คุณแม่ผม ฝากให้ผมดูแลเป็นธุระทางการเงินให้ต่อ เพราะแม่ผมเผอิญแต่งงานและไปอยู่ ตปท. = = ซึ่งธุระการเงินแม่ผมซับซ้อนน้อยซะเมื่อไหร่ เพราะท่านเป็นนักหมุนเงินและหนี้บัตรเครดิตมาหลายใบ ... ภาระทุกอย่างเลยมาตกกะผมนี่แหละ บ้านที่ต้องดูแลก็อยู่ ตจว. อีก ในขณะที่ผมเรียนอยู่แถว กทม. (ตอนนั้นเรียน ป.ตรี ปี 2 อยู่) ค่อนข้างหนักสำหรับคนวัยนั้นน่ะ
แต่ตอนนั้นคือเราไม่ได้เรียนทางด้านการเงินหรือธุรกิจอะไร ความรู้ในการทำบัญชีมีแค่บัญชีรายรับรายจ่ายที่เรียนมาตอน ประถม มัธยม ก็ทำๆไป พอให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร
ก็ทำมาเรื่อย จากทำในกระดาษ พัฒนามาเป็น Excel
นึกอะไรออกก็ค่อยๆปรับ ค่อยๆแก้รูปแบบบัญชีมาเรื่อยๆ โดยยึดหลักว่าหลังแก้ไขแล้ว ความถูกต้องของตัวเลขความมั่งคั่งของผมและของแม่ต้องคงเดิม และมีคุณสมบัติใหม่ๆที่ต้องดีขึ้นด้วยในทางใดทางนึง (ง่ายขึ้น, สะดวกขึ้น, บอกข้อมูลที่เราอยากรู้ได้มากขึ้น)
หลังจากผ่านการพัฒนา ปรับแก้ ปรับแต่งมายาวนาน ราว 5 ปี ซึ่งมันก็พัฒนารูปแบบไปเยอะมากๆ ผมก็เพิ่งได้เริ่มเข้าสู่โลกการลงทุนครั้งแรก
และเมื่อมาทางสาย VI ที่ทำให้เราได้ศึกษาทางการอ่านงบการเงินตามหลักวิชาบัญชีจริงๆ
เพิ่งได้ถึงบ้างอ้อว่า ไอ้ที่เราทำๆมาทั้งหมดนั่น มีอะไรเทียบเคียงได้กับเรื่องไหนในงบการเงินบ้าง
ซึ่งเป็นเรื่องมหัศจรรย์ ที่ระบบบัญชีที่เราพัฒนามาเองหมด โดยไม่เคยเรียนวิชาบัญชีจริงจังมาก่อน ออกมาสุดท้ายเทียบได้กับการที่เรามี 1). งบกำไรขาดทุน 2). งบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) มาแล้ว
ส่วนของงบ กระแสเงินสดนั้น มันครึ่งๆกลางๆ จะว่าใช่ก็ใช่ ไม่ใช่ก็ได้ ก็เลยถือว่าไม่มีละกัน - -a
แต่ถึงอย่างนั้นบัญชีของผมก็ยังดูต่างจากงบการเงินโดยหลักทางบัญชีพอสมควร ในเรื่องการวัดค่าและภาษาที่ได้เรียกค่าต่างๆ หรือแม้แต่หลักการปลีกย่อยบางอย่างก็ไม่ตรงกับหลักบัญชีจริงๆซะทีเดียว เพราะผมยึดเอาตามลักษณะการใช้งานจริงของตัวเองเป็นหลัก
ดังนั้นผมเลยไม่คิดว่าจะแปลงมันให้คนอื่นไปใช้งานได้ง่ายหรือสะดวกนัก ภาษาที่ใช้แล้วไม่ตรงกับภาษาทางบัญชีจริงๆ แชร์ไปก็คงเหมือนปล่อยไก่ให้คนนินทาอีก งั้นก็เก็บไว้ก่อนดีกว่า
โดยส่วนส่วนตัวผม จึงเห็นว่า ถ้าใครจะมาศึกษาและลองเป็นนักลงทุน หรือต้องการบริหารการเงินส่วนบุคคลของตัวเองให้ดีขึ้น
บัญชีของคุณ อย่างน้อยต้องมี 2 ส่วนประกอบหลักคือ
1. งบกำไรขาดทุน - บัญชีรายรับรายจ่ายก็กึ่งๆจะถือว่าเป็นงบกำไรขาดทุนได้ แต่เป็นลักษณะข้อมูลดิบ มันจะเป็นงบกำไรขาดทุนจริงๆ ก็เมื่อคุณสร้าง จุดตัดรอบบัญชีแต่ละรอบอย่างเป็นระบบชัดเจน เช่น ตัดทุกๆ quarter หรือตัดทุกๆเดือน ก็แล้วแต่การใช้งาน ...... แต่ผมว่าถ้าคุณเป็นมนุษย์เงินเดือน ตัดรอบบัญชีเดือนละครั้ง จะช่วยคุณในการวางแผนการเงินได้ดีกว่าน่ะ อย่างของผมจะตัดรอบบัญชีทุกวันที่ 20 ของเดือนครับ เพราะสมัยเรียนมหาลัยที่ผมเริ่มทำบัญชี เงินผมเข้าวันที่ 20 ของเดือน แล้วก็เลยใช้ระบบนี้เรื่อยมา
2. งบแสดงฐานะการเงิน (หรืองบดุล) - เป็นส่วนหลักในการลงทุน ที่บอกว่า เรามีทรัพสินอะไรบ้าง เงินสดในบัญชีธนาคารมีเท่าไหร่, ถือหุ้นอะไรบ้าง, ถือกองทุนอะไรบ้าง, มีลูกหนี้ใครบ้าง ฯลฯ โดยทั้งหมดนั้นต้องบอกคุณลักษณะที่งบดุลพึงต้องบอก คือ แต่ละสินทรัพย์ที่ว่าไปนั้น (ลูกหนี้ก็ถือเป็นทรัพย์สินในทางบัญชีได้น่ะครับเผื่อใครไม่รู้)
- มีมูลค่าปัจจุุบันคงเหลือเท่าไหร่
- ต้นทุนเท่าไหร่
- กำไรขาดทุนเท่าไหร่
- มีการเพิ่มขึ้นหรือลดลง ณ วันที่เท่าไหร่บ้าง (เช่นมีการซื้อหรือขายหุ้น หรือปรับพอร์ต)
ว่าจะเขียนสั้นก็ยาวซะล่ะ ตัดจบแค่นั้นละกันครับ
May the force be with you เหล่าสหายผู้ต้องเคลียร์บัญชีทุกท่าน ไฟต์ๆ ทำๆไปมันต้องเสร็จสิน่า
ป้ายกำกับ:
2016,
2559,
งบการเงิน,
บัญชี,
วิธีการ,
สำรวจตัวเอง,
หลักการ,
excel,
principle,
spreadsheet
วันจันทร์ที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
คำถามเกี่ยวกับกองทุนรวม LTF จากมือใหม่แบบสุดๆ (ภาค 2)
ถาม #7 : ทำไมคนหลายคน เลือกจะเล่นหุ้นเอง แทนที่จะลงทุน LTF
ตอบ : หลักๆคือ เพื่อผลตอบแทนที่มากกว่า เพราะโดยสถิติแล้ว ผลตอบแทนของกองทุนรวมนั้น ไม่สามารถเอาชนะค่าเฉลี่ยของตลาดได้ ดังนั้นหากเป้าหมายเราต้องการมากกว่านั้น ก็จำเป็นต้องทำอะไรแตกต่างจากคนส่วนใหญ่
และ กองทุนรวมที่มีเงินมากมายมหาศาลนั้น หลายๆครั้งจะเสียเปรียบนักลงทุนอิสระพอร์ตเล็ก เพราะ
- ด้วยความใหญ่ของมันเอง ทำให้เคลื่อนไหวได้ช้าและส่งผลกระทบต่อตลาดมาก ลงทุนได้เฉพาะกับหุ้นตัวใหญ่มากๆเท่านั้น (ซึ่งค่อนข้างอิ่มตัวกับการเติบโตแล้ว การหวังผลกำไรที่เติบโตมากๆต่อไปนั้นเป็นไปได้ยาก) ทำให้พอร์ตยิ่งขนาดใหญ่เท่าไหร่ ก็ยิ่งทำผลตอบแทนให้สูงได้ยากขึ้น
- มีกฏหมายที่ควบคุมอยู่ การเปลี่ยนนโยบายโดยพลการ ให้ต่างจากที่จดทะเบียนไว้นั้น ทำไม่ได้
- ความคาดหวังจากลูกค้าที่มักจะไม่ได้เข้าใจหลักการลงทุนระยะยาว และตื่นตกใจง่ายจากการผันผวนของตลาด ทำให้ ผจก. ต้องพยายามสู้กับความผันผวน ในขณะเดียวกันต้องพยายามทำกำไรให้สูง และเป็นขาขึ้นให้ได้มากที่สุด
ด้วยเหตุผลที่ว่ามานั้นทำให้กองทุนรวมค่อนข้างจะเหมือนโดนบังคับให้ต้องดำเนินการลงทุนแบบ passive และใช้หลักการทาง technical
... แต่ลองนึกภาพน่ะครับ กองทุนนั้นใหญ่และอุ้ยอ้าย แต่พยายามจะเล่นแบบ technical หรือ trading ซึ่งต้องใช้ความเร็วและคล่องตัว มันเป็นอะไรที่ขัดแย้งกันในตัวเองมาก
และดังนั้น ซึ่งหากเราต้องการจะลงทุนแบบ VI (ซึ่งเราเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ดีกว่า) เราต้องทำเอง เพราะไม่มีกองทุนไหนจะทำแบบที่เราต้องการได้
นอกเหนือจากนั้น ก็อาจมีเหตุผลอื่นๆอีกเช่น อยากลอง, อยากศึกษา, อยากรู้สึกว่าได้เป็นเจ้าของธุรกิจจริงๆ และเป็นการลงทุนจริงๆ, อยากกำหนดชะตาชีวิตการลงทุนด้วยตัวเอง เป็นต้น
สำหรับ LTF ยังมีข้อบังคับเรื่องเวลาที่ต้องถือ 5 ปี (ตอนนี้ 7 ปี) ปฏิทิน ด้วย ซึ่งสำหรับหลายๆคนที่รักอิสระ คงไม่รู้สึกถูกชะตากับมันในแง่นี้ อีกกระทง
===========================
ถาม #8 : เงินค่าตอบแทน ที่เป็นผลกำไรจากการลงทุน LTF หรือปันผล เขาจะจ่ายให้เราทุกเวลาเท่าไหร่ คือ ฝากเงินกับกองทุนละ ฝากทุกเดือน ทีนี้ผลตอบแทนที่เขาเอาไปลงทุนแล้วแจ้งเราเนี่ย เขาจะแจ้งเราทุกเดือนรึเปล่า ที่ว่าได้ 8-12% ต่อปีเนี่ย
เพราะว่าเราฝากเงินน่ะ ฝากเข้าไปทุกเดือนเนี่ย ผลตอบแทนเขาจะโชว์เราทุกเดือนเลยรึเปล่า
ตอบ : ฟังดูแล้วท่าทางจะยังไม่เข้าใจเรื่อง นิยามและกลไก ของสิ่งที่เรียกว่า กองทุนรวม คงต้องอธิบายเริ่มต้นใหม่
เวลาเราซื้อ กองทุน เราจ่ายเงินออกไป เราจะได้ "หน่วยลงทุน" ของกองทุนนั้น มาอยู่ในบัญชีของเรา
มอง "หน่วยลงทุน" เป็นสินทรัพย์น่ะครับ แล้วจะไม่งง
เทียบกับทรัพย์สินประเภทอื่นๆ เช่น ทอง, เงิน, น้ำมัน
ราคาของ สินทรัพย์ ตัวนี้ (กองทุนรวม) คือ NAV ซึ่งจะประกาศออกมาวันละครั้ง โดย ผจก. กองทุน (ซึ่งราคานั้น จะคำนวณมาจากมูลค่าสินทรัพย์อ้างอิงที่กองทุนไปลงทุนเอาไว้ ณ วันนั้นๆ) ในบัญชีกองทุนของเรา ในนั้นมีแค่ "หน่วยลงทุน" ที่เราซื้อเอาไว้อยู่
มูลค่าหน่วยลงทุนทั้งหมดที่เรามี = จำนวนหน่วยลงทุนที่เรามี * NAVล่าสุด
ตัวอย่าง ลองเปรียบเทียบกับ ทอง
===========================
ถาม #9 : ถ้าจะยกเลิก LTF แล้วเอาตังออกมา คือพอครบกำหนดแล้วก็ถอนออกมาเลยได้ไหม ต้องทำยังไง
ตอบ : หน่วยลงทุนที่ครบกำหนดแล้ว สั่งขายได้เลย ปกติระบบ online จะมีเมนูแยกต่างหาก สำหรับเรื่องนี้โดยเฉพาะ คือจะมีหน้าที่บอกว่า LTF ที่ครบกำหนดแล้ว มีตัวไหน และขายได้เท่าไหร่อยู่ครับ, ขายแล้วซัก 2-3 วัน เงินค่าขายหน่วยฯ จะโอนเข้าบัญชีออมทรัพย์ที่เราผูกเอาไว้กับบัญชีกองทุนของเราเอง
===========================
ถาม #10 : จากที่อ่านคำตอบมา กำลังคิดว่า มันจะเป็นดอกเบี้ยทบต้นได้ยังไง
งั้นมันไม่เป็นการเก็งกำไรเหรอ คือฝากไปเรื่อยแล้วรอมันมีราคาสูง แล้วเราค่อยขายรวดเดียวไรงี้เหรอ
หรือเราจะต้องเล่นแล้วขายไปเรื่อย พอได้ % สูงทีนึง ก็ขาย แล้วก็ไปเอาเงินไปลงใหม่ ไม่สิมันซื้อได้แค่ 15% ของรายได้ปีนั้นนิ
แล้วงี้จะต่างไรกับการเก็งกำไรทั่วไป เหมือนซื้อหุ้นตอนหุ้นถูก แล้วขายตอนหุ้นแพง แต่หุ้นมันได้ปันผลนิ
ตอบ : แยกเป็น 2 คำถาม
1. เป็นการเก็งกำไรใช่หรือไม่ : ทั้ง ใช่ และ ไม่ใช่ มันขึ้นกับคนซื้อขายหน่วยลงทุน ว่าจะทำเป็นการเก็งกำไร หรือจะลงทุน
จุดแบ่งระหว่างการ เก็งกำไร กับ ลงทุน ไม่ได้ดูที่เรื่องว่า เราเอากำไรจากส่วนต่างของราคา หรือ เอากำไรจากปันผล แต่ดูจากพฤติกรรมของคนที่เล่น
นักลงทุนนั้นจะมองพื้นฐานของสิ่งที่ลงทุนก่อนและส่วนต่างของราคาเป็นผลพลอยได้(เอาเหมือนกันไม่ใช่ไม่เอา) จิตของนักลงทุน จะเป็นในลักษณะเฝ้าดูสิ่งที่ลงทุนมันเติบโตเหมือนการดูต้นไม้มันโต
ส่วนนักเก็งกำไรนั้น ไม่ค่อยสนใจพื้นฐานของสิ่งที่ลงทุน แต่เน้นการซื้อขายให้ได้กำไรอย่างเดียว อาจจะซื้อขายวันละหลายรอบ (ซึ่งถ้าเป็นกองทุนรวม ทำงี้ไม่ได้อยู่ล่ะ เพราะวันนึงซื้อขายมีผลได้ครั้งเดียว) หรือระยะเวลาถือสั้นมากและตั้งใจเล่นรอบ โดยดูสัญญานจากกราฟ technical และจิตวิทยาการลงทุน ในการชิงไหวชิงพริบกับคนอื่นๆที่อยู่ในตลาด ดังนั้นจิตของนักเก็งกำไรจะเป็นในลักษณะของการแข่งขัน มากกว่า
2. มันเป็นการทบต้นได้ยังไง : ถ้าหน่วยลงทุน มันโตแบบทบต้น เช่น โตปีละ 10% เมื่อเทียบกับ ปีที่แล้ว ทุกๆปี, การถือหน่วยลงทุนของเรา ก็ย่อมเป็นการทบต้นอยู่แล้วโดยไม่ต้องซื้อขายอะไร
หรือถ้ามองเป็นบัญชีเงินฝาก ดอกเบี้ยที่มันจ่ายให้เรา ถ้ามันลงไปรวมกับตัวเงินต้น แล้วถูกนับดอกเบี้ยรอบต่อไปด้วย มันก็เป็นดอกเบี้ยทบต้นแล้ว จะเห็นว่าไม่จำเป็นที่เราต้องถอนดอกเบี้ยนั้นออกมาก่อนแล้วฝากเข้าไปใหม่ มันถึงจะกลายเป็นทบต้นได้ เราแค่ปล่อยไว้เฉยๆมันก็ทบต้นอยู่แล้วครับ
ตอบ : หลักๆคือ เพื่อผลตอบแทนที่มากกว่า เพราะโดยสถิติแล้ว ผลตอบแทนของกองทุนรวมนั้น ไม่สามารถเอาชนะค่าเฉลี่ยของตลาดได้ ดังนั้นหากเป้าหมายเราต้องการมากกว่านั้น ก็จำเป็นต้องทำอะไรแตกต่างจากคนส่วนใหญ่
และ กองทุนรวมที่มีเงินมากมายมหาศาลนั้น หลายๆครั้งจะเสียเปรียบนักลงทุนอิสระพอร์ตเล็ก เพราะ
- ด้วยความใหญ่ของมันเอง ทำให้เคลื่อนไหวได้ช้าและส่งผลกระทบต่อตลาดมาก ลงทุนได้เฉพาะกับหุ้นตัวใหญ่มากๆเท่านั้น (ซึ่งค่อนข้างอิ่มตัวกับการเติบโตแล้ว การหวังผลกำไรที่เติบโตมากๆต่อไปนั้นเป็นไปได้ยาก) ทำให้พอร์ตยิ่งขนาดใหญ่เท่าไหร่ ก็ยิ่งทำผลตอบแทนให้สูงได้ยากขึ้น
- มีกฏหมายที่ควบคุมอยู่ การเปลี่ยนนโยบายโดยพลการ ให้ต่างจากที่จดทะเบียนไว้นั้น ทำไม่ได้
- ความคาดหวังจากลูกค้าที่มักจะไม่ได้เข้าใจหลักการลงทุนระยะยาว และตื่นตกใจง่ายจากการผันผวนของตลาด ทำให้ ผจก. ต้องพยายามสู้กับความผันผวน ในขณะเดียวกันต้องพยายามทำกำไรให้สูง และเป็นขาขึ้นให้ได้มากที่สุด
ด้วยเหตุผลที่ว่ามานั้นทำให้กองทุนรวมค่อนข้างจะเหมือนโดนบังคับให้ต้องดำเนินการลงทุนแบบ passive และใช้หลักการทาง technical
... แต่ลองนึกภาพน่ะครับ กองทุนนั้นใหญ่และอุ้ยอ้าย แต่พยายามจะเล่นแบบ technical หรือ trading ซึ่งต้องใช้ความเร็วและคล่องตัว มันเป็นอะไรที่ขัดแย้งกันในตัวเองมาก
และดังนั้น ซึ่งหากเราต้องการจะลงทุนแบบ VI (ซึ่งเราเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ดีกว่า) เราต้องทำเอง เพราะไม่มีกองทุนไหนจะทำแบบที่เราต้องการได้
นอกเหนือจากนั้น ก็อาจมีเหตุผลอื่นๆอีกเช่น อยากลอง, อยากศึกษา, อยากรู้สึกว่าได้เป็นเจ้าของธุรกิจจริงๆ และเป็นการลงทุนจริงๆ, อยากกำหนดชะตาชีวิตการลงทุนด้วยตัวเอง เป็นต้น
สำหรับ LTF ยังมีข้อบังคับเรื่องเวลาที่ต้องถือ 5 ปี (ตอนนี้ 7 ปี) ปฏิทิน ด้วย ซึ่งสำหรับหลายๆคนที่รักอิสระ คงไม่รู้สึกถูกชะตากับมันในแง่นี้ อีกกระทง
===========================
ถาม #8 : เงินค่าตอบแทน ที่เป็นผลกำไรจากการลงทุน LTF หรือปันผล เขาจะจ่ายให้เราทุกเวลาเท่าไหร่ คือ ฝากเงินกับกองทุนละ ฝากทุกเดือน ทีนี้ผลตอบแทนที่เขาเอาไปลงทุนแล้วแจ้งเราเนี่ย เขาจะแจ้งเราทุกเดือนรึเปล่า ที่ว่าได้ 8-12% ต่อปีเนี่ย
เพราะว่าเราฝากเงินน่ะ ฝากเข้าไปทุกเดือนเนี่ย ผลตอบแทนเขาจะโชว์เราทุกเดือนเลยรึเปล่า
ตอบ : ฟังดูแล้วท่าทางจะยังไม่เข้าใจเรื่อง นิยามและกลไก ของสิ่งที่เรียกว่า กองทุนรวม คงต้องอธิบายเริ่มต้นใหม่
เวลาเราซื้อ กองทุน เราจ่ายเงินออกไป เราจะได้ "หน่วยลงทุน" ของกองทุนนั้น มาอยู่ในบัญชีของเรา
มอง "หน่วยลงทุน" เป็นสินทรัพย์น่ะครับ แล้วจะไม่งง
เทียบกับทรัพย์สินประเภทอื่นๆ เช่น ทอง, เงิน, น้ำมัน
ราคาของ สินทรัพย์ ตัวนี้ (กองทุนรวม) คือ NAV ซึ่งจะประกาศออกมาวันละครั้ง โดย ผจก. กองทุน (ซึ่งราคานั้น จะคำนวณมาจากมูลค่าสินทรัพย์อ้างอิงที่กองทุนไปลงทุนเอาไว้ ณ วันนั้นๆ) ในบัญชีกองทุนของเรา ในนั้นมีแค่ "หน่วยลงทุน" ที่เราซื้อเอาไว้อยู่
มูลค่าหน่วยลงทุนทั้งหมดที่เรามี = จำนวนหน่วยลงทุนที่เรามี * NAVล่าสุด
ตัวอย่าง ลองเปรียบเทียบกับ ทอง
- เวลาเราซื้อทอง ราคามันก็ขึ้นๆลงๆเป็นวันๆไปเหมือนกัน และถ้าเราอยากได้เงิน ก็ต้องเอาทองไปขายคืน
- หน่วยลงทุน ของกองทุนรวม ก็เหมือนกันเลย คือราคามันก็ขึ้นๆลงๆทุกวัน ถ้าเราอยากได้เป็นเงินกลับมา ก็ต้องเอาหน่วยลงทุนไปขายคืน
ถ้าเราถือไว้เฉยๆ ไม่ขาย และกองทุนก็ไม่ปันผล เราก็จะยังไม่ได้รับเงินกำไร(และขาดทุน) คืนมาครับ
แต่ไม่แนะนำกองทุนปันผล เพราะการปันผลของกองทุน นั้นไม่เหมือนปันผลของหุ้น
มันคือการที่กองทุนนั้น หักทรัพย์สินของตัวเอง ออกมาจ่ายให้เรา ซึ่งก็จะทำให้ค่า NAV ลดลง เป็นจำนวนเท่ากันกับที่เขาหักออกมา
คือ NAVวันก่อนปันผล = NAVวันหลังปันผล + ปันผลที่ได้ต่อหน่วยลงทุน
ดังนั้นการปันผลของกองทุน ไม่มีประโยชน์เท่าไหร่ ต้องมาเสียเวลาหาที่ลงทุนใหม่อีก เราเลือกขายเองเมื่อต้องการจะดีกว่า
เรื่องปันผลนี้ เป็นส่วนสำคัญอันนึงที่กองทุนแตกต่างจากหุ้นตัวจริงๆ
สำหรับกองทุนที่มีปันผล จะปันผลปีละกี่ครั้ง ขึ้นกับนโยบายของกองทุนนั้นๆ ที่ประกาศไว้ในหนังสือชี้ชวนครับ แต่ที่ผมเจอก็มักจะ 2 ครั้งต่อปี แต่ถ้ามันไม่กำไรเลย ตกต่ำมาก ก็อาจจะไม่ปันผลได้ครับ
การปันผลก็จะ โอนเข้าในบัญชีออมทรัพย์ของเรา ที่ผูกไว้กับบัญชีกองทุนฯ ของเราครับ
ปล. แนะนำเรื่องการใช้คำ ให้ใช้คำว่า ซื้อ/ขาย หน่วยลงทุน จะทำให้เข้าใจและไม่งง
หากไปมองแบบ เป็นการ ฝาก/ถอน เงินเข้าบัญชีกองทุน มันทำให้เห็นภาพไม่ตรงกับความเป็นจริงที่เป็นครับ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมคุณถึงดูงงๆ เหมือนจะไม่เข้าใจ
- หน่วยลงทุน ของกองทุนรวม ก็เหมือนกันเลย คือราคามันก็ขึ้นๆลงๆทุกวัน ถ้าเราอยากได้เป็นเงินกลับมา ก็ต้องเอาหน่วยลงทุนไปขายคืน
ถ้าเราถือไว้เฉยๆ ไม่ขาย และกองทุนก็ไม่ปันผล เราก็จะยังไม่ได้รับเงินกำไร(และขาดทุน) คืนมาครับ
แต่ไม่แนะนำกองทุนปันผล เพราะการปันผลของกองทุน นั้นไม่เหมือนปันผลของหุ้น
มันคือการที่กองทุนนั้น หักทรัพย์สินของตัวเอง ออกมาจ่ายให้เรา ซึ่งก็จะทำให้ค่า NAV ลดลง เป็นจำนวนเท่ากันกับที่เขาหักออกมา
คือ NAVวันก่อนปันผล = NAVวันหลังปันผล + ปันผลที่ได้ต่อหน่วยลงทุน
ดังนั้นการปันผลของกองทุน ไม่มีประโยชน์เท่าไหร่ ต้องมาเสียเวลาหาที่ลงทุนใหม่อีก เราเลือกขายเองเมื่อต้องการจะดีกว่า
เรื่องปันผลนี้ เป็นส่วนสำคัญอันนึงที่กองทุนแตกต่างจากหุ้นตัวจริงๆ
สำหรับกองทุนที่มีปันผล จะปันผลปีละกี่ครั้ง ขึ้นกับนโยบายของกองทุนนั้นๆ ที่ประกาศไว้ในหนังสือชี้ชวนครับ แต่ที่ผมเจอก็มักจะ 2 ครั้งต่อปี แต่ถ้ามันไม่กำไรเลย ตกต่ำมาก ก็อาจจะไม่ปันผลได้ครับ
การปันผลก็จะ โอนเข้าในบัญชีออมทรัพย์ของเรา ที่ผูกไว้กับบัญชีกองทุนฯ ของเราครับ
ปล. แนะนำเรื่องการใช้คำ ให้ใช้คำว่า ซื้อ/ขาย หน่วยลงทุน จะทำให้เข้าใจและไม่งง
หากไปมองแบบ เป็นการ ฝาก/ถอน เงินเข้าบัญชีกองทุน มันทำให้เห็นภาพไม่ตรงกับความเป็นจริงที่เป็นครับ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมคุณถึงดูงงๆ เหมือนจะไม่เข้าใจ
===========================
ถาม #9 : ถ้าจะยกเลิก LTF แล้วเอาตังออกมา คือพอครบกำหนดแล้วก็ถอนออกมาเลยได้ไหม ต้องทำยังไง
ตอบ : หน่วยลงทุนที่ครบกำหนดแล้ว สั่งขายได้เลย ปกติระบบ online จะมีเมนูแยกต่างหาก สำหรับเรื่องนี้โดยเฉพาะ คือจะมีหน้าที่บอกว่า LTF ที่ครบกำหนดแล้ว มีตัวไหน และขายได้เท่าไหร่อยู่ครับ, ขายแล้วซัก 2-3 วัน เงินค่าขายหน่วยฯ จะโอนเข้าบัญชีออมทรัพย์ที่เราผูกเอาไว้กับบัญชีกองทุนของเราเอง
===========================
ถาม #10 : จากที่อ่านคำตอบมา กำลังคิดว่า มันจะเป็นดอกเบี้ยทบต้นได้ยังไง
งั้นมันไม่เป็นการเก็งกำไรเหรอ คือฝากไปเรื่อยแล้วรอมันมีราคาสูง แล้วเราค่อยขายรวดเดียวไรงี้เหรอ
หรือเราจะต้องเล่นแล้วขายไปเรื่อย พอได้ % สูงทีนึง ก็ขาย แล้วก็ไปเอาเงินไปลงใหม่ ไม่สิมันซื้อได้แค่ 15% ของรายได้ปีนั้นนิ
แล้วงี้จะต่างไรกับการเก็งกำไรทั่วไป เหมือนซื้อหุ้นตอนหุ้นถูก แล้วขายตอนหุ้นแพง แต่หุ้นมันได้ปันผลนิ
ตอบ : แยกเป็น 2 คำถาม
1. เป็นการเก็งกำไรใช่หรือไม่ : ทั้ง ใช่ และ ไม่ใช่ มันขึ้นกับคนซื้อขายหน่วยลงทุน ว่าจะทำเป็นการเก็งกำไร หรือจะลงทุน
จุดแบ่งระหว่างการ เก็งกำไร กับ ลงทุน ไม่ได้ดูที่เรื่องว่า เราเอากำไรจากส่วนต่างของราคา หรือ เอากำไรจากปันผล แต่ดูจากพฤติกรรมของคนที่เล่น
นักลงทุนนั้นจะมองพื้นฐานของสิ่งที่ลงทุนก่อนและส่วนต่างของราคาเป็นผลพลอยได้(เอาเหมือนกันไม่ใช่ไม่เอา) จิตของนักลงทุน จะเป็นในลักษณะเฝ้าดูสิ่งที่ลงทุนมันเติบโตเหมือนการดูต้นไม้มันโต
ส่วนนักเก็งกำไรนั้น ไม่ค่อยสนใจพื้นฐานของสิ่งที่ลงทุน แต่เน้นการซื้อขายให้ได้กำไรอย่างเดียว อาจจะซื้อขายวันละหลายรอบ (ซึ่งถ้าเป็นกองทุนรวม ทำงี้ไม่ได้อยู่ล่ะ เพราะวันนึงซื้อขายมีผลได้ครั้งเดียว) หรือระยะเวลาถือสั้นมากและตั้งใจเล่นรอบ โดยดูสัญญานจากกราฟ technical และจิตวิทยาการลงทุน ในการชิงไหวชิงพริบกับคนอื่นๆที่อยู่ในตลาด ดังนั้นจิตของนักเก็งกำไรจะเป็นในลักษณะของการแข่งขัน มากกว่า
2. มันเป็นการทบต้นได้ยังไง : ถ้าหน่วยลงทุน มันโตแบบทบต้น เช่น โตปีละ 10% เมื่อเทียบกับ ปีที่แล้ว ทุกๆปี, การถือหน่วยลงทุนของเรา ก็ย่อมเป็นการทบต้นอยู่แล้วโดยไม่ต้องซื้อขายอะไร
หรือถ้ามองเป็นบัญชีเงินฝาก ดอกเบี้ยที่มันจ่ายให้เรา ถ้ามันลงไปรวมกับตัวเงินต้น แล้วถูกนับดอกเบี้ยรอบต่อไปด้วย มันก็เป็นดอกเบี้ยทบต้นแล้ว จะเห็นว่าไม่จำเป็นที่เราต้องถอนดอกเบี้ยนั้นออกมาก่อนแล้วฝากเข้าไปใหม่ มันถึงจะกลายเป็นทบต้นได้ เราแค่ปล่อยไว้เฉยๆมันก็ทบต้นอยู่แล้วครับ
วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
คำถามเกี่ยวกับกองทุนรวม LTF จากมือใหม่ (แบบสุดๆ)
ถาม #1 : สมมุติ ผมตัดสินใจเล่น LTF จะฝากเดือนแรก 5000 เพื่อซื้อกองทุน
แล้ว 5000 นี้มันจะถูกหักจากบัญชี ธ. ที่ผมฝากเอาไว้อยู่ก่อนแล้วใช่รึเปล่า
เช่น ผมมีบัญชี กสิกร อยู่ปากซอย, ถ้าเราซื้อ เราก็ต้องซื้อที่ กสิกร
แล้วบัญชีเงินที่เขาจะหัก ก็จะหักจากบัญชีนี้ใช่มั้ย
ตอบ : บัญชีกองทุนรวม เป็นบัญชีใหม่อีกบัญชีแยกต่างหากออกไปเลยครับ และตอนเราเปิดบัญชีกองทุนรวม มันจะให้เราระบุว่าเราจะผูกบัญชีกองทุนรวมอันนี้ เข้ากับบัญชีออมทรัพย์บัญชีไหนครับ ซึ่งปกติจะผูกกับบัญชีออมทรัพย์ของ ธนาคารใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเครือธนาคารเดียวกับกองทุนรวม
อาจจะมีบ้าง บางเครือธนาคาร ที่แบบฟอร์มจะให้ใส่บัญชีของธนาคารเครือเดียวกันเท่านั้น ถ้าเป็นต่างธนาคารต้องเสียค่าทำเนียมอะไรเพิ่ม แต่นั่นก็นานมาแล้ว ผมว่ายุคนี้ไม่น่าจะมีแบบนั้นเหลือแล้วน่ะครับ เชยล่ะ
==================
ถาม #2 : เราเอาเงินให้เขาเอาไปเล่นแล้วได้กำไร เงินกำไรจะไปรวมอยู่บัญชีใหม่ หรือบัญชีที่มันหักออกไป
บัญชีกองทุนคือการเปิดบัญชีใหม่เลยเหรอ แล้วเงินมันจะไปอยู่ที่ไหนยังไง ไม่เข้าใจ
ตอบ : มองกองทุนเป็นสินทรัพย์อย่างนึง เวลาเราสั่งซื้อ เราจะได้สิ่งที่เรียกว่า "หน่วยลงทุน" กลับมาอยู่ในบัญชีกองทุนเรา, หน่วยลงทุนเป็นตัวแทนความเป็นเจ้าของในกองทุนนั้นๆของเรา
ซึ่ง 1 หน่วยลงทุนจะมีการตรามูลค่าออกมาให้ จากผู้จัดการกองทุน ปกติวันละ 1 ครั้ง
ซึ่งค่า NAV = (ทรัพย์สินทั้งหมดของกองทุน - หนี้สินทั้งหมดของกองทุน)/จำนวนหน่วยลงทุนทั้งหมดของกองทุนนั้น
ตัวอย่างเช่น
ทรัพย์สินหลักๆของกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้น อธิบายอย่างหยาบๆ ก็จะมี หุ้นที่กองทุนนี้ไปซื้อเอาไว้ และส่วนที่เป็นเงินสด
หนี้สิน ส่วนใหญ่น่าจะไม่มี (ก็มันระดมเงินจากนักลงทุนมาก็คงเยอะมหาศาลอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องไปกู้ใครก็ได้) แต่ใส่มาในสูตรงั้นๆ ตามหลักการทางบัญชีของมันครับ
เรื่องนี้อาจเข้าใจยากหน่อยสำหรับมือใหม่ แต่จะเข้าใจง่ายมากขึ้นเคยทำบัญชีงบดุลส่วนบุคคล (aka. งบแสดงฐานะการเงิน) และเคยเล่นหุ้นฝึกอ่านงบการเงิน มาก่อน
==================
ถาม #3 :โอกาสเจ๊งของกองทุน LTF ไรพวกนี้ กับโอกาสสำเร็จ มันสำเร็จบ่อยมั้ย
เข้าใจว่ายังไงเขาก็เก่งกว่าเรา แต่อยากรู้ว่า ความเสี่ยงมีแค่ไหน
เอาข้อมูล 5 ปีย้อนหลัง มาถึงปีที่แล้ว เห็นว่า 5 ปีได้กำไร 4 ปี แล้วมี 1 ปีที่ขาดทุน แต่โดยรวมๆ มันจะกำไรมากกว่าขาดทุน
ตอบ : ต้องนิยามคำว่า "เจ๊ง" กับ "สำเร็จ" ให้ตรงกันก่อนครับ
ถ้า "เจ๊ง" หมายถึง การที่มูลค่ากองทุนที่เราถืออยู่หายไปหมด (เหลือ 0) ผมก็คิดว่า ไม่น่าจะเป็นไปได้ครับ
แต่ถ้าหมายถึง การที่มีมูลค่าตกต่ำลง มากบ้าง (50%+) หรือ น้อยบ้าง (10%) มันเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่เกิดเป็นประจำครับ และไม่เคยมีกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นกองไหน ที่ไม่เคยมีจุดที่มูลค่าตกต่ำปรากฏอยู่บนกราฟของมัน แน่นอน ไม่ว่าผู้จัดการกองทุนจะเก่งแค่ไหนก็ตาม
กองทุนรวมประเภทที่อาจจะเป็นขาขึ้นตลอดไม่เห็นจุดที่ราคาตกลงมาเลย ผมเคยเห็นแต่กองประเภท MMF เท่านั้นครับ ซึ่งเป็นกองทุนที่ความเสี่ยงต่ำมากๆ และผลตอบแทนที่คาดหวังได้ก็ต่ำมากด้วยเช่นกัน คือผลตอบแทนหวังได้แค่ราวๆ 2% ต่อปีครับ ปกติใช้เป็นที่พักเงินในกรณีไม่รู้จะไปลงทุนอะไรที่ไหนครับ เพราะความคล่องตัวจะมากกว่าบัญชีเงินฝากประจำของธนาคาร
ส่วนคำว่า "สำเร็จ" เข้าใจว่าคือมีกำไร, ก็เหมือนกันครับ เพราะราคากองทุนรวม LTF ซึ่งลงทุนหลักๆในหุ้นนั้น ราคามันก็ ขึ้นๆลงๆ เหมือนตลาดหุ้น ที่ขึ้นๆลงๆ นั่นเลยครับ แต่อาจจะผันผวนน้อยกว่าตลาดหุ้นจริงได้บ้าง ถ้านโยบายการลงทุนของกองนั้นๆ เน้นแบบอนุรักษ์นิยม เล่นแต่หุ้นใหญ่ (หุ้นอุ้ยอ้าย ตามหลักการของปีเตอร์ ลินซ์) แต่เทรนหลักๆก็จะไปตามตลาดหุ้นจริงครับ
คำถามข้อนี้จะเห็นภาพชัดกระจ่างมาก ถ้าเข้าในคำตอบจากคำถามข้อ #2 ครับ
==================
ถาม #4 : แล้วยังงี้ถ้าเราเป็นเจ้าของบัญชีกองทุนแล้วเนี่ย เราจะเข้าไปเช๊คความเคลื่อนไหวของบัญชีกองทุนเราได้ตลอดเลยรึเปล่า
แล้วเราต้องฝากเข้าไปทุกเดือนใช่มั้ย ถ้าไม่ฝากจะเป็นไง
ตอบ : เข้าไปเช๊คได้ตลอดเลยครับ ถ้าเปิดบริการลงทุน online ผ่านอินเตอร์เน็ตไว้ สามารถกลับ login เข้าไปดูเมื่อไหร่ก็ได้ครับ
การสั่งซื้อกองทุนรวมนั้น เป็นอิสระของเราโดยแท้ครับ จะซื้อเมื่อไหร่ก็ได้ เท่าไหร่ก็ได้ (แหงละ เราเอาเงินไปให้เขา เขาชอบอยู่แล้ว) แต่ถ้าเป็น LTF ส่วนที่เอาไปใช้สิทธิทางภาษีได้จะต้องไม่เกินที่กฏหมายกำหนดครับ คือซื้อได้ไม่เกิน 15% ของเงินได้ปีนั้นๆ หรือไม่เกิน 500,000 บาท
ส่วนการสั่งขาย สำหรับ LTF ถ้าเราจะรักษาสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี เราต้องถือไว้ ห้ามขาย จนกว่ากองทุนจะครบอายุ 5 ปีปฏิทิน (แต่ถ้าซื้อปี 2559 นี้ จะเปลี่ยนเป็น 7 ปีปฏิทินแล้วน่ะครับ ผมเลยเลิกซื้อ LTF ละ) ถ้าสั่งขายก่อนครบกำหนด เราจะเสียสิทธิ์ทางภาษีทันที และส่วนเงินลดหย่อนที่เคยได้คืนไปแล้ว ก็ต้องไปจ่ายคืนให้สรรพากรด้วยครับ ไม่งั้นมีความผิดตามกฏหมาย
สำหรับกองทุนรวมอื่นๆ ที่ไม่ใช่ LTF หรือ RMF ขึ้นกับเงื่อนไขของกองทุนนั้นๆครับ ลองอ่านในหนังสือชี้ชวนการลงทุนให้ละเอียดว่าเงื่อนไขการซื้อหรือขายเป็นยังไง แต่ส่วนใหญ่ก็ค่อนข้างเสรีครับ
สำหรับ LTF ไม่จำกัดว่าต้องซื้อทุกเดือน เรามีอิสระครับตามที่อธิบายข้างต้น ขอแค่ซื้อภายในปีภาษีนั้นๆ ก็ใช้สิทธิ์ทางภาษีของปีนั้นได้ครับ ดังนั้นถ้าไม่ฝาก(หรือก็คือ การสั่งซื้อของทุน) ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นครับ
==================
ถาม #5 : เข้าใจว่ามันเซ็ตให้หักรายได้อัติโนมัติของแต่ละเดือนได้ เช่น 10% ของเงินเดือน เป็นสำหรับคนทำงานประจำ แต่ถ้ารายได้เราไม่แน่นอน มันจะคำนวณยังไง ว่ามันต้องหักเงินเราไปเท่าไหร่
ตอบ : คำถามนี้กำลังพูดถึงการลงทุนแบบอัติโนมัติ หรือ DCA (Dollar Cost Average) อันที่จริง ระบบมันต้องให้เราระบุชัดเจนไปเลยครับว่า เราจะให้หักทุกเดือน (หรือทุก 2 เดือน หรือ 3 เดือนก็ได้น่ะ ขึ้นกับว่าระบบของ บลจ. นั้นๆมันไฮเทคแค่ไหน) และหักเดือนละ กี่บาท ครับ เพราะระบบมันไม่มีทางรู้ครับว่าเรามีรายรับเดือนละกี่บาท
ดังนั้น เราเองต้องรู้ตัวเองครับ จากแผนการเงินของตัวเอง จากการทำบัญชีงบการเงินส่วนบุคคลของตัวเอง ว่าเรานั้นมีรายได้เฉลี่ยเดือนละกี่บาท แล้วถ้าอยากแบ่ง 10% ตามตัวอย่าง เอาไป DCA กองทุนนี้ทุกๆเดือน เราต้อง DCA เดือนละกี่บาท
เมื่อรู้แล้วก็เซ็ตระบบ DCA ไปตามนั้น เท่านั้นเองครับ
การลงทุนแบบ DCA นั้น แม้จะค่อนข้างปลอดภัย และเหมาะกับมือใหม่ แต่ไม่ใช่ว่าจะปลอดภัย 100% ซะทีเดียว ไว้มีโอกาสอื่นจะมาเล่าต่อครับ
==================
ถาม #6 : อ่านหนังสือของ tactschool แล้วยังไม่เข้าใจเรื่องนี้ เห็นบอกแค่ กองแบบไหนค่าใช้จ่ายต่ำ
และบอกว่า ผลตอบแทนย้อนหลังดูได้ แต่อย่าจริงจังมาก การลงทุนให้ดูปัจจุบันเท่านั้น
การที่อดีตมีกำไร ไม่ได้แปลว่าจะกำไรได้ต่อไป การลงทุนทุกอย่างมีความเสี่ยง
ตอบ : บางคำถามผมก็คาดไม่ถึงเหมือนกันครับ แต่ก็พอนึกออกว่าตอนทีี่ยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย ก็จะถามแนวๆนี้แหละ ดังนั้นไม่แปลกที่หนังสือเขาจะไม่ได้เขียนไว้ครับ เพราะพอเราฝึกมานานระยะนึง มันก็ลืมๆช่วงเวลาที่เราเริ่มต้นใหม่ๆยังไม่เป็นอะไรเลยได้ครับ ว่าตอนนั้นเราเคยถามคำถาม non sense ไว้มากแค่ไหน แต่หนังสือของ tactschool นี่ถือว่าอ่านง่ายมากและสนุกครับ แนะนำสำหรับมือใหม่
เรื่องผลตอบแทนย้อนหลัง เห็นด้วยครับตามนั้น คือดูได้น่ะ มันช่วยได้ระดับนึง แต่ต้องดูปัจจุบันด้วยว่า มันยังเหมือนเดิมกับสมัยอดีตบนกราฟที่มันดูดีนั่นรึเปล่า บางทีถ้ามีการเปลี่ยน ผู้จัดการกองทุน หรือสถานการณ์ทางเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไป นโยบายการลงทุนของแต่ละกอง ก็จะได้เปรียบเสียเปรียบแตกต่างกันไปครับ
แล้ว 5000 นี้มันจะถูกหักจากบัญชี ธ. ที่ผมฝากเอาไว้อยู่ก่อนแล้วใช่รึเปล่า
เช่น ผมมีบัญชี กสิกร อยู่ปากซอย, ถ้าเราซื้อ เราก็ต้องซื้อที่ กสิกร
แล้วบัญชีเงินที่เขาจะหัก ก็จะหักจากบัญชีนี้ใช่มั้ย
ตอบ : บัญชีกองทุนรวม เป็นบัญชีใหม่อีกบัญชีแยกต่างหากออกไปเลยครับ และตอนเราเปิดบัญชีกองทุนรวม มันจะให้เราระบุว่าเราจะผูกบัญชีกองทุนรวมอันนี้ เข้ากับบัญชีออมทรัพย์บัญชีไหนครับ ซึ่งปกติจะผูกกับบัญชีออมทรัพย์ของ ธนาคารใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเครือธนาคารเดียวกับกองทุนรวม
อาจจะมีบ้าง บางเครือธนาคาร ที่แบบฟอร์มจะให้ใส่บัญชีของธนาคารเครือเดียวกันเท่านั้น ถ้าเป็นต่างธนาคารต้องเสียค่าทำเนียมอะไรเพิ่ม แต่นั่นก็นานมาแล้ว ผมว่ายุคนี้ไม่น่าจะมีแบบนั้นเหลือแล้วน่ะครับ เชยล่ะ
==================
ถาม #2 : เราเอาเงินให้เขาเอาไปเล่นแล้วได้กำไร เงินกำไรจะไปรวมอยู่บัญชีใหม่ หรือบัญชีที่มันหักออกไป
บัญชีกองทุนคือการเปิดบัญชีใหม่เลยเหรอ แล้วเงินมันจะไปอยู่ที่ไหนยังไง ไม่เข้าใจ
ตอบ : มองกองทุนเป็นสินทรัพย์อย่างนึง เวลาเราสั่งซื้อ เราจะได้สิ่งที่เรียกว่า "หน่วยลงทุน" กลับมาอยู่ในบัญชีกองทุนเรา, หน่วยลงทุนเป็นตัวแทนความเป็นเจ้าของในกองทุนนั้นๆของเรา
ซึ่ง 1 หน่วยลงทุนจะมีการตรามูลค่าออกมาให้ จากผู้จัดการกองทุน ปกติวันละ 1 ครั้ง
ซึ่งค่า NAV = (ทรัพย์สินทั้งหมดของกองทุน - หนี้สินทั้งหมดของกองทุน)/จำนวนหน่วยลงทุนทั้งหมดของกองทุนนั้น
ตัวอย่างเช่น
ทรัพย์สินหลักๆของกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้น อธิบายอย่างหยาบๆ ก็จะมี หุ้นที่กองทุนนี้ไปซื้อเอาไว้ และส่วนที่เป็นเงินสด
หนี้สิน ส่วนใหญ่น่าจะไม่มี (ก็มันระดมเงินจากนักลงทุนมาก็คงเยอะมหาศาลอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องไปกู้ใครก็ได้) แต่ใส่มาในสูตรงั้นๆ ตามหลักการทางบัญชีของมันครับ
เรื่องนี้อาจเข้าใจยากหน่อยสำหรับมือใหม่ แต่จะเข้าใจง่ายมากขึ้นเคยทำบัญชีงบดุลส่วนบุคคล (aka. งบแสดงฐานะการเงิน) และเคยเล่นหุ้นฝึกอ่านงบการเงิน มาก่อน
==================
ถาม #3 :โอกาสเจ๊งของกองทุน LTF ไรพวกนี้ กับโอกาสสำเร็จ มันสำเร็จบ่อยมั้ย
เข้าใจว่ายังไงเขาก็เก่งกว่าเรา แต่อยากรู้ว่า ความเสี่ยงมีแค่ไหน
เอาข้อมูล 5 ปีย้อนหลัง มาถึงปีที่แล้ว เห็นว่า 5 ปีได้กำไร 4 ปี แล้วมี 1 ปีที่ขาดทุน แต่โดยรวมๆ มันจะกำไรมากกว่าขาดทุน
ตอบ : ต้องนิยามคำว่า "เจ๊ง" กับ "สำเร็จ" ให้ตรงกันก่อนครับ
ถ้า "เจ๊ง" หมายถึง การที่มูลค่ากองทุนที่เราถืออยู่หายไปหมด (เหลือ 0) ผมก็คิดว่า ไม่น่าจะเป็นไปได้ครับ
แต่ถ้าหมายถึง การที่มีมูลค่าตกต่ำลง มากบ้าง (50%+) หรือ น้อยบ้าง (10%) มันเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่เกิดเป็นประจำครับ และไม่เคยมีกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นกองไหน ที่ไม่เคยมีจุดที่มูลค่าตกต่ำปรากฏอยู่บนกราฟของมัน แน่นอน ไม่ว่าผู้จัดการกองทุนจะเก่งแค่ไหนก็ตาม
กองทุนรวมประเภทที่อาจจะเป็นขาขึ้นตลอดไม่เห็นจุดที่ราคาตกลงมาเลย ผมเคยเห็นแต่กองประเภท MMF เท่านั้นครับ ซึ่งเป็นกองทุนที่ความเสี่ยงต่ำมากๆ และผลตอบแทนที่คาดหวังได้ก็ต่ำมากด้วยเช่นกัน คือผลตอบแทนหวังได้แค่ราวๆ 2% ต่อปีครับ ปกติใช้เป็นที่พักเงินในกรณีไม่รู้จะไปลงทุนอะไรที่ไหนครับ เพราะความคล่องตัวจะมากกว่าบัญชีเงินฝากประจำของธนาคาร
ส่วนคำว่า "สำเร็จ" เข้าใจว่าคือมีกำไร, ก็เหมือนกันครับ เพราะราคากองทุนรวม LTF ซึ่งลงทุนหลักๆในหุ้นนั้น ราคามันก็ ขึ้นๆลงๆ เหมือนตลาดหุ้น ที่ขึ้นๆลงๆ นั่นเลยครับ แต่อาจจะผันผวนน้อยกว่าตลาดหุ้นจริงได้บ้าง ถ้านโยบายการลงทุนของกองนั้นๆ เน้นแบบอนุรักษ์นิยม เล่นแต่หุ้นใหญ่ (หุ้นอุ้ยอ้าย ตามหลักการของปีเตอร์ ลินซ์) แต่เทรนหลักๆก็จะไปตามตลาดหุ้นจริงครับ
คำถามข้อนี้จะเห็นภาพชัดกระจ่างมาก ถ้าเข้าในคำตอบจากคำถามข้อ #2 ครับ
==================
ถาม #4 : แล้วยังงี้ถ้าเราเป็นเจ้าของบัญชีกองทุนแล้วเนี่ย เราจะเข้าไปเช๊คความเคลื่อนไหวของบัญชีกองทุนเราได้ตลอดเลยรึเปล่า
แล้วเราต้องฝากเข้าไปทุกเดือนใช่มั้ย ถ้าไม่ฝากจะเป็นไง
ตอบ : เข้าไปเช๊คได้ตลอดเลยครับ ถ้าเปิดบริการลงทุน online ผ่านอินเตอร์เน็ตไว้ สามารถกลับ login เข้าไปดูเมื่อไหร่ก็ได้ครับ
การสั่งซื้อกองทุนรวมนั้น เป็นอิสระของเราโดยแท้ครับ จะซื้อเมื่อไหร่ก็ได้ เท่าไหร่ก็ได้ (แหงละ เราเอาเงินไปให้เขา เขาชอบอยู่แล้ว) แต่ถ้าเป็น LTF ส่วนที่เอาไปใช้สิทธิทางภาษีได้จะต้องไม่เกินที่กฏหมายกำหนดครับ คือซื้อได้ไม่เกิน 15% ของเงินได้ปีนั้นๆ หรือไม่เกิน 500,000 บาท
ส่วนการสั่งขาย สำหรับ LTF ถ้าเราจะรักษาสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี เราต้องถือไว้ ห้ามขาย จนกว่ากองทุนจะครบอายุ 5 ปีปฏิทิน (แต่ถ้าซื้อปี 2559 นี้ จะเปลี่ยนเป็น 7 ปีปฏิทินแล้วน่ะครับ ผมเลยเลิกซื้อ LTF ละ) ถ้าสั่งขายก่อนครบกำหนด เราจะเสียสิทธิ์ทางภาษีทันที และส่วนเงินลดหย่อนที่เคยได้คืนไปแล้ว ก็ต้องไปจ่ายคืนให้สรรพากรด้วยครับ ไม่งั้นมีความผิดตามกฏหมาย
สำหรับกองทุนรวมอื่นๆ ที่ไม่ใช่ LTF หรือ RMF ขึ้นกับเงื่อนไขของกองทุนนั้นๆครับ ลองอ่านในหนังสือชี้ชวนการลงทุนให้ละเอียดว่าเงื่อนไขการซื้อหรือขายเป็นยังไง แต่ส่วนใหญ่ก็ค่อนข้างเสรีครับ
สำหรับ LTF ไม่จำกัดว่าต้องซื้อทุกเดือน เรามีอิสระครับตามที่อธิบายข้างต้น ขอแค่ซื้อภายในปีภาษีนั้นๆ ก็ใช้สิทธิ์ทางภาษีของปีนั้นได้ครับ ดังนั้นถ้าไม่ฝาก(หรือก็คือ การสั่งซื้อของทุน) ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นครับ
==================
ถาม #5 : เข้าใจว่ามันเซ็ตให้หักรายได้อัติโนมัติของแต่ละเดือนได้ เช่น 10% ของเงินเดือน เป็นสำหรับคนทำงานประจำ แต่ถ้ารายได้เราไม่แน่นอน มันจะคำนวณยังไง ว่ามันต้องหักเงินเราไปเท่าไหร่
ตอบ : คำถามนี้กำลังพูดถึงการลงทุนแบบอัติโนมัติ หรือ DCA (Dollar Cost Average) อันที่จริง ระบบมันต้องให้เราระบุชัดเจนไปเลยครับว่า เราจะให้หักทุกเดือน (หรือทุก 2 เดือน หรือ 3 เดือนก็ได้น่ะ ขึ้นกับว่าระบบของ บลจ. นั้นๆมันไฮเทคแค่ไหน) และหักเดือนละ กี่บาท ครับ เพราะระบบมันไม่มีทางรู้ครับว่าเรามีรายรับเดือนละกี่บาท
ดังนั้น เราเองต้องรู้ตัวเองครับ จากแผนการเงินของตัวเอง จากการทำบัญชีงบการเงินส่วนบุคคลของตัวเอง ว่าเรานั้นมีรายได้เฉลี่ยเดือนละกี่บาท แล้วถ้าอยากแบ่ง 10% ตามตัวอย่าง เอาไป DCA กองทุนนี้ทุกๆเดือน เราต้อง DCA เดือนละกี่บาท
เมื่อรู้แล้วก็เซ็ตระบบ DCA ไปตามนั้น เท่านั้นเองครับ
การลงทุนแบบ DCA นั้น แม้จะค่อนข้างปลอดภัย และเหมาะกับมือใหม่ แต่ไม่ใช่ว่าจะปลอดภัย 100% ซะทีเดียว ไว้มีโอกาสอื่นจะมาเล่าต่อครับ
==================
ถาม #6 : อ่านหนังสือของ tactschool แล้วยังไม่เข้าใจเรื่องนี้ เห็นบอกแค่ กองแบบไหนค่าใช้จ่ายต่ำ
และบอกว่า ผลตอบแทนย้อนหลังดูได้ แต่อย่าจริงจังมาก การลงทุนให้ดูปัจจุบันเท่านั้น
การที่อดีตมีกำไร ไม่ได้แปลว่าจะกำไรได้ต่อไป การลงทุนทุกอย่างมีความเสี่ยง
ตอบ : บางคำถามผมก็คาดไม่ถึงเหมือนกันครับ แต่ก็พอนึกออกว่าตอนทีี่ยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย ก็จะถามแนวๆนี้แหละ ดังนั้นไม่แปลกที่หนังสือเขาจะไม่ได้เขียนไว้ครับ เพราะพอเราฝึกมานานระยะนึง มันก็ลืมๆช่วงเวลาที่เราเริ่มต้นใหม่ๆยังไม่เป็นอะไรเลยได้ครับ ว่าตอนนั้นเราเคยถามคำถาม non sense ไว้มากแค่ไหน แต่หนังสือของ tactschool นี่ถือว่าอ่านง่ายมากและสนุกครับ แนะนำสำหรับมือใหม่
เรื่องผลตอบแทนย้อนหลัง เห็นด้วยครับตามนั้น คือดูได้น่ะ มันช่วยได้ระดับนึง แต่ต้องดูปัจจุบันด้วยว่า มันยังเหมือนเดิมกับสมัยอดีตบนกราฟที่มันดูดีนั่นรึเปล่า บางทีถ้ามีการเปลี่ยน ผู้จัดการกองทุน หรือสถานการณ์ทางเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไป นโยบายการลงทุนของแต่ละกอง ก็จะได้เปรียบเสียเปรียบแตกต่างกันไปครับ
วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2558
การทำบัญชีส่วนบุคคล จุดเริ่มต้นของทุกความมั่งคั่ง
หัวข้อเรื่องนี้มันเกร่อมาก กลัวว่าเล่าไปก็เหมือนเอามะพร้าวห้าวไปขายสวน แต่จะละเลยก็ไม่ได้ เพราะมันสำคัญจริงๆ
เราทุกคนแน่นอนว่าต้องเคยเรียนวิธีทำบัญชีรายรับรายจ่ายกันมาแล้ว จากวิชาคณิตศาสตร์ในโรงเรียน เป็นการศึกษาภาคบังคับ ซึ่งนั่นถือเป็นข่าวดีอย่างนึง
แต่ข่าวร้ายคือ น้อยคนที่เอาไปใช้ในชีวิตจริงของตัวเอง
และถ้าตั้งเป้าจะเป็นคนรวยให้ได้แล้ว คุณจะพบอีกด้วยว่า ลำพังบัญชีรายรับรายจ่ายอย่างเดียวนั้น ยังไม่เพียงพอจะเอาไปใช้กับ เทคนิคการบริหารเงินเพื่อความมั่งคั่งต่างๆ ได้มากนัก คุณจำเป็นต้อง พัฒนาต่อยอดระบบบัญชีของคุณ ไปสู่ระดับสูงยิ่งกว่านั้น
ตัวอย่างเช่น
ถ้าเราตั้งเป้าออมเงินไปลงทุนให้ได้เดือนล่ะ 20% ของรายรับ โดยต้องหักไปออมทันที เหลือเท่าไหร่จึงเอาไปใช้จ่าย ตามสูตรที่หลายแห่งสอนกัน แต่ทันทีที่คิดจะทำ ความ "กังวล" ก็จะผุดขึ้นมาต่างๆ เช่น
- ออมขนาดนั้น แล้วจะเหลือพอใช้เหรอ ปกติก่อนเงินเดือนออกทีไรก็แกลบตลอด
- ถ้า 20% ไม่เหมาะกับเรา (อาจจะมากไป หรือ น้อยไป) แล้วเท่าไหร่ถึงจะเหมาะ
เพื่อจะข้ามปัญหานี้ไปได้และประยุกต์หลักการบริหารเงินข้างต้นได้สำเร็จ สิ่งที่เราต้องรู้ก่อนคือ 1). รายจ่ายประจำที่ จำเป็นจริงๆของเรา มีอะไรบ้าง 2). รายจ่ายประจำเหล่านั้น หักลบกับรายได้แล้ว เหลืออยู่กี่บาท โดยเฉลี่ย ( แนะนำว่าควรดูย้อนหลังซัก 6 เดือน จะได้ตัวเลขที่เหมาะกับความเป็นจริงของตัวเรา)
จะเห็นได้ว่า เป็นไปไม่ได้เลย ที่จะตอบคำถามพวกนี้ ถ้าเราไม่ทำบัญชีส่วนบุคคลของเราอย่างถูกต้อง และย้อนหลังเป็นเวลานานเพียงพอ
อีกตัวอย่างนึง
เราได้ยินหลักการบริหารทรัพย์สิน ที่เรียกว่า asset allocation มา คือ การจัดแจงประเภทของทรัพย์สินประเภทต่างๆ ให้อยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสมอยู่เสมอตามแผนที่วางไว้ จะสามารถนำความั่งคั่งมาให้เราได้ (เช่น เงินสด 10%, ฝากประจำ 20%, หุ้น 50%, กองทุนตราสารหนี้ 20% .. เลขพวกนี้ผมสมมุติขึ้นมา แต่ละคนอาจวางแผนไม่เหมือนกันก็ได้)
คำถามที่จะเกิดขึ้นมาทันทีเลยคือ 1). ตอนนี้พอร์ตของเรา มีความมั่งคั่งอยู่เท่าไหร่ 2). สัดส่วนเป็นแบบไหน เหมือนหรือต่างจากแผนไปแค่ไหน
หากเราไม่ได้ทำบัญชีส่วนบุคคลมาก่อน ซึ่งในตัวอย่างนี้เป็นส่วนของ งบดุล (เริ่มเป็นอะไรที่ล้ำไปกว่าบัญชีรายรับรายจ่ายแล้วน่ะครับ) เราจะตอบคำถามเหล่านั้นไม่ได้ และเมื่อเป็นเช่นนั้น การนำเทคนิคข้างต้นไปประยุกต์ใช้จริง ก็เกิดขึ้นไม่ได้ด้วย
;
;
;
สรุปอย่างสั้นที่สุดของบทนี้คือ
เราจะบริหารการเงินของตัวเองได้ยังไง ถ้าไม่รู้เรื่องการเงินของตัวเองเลย?
การทำบัญชีเท่านั้น ที่ทำให้รู้ว่าการเงินของตัวเองเป็นยังไง แล้วนั่นจะทำให้เราสามารถบริหารเงิน และความมั่งคั่งของเราได้
สิ่งนี้เป็น must คือ "ต้องทำ" เพราะมันเป็นรากฐาน เป็น platform ของทุกๆสิ่งที่จะนำไปสู่ความมั่งคั่งของเรา
ดังนั้น หากใครยังไม่ทำ ผมแนะนำว่าควรเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ เอาแค่แบบบัญชีรายรับจ่ายแบบเบสิก ที่เคยเรียนมากันก่อนก็ได้
แล้วลองศึกษาเพิ่มเติมจากเว็บที่สอนเรื่องนี้ เช่น http://www.a-academy.net/s02-personal-fin-statement/
(แต่บัญชีผมเองก็ไม่ทำเยอะถึงกับเป็นงบการเงินน่ะ เพราะรู้สึกเยอะไป :P เอาแค่เฉพาะที่จำเป็นต้องใช้จริงๆ เช่น รายรับรายจ่าย, งบดุล, และกองงบประมาณด้านต่างๆ ซึ่งทั้งหมดนั้นจะมีการตัดรอบบัญชีอยู่ 2 แบบคือ รายเดือน กับ รายปี และทุกการตัดรอบบัญชี จะมีการประเมินผลตัวผมเองว่า ความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นลดลงอย่างไร เราบริหารดีแค่ไหน รายจ่ายแต่ละประเภทเป็นยังไง ราวๆนี้)
และเมื่อคุณได้ลองทำๆบัญชีไปซักระยะ คุณจะอยากเติมนู่นเติมนี่ พัฒนามันขึ้นไปเรื่อยๆ ตามโจทย์ทางการเงินใหม่ๆที่มันเข้ามาในชีวิตคุณเอง
ซึ่งเครื่องมือที่ช่วยในการทำบัญชีนั้น ผมแนะนำพวก Microsoft Excel สำหรับงานนี้
หรือโปรแกรม spreadsheet อื่นๆ ที่คล้ายกัน อย่างพวก Open office calc ก็ได้
คุณจำเป็น ที่จะต้องมีทักษะการใช้โปรแกรม spreadsheet ในการช่วยทำบัญชีเหล่านี้ มันเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าแน่นอน พวกนักลงทุนต้นแบบที่เราเห็นๆกันตามทีวี ผมไม่เชื่อว่าจะมีคนไหนที่ยังทำบัญชีด้วยกระดาษอยู่ มันยุ่งยากมากและไม่ทันกินเอาซะเลย
สำหรับทักษะการใช้โปรแกรมพวกนี้ เราสามารถหาศึกษาได้จาก google หรือใน youtube ถ้าลองหาด้วยคำว่า "excel tutorial" ก็มีหลายคลิปที่สามารถศึกษาได้ทันที
โปรแกรม spreadsheet อื่นๆที่มีในตลาดตอนนี้ ส่วนใหญ่ วิธีใช้งานก็ถอดแบบมาจาก excel กันทั้งนั้น คุณสามารถศึกษา excel แต่ไปใช้โปรแกรมตัวอื่นก็ได้เช่นกันครับ
=============
พูดคุยกันท้ายตอน
ทีแรกผมคิดว่า จะไล่เรียงเนื้อหาในการอัพ blog ไปเรื่อยๆ แบบเรื่องต่อเรื่องต่อยอดไปตามลำดับ
แต่ดูท่าทางแล้ว กว่าจะไปถึงส่วนที่คนอยากจะอ่านจริงๆ พวกการลงทุนหุ้นต่างๆ ท่าทางจะนาน ก็ไม่รู้ว่าจะอัพแบบกระโดดไปมา ไม่เรียงลำดับ จะงงรึเปล่าน่ะ
บางครั้งก็อาจจะเห็นผมอัพอะไรที่มันเป็นไอเดียที่ผุดขึ้นมากับเหตุการณ์ช่วงนั้นๆแทน เป็นการเบรกออกจากโหมดวิชาการบ้าง หรือถ้าอยากรู้เรื่องไหนเป็นพิเศษก็ถามกันเข้ามาได้ครับ
เราทุกคนแน่นอนว่าต้องเคยเรียนวิธีทำบัญชีรายรับรายจ่ายกันมาแล้ว จากวิชาคณิตศาสตร์ในโรงเรียน เป็นการศึกษาภาคบังคับ ซึ่งนั่นถือเป็นข่าวดีอย่างนึง
แต่ข่าวร้ายคือ น้อยคนที่เอาไปใช้ในชีวิตจริงของตัวเอง
และถ้าตั้งเป้าจะเป็นคนรวยให้ได้แล้ว คุณจะพบอีกด้วยว่า ลำพังบัญชีรายรับรายจ่ายอย่างเดียวนั้น ยังไม่เพียงพอจะเอาไปใช้กับ เทคนิคการบริหารเงินเพื่อความมั่งคั่งต่างๆ ได้มากนัก คุณจำเป็นต้อง พัฒนาต่อยอดระบบบัญชีของคุณ ไปสู่ระดับสูงยิ่งกว่านั้น
ตัวอย่างเช่น
ถ้าเราตั้งเป้าออมเงินไปลงทุนให้ได้เดือนล่ะ 20% ของรายรับ โดยต้องหักไปออมทันที เหลือเท่าไหร่จึงเอาไปใช้จ่าย ตามสูตรที่หลายแห่งสอนกัน แต่ทันทีที่คิดจะทำ ความ "กังวล" ก็จะผุดขึ้นมาต่างๆ เช่น
- ออมขนาดนั้น แล้วจะเหลือพอใช้เหรอ ปกติก่อนเงินเดือนออกทีไรก็แกลบตลอด
- ถ้า 20% ไม่เหมาะกับเรา (อาจจะมากไป หรือ น้อยไป) แล้วเท่าไหร่ถึงจะเหมาะ
เพื่อจะข้ามปัญหานี้ไปได้และประยุกต์หลักการบริหารเงินข้างต้นได้สำเร็จ สิ่งที่เราต้องรู้ก่อนคือ 1). รายจ่ายประจำที่ จำเป็นจริงๆของเรา มีอะไรบ้าง 2). รายจ่ายประจำเหล่านั้น หักลบกับรายได้แล้ว เหลืออยู่กี่บาท โดยเฉลี่ย ( แนะนำว่าควรดูย้อนหลังซัก 6 เดือน จะได้ตัวเลขที่เหมาะกับความเป็นจริงของตัวเรา)
จะเห็นได้ว่า เป็นไปไม่ได้เลย ที่จะตอบคำถามพวกนี้ ถ้าเราไม่ทำบัญชีส่วนบุคคลของเราอย่างถูกต้อง และย้อนหลังเป็นเวลานานเพียงพอ
อีกตัวอย่างนึง
เราได้ยินหลักการบริหารทรัพย์สิน ที่เรียกว่า asset allocation มา คือ การจัดแจงประเภทของทรัพย์สินประเภทต่างๆ ให้อยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสมอยู่เสมอตามแผนที่วางไว้ จะสามารถนำความั่งคั่งมาให้เราได้ (เช่น เงินสด 10%, ฝากประจำ 20%, หุ้น 50%, กองทุนตราสารหนี้ 20% .. เลขพวกนี้ผมสมมุติขึ้นมา แต่ละคนอาจวางแผนไม่เหมือนกันก็ได้)
คำถามที่จะเกิดขึ้นมาทันทีเลยคือ 1). ตอนนี้พอร์ตของเรา มีความมั่งคั่งอยู่เท่าไหร่ 2). สัดส่วนเป็นแบบไหน เหมือนหรือต่างจากแผนไปแค่ไหน
หากเราไม่ได้ทำบัญชีส่วนบุคคลมาก่อน ซึ่งในตัวอย่างนี้เป็นส่วนของ งบดุล (เริ่มเป็นอะไรที่ล้ำไปกว่าบัญชีรายรับรายจ่ายแล้วน่ะครับ) เราจะตอบคำถามเหล่านั้นไม่ได้ และเมื่อเป็นเช่นนั้น การนำเทคนิคข้างต้นไปประยุกต์ใช้จริง ก็เกิดขึ้นไม่ได้ด้วย
;
;
;
สรุปอย่างสั้นที่สุดของบทนี้คือ
เราจะบริหารการเงินของตัวเองได้ยังไง ถ้าไม่รู้เรื่องการเงินของตัวเองเลย?
การทำบัญชีเท่านั้น ที่ทำให้รู้ว่าการเงินของตัวเองเป็นยังไง แล้วนั่นจะทำให้เราสามารถบริหารเงิน และความมั่งคั่งของเราได้
สิ่งนี้เป็น must คือ "ต้องทำ" เพราะมันเป็นรากฐาน เป็น platform ของทุกๆสิ่งที่จะนำไปสู่ความมั่งคั่งของเรา
ดังนั้น หากใครยังไม่ทำ ผมแนะนำว่าควรเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ เอาแค่แบบบัญชีรายรับจ่ายแบบเบสิก ที่เคยเรียนมากันก่อนก็ได้
แล้วลองศึกษาเพิ่มเติมจากเว็บที่สอนเรื่องนี้ เช่น http://www.a-academy.net/s02-personal-fin-statement/
(แต่บัญชีผมเองก็ไม่ทำเยอะถึงกับเป็นงบการเงินน่ะ เพราะรู้สึกเยอะไป :P เอาแค่เฉพาะที่จำเป็นต้องใช้จริงๆ เช่น รายรับรายจ่าย, งบดุล, และกองงบประมาณด้านต่างๆ ซึ่งทั้งหมดนั้นจะมีการตัดรอบบัญชีอยู่ 2 แบบคือ รายเดือน กับ รายปี และทุกการตัดรอบบัญชี จะมีการประเมินผลตัวผมเองว่า ความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นลดลงอย่างไร เราบริหารดีแค่ไหน รายจ่ายแต่ละประเภทเป็นยังไง ราวๆนี้)
และเมื่อคุณได้ลองทำๆบัญชีไปซักระยะ คุณจะอยากเติมนู่นเติมนี่ พัฒนามันขึ้นไปเรื่อยๆ ตามโจทย์ทางการเงินใหม่ๆที่มันเข้ามาในชีวิตคุณเอง
ซึ่งเครื่องมือที่ช่วยในการทำบัญชีนั้น ผมแนะนำพวก Microsoft Excel สำหรับงานนี้
หรือโปรแกรม spreadsheet อื่นๆ ที่คล้ายกัน อย่างพวก Open office calc ก็ได้
คุณจำเป็น ที่จะต้องมีทักษะการใช้โปรแกรม spreadsheet ในการช่วยทำบัญชีเหล่านี้ มันเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าแน่นอน พวกนักลงทุนต้นแบบที่เราเห็นๆกันตามทีวี ผมไม่เชื่อว่าจะมีคนไหนที่ยังทำบัญชีด้วยกระดาษอยู่ มันยุ่งยากมากและไม่ทันกินเอาซะเลย
สำหรับทักษะการใช้โปรแกรมพวกนี้ เราสามารถหาศึกษาได้จาก google หรือใน youtube ถ้าลองหาด้วยคำว่า "excel tutorial" ก็มีหลายคลิปที่สามารถศึกษาได้ทันที
โปรแกรม spreadsheet อื่นๆที่มีในตลาดตอนนี้ ส่วนใหญ่ วิธีใช้งานก็ถอดแบบมาจาก excel กันทั้งนั้น คุณสามารถศึกษา excel แต่ไปใช้โปรแกรมตัวอื่นก็ได้เช่นกันครับ
=============
พูดคุยกันท้ายตอน
ทีแรกผมคิดว่า จะไล่เรียงเนื้อหาในการอัพ blog ไปเรื่อยๆ แบบเรื่องต่อเรื่องต่อยอดไปตามลำดับ
แต่ดูท่าทางแล้ว กว่าจะไปถึงส่วนที่คนอยากจะอ่านจริงๆ พวกการลงทุนหุ้นต่างๆ ท่าทางจะนาน ก็ไม่รู้ว่าจะอัพแบบกระโดดไปมา ไม่เรียงลำดับ จะงงรึเปล่าน่ะ
บางครั้งก็อาจจะเห็นผมอัพอะไรที่มันเป็นไอเดียที่ผุดขึ้นมากับเหตุการณ์ช่วงนั้นๆแทน เป็นการเบรกออกจากโหมดวิชาการบ้าง หรือถ้าอยากรู้เรื่องไหนเป็นพิเศษก็ถามกันเข้ามาได้ครับ
ป้ายกำกับ:
การลงทุน,
งบการเงิน,
บัญชี,
วิธีการ,
หลักการ,
excel,
how to,
investment,
spreadsheet
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)