แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ DCA แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ DCA แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2560

เริ่มต้นวางแผนการเงินและการลงทุนยังไงดี สำหรับมือใหม่มากกก

เผอิญมีเพื่อนถามมา ว่าอยากลงทุนบ้างต้องทำไง ก็เลยตอบไป เลยสรุปมาเขียน blog ด้วยเลยละกัน

หลายๆคน เมื่อทำงานใช้ชีวิตไปซักพัก อาจจะมีสิ่งกระตุ้นไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เข้ามาในชีวิต ให้นึกได้ว่า จะทำงานหาเงินไปเรื่อย และใช้เงินไปเรื่อยๆ เดือนต่อเดือน โดยไม่มีแบบแผน คงไม่ได้แล้ว อาจจะนึกได้ว่า
- ถ้าอยู่ๆตกงานขึ้นมาจะทำยังไง
- ถ้าแก่จนทำงานหาเงินแบบเดิมไม่ได้แล้ว จะเอาเงินที่ไหนมาดูแลชีวิตที่เหลืออยู่
- เจ็บป่วยทำงานไม่ได้ขึ้นมาจะทำยังไง
- พ่อแม่ จะดูแลท่านยังไง
- ไม่อยากทำงานงกๆจนตายโดยไม่ได้ออกไปใช้ชีวิตแบบที่อยาก (เช่น ไปท่องโลก, ทำธุรกิจส่วนตัว, ทำงานในฝัน)
- ฯลฯ

เราก็จะเริ่มมีความคิดว่า ไม่ได้ละ ต้องเตรียมตัวให้พร้อมรับมือกับโจทย์พวกนั้น
ความคิดง่ายๆคือ "ถ้าเรารวย มีเงินมาก" ก็จะรับมือปัญหาพวกนั้นได้เกือบทั้งหมด (อย่างน้อยก็ดีกว่าต้องรับมือแบบไม่มีเงินแน่นอน และดีกว่ามากๆด้วย)

ถ้าเรากล้าตั้งเป้าว่า "ชั้นจะต้องรวยให้ได้" แล้วละก็
คำถามต่อไปคือ แล้วทำยังไงถึงจะรวยหล่ะ ?

จริงๆหนังสือเรื่องการสร้างเนื้อสร้างตัว เสริมความรู้ทางการเงิน หรือสอนเรื่องวางแผนการเงิน ในท้องตลาด มีเยอะ ยิ่งกว่านั้น เดี๋ยวนี้ก็มี facebook page หรือ blog ที่เขียนไว้เกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ทั่วไป search เจอในเน็ตได้เต็มไปหมด

แต่บางทีมันก็ ... เยอะเกินไป จนจับต้นชนปลายไม่ได้ ว่าจะเริ่มยังไงดี !!

ถ้าจะให้เข้าถึงปรัชญาเรื่องนี้อย่างถึงหัวจิตหัวใจไม่มีวันลืม ก็สามารถลองไล่เรียงออกมาจาก "เป้าหมายชีวิต" ของเราก็ได้ เชื่อว่าทุกเป้าหมายมันต้องมี condition เรื่องเกี่ยวกับเงินอยู่แน่ๆ ว่ามีความจำเป็นทางการเงินยังไงถึงจะรองรับหรือไปถึงเป้าหมายพวกนั้นได้

ยังไงก็ดี ผมคงไม่พูดถึงวิธีตั้งเป้าหมายชีวิตในนี้ เดี๋ยวยาวไป lol กูรู (ทั้งจริงและไม่จริง) เรื่องนี้มีเยอะแยะ
ถ้าให้นึกชื่อ ผมนึกถึงคุณ บัณฑิต อึ้งรังสี (หลายคนอาจจะหมั่นไส้พี่แก แต่ถ้าแยกเรื่องความหมั่นไส้ส่วนตัว ออกจากเนื้อหาที่เขาสอนได้ เนื้อหาเขามีประโยชน์มากนะ) เป็นอันที่ย่อยง่ายสุดละ
อีกคนที่ผมรู้จักส่วนตัวคือพี่ รุตม์ (เจ้าของเพจ Anontawong's Musings : https://web.facebook.com/anontawongblog/ ) ที่ผมเคยทำกิจกรรมด้วยตอนทำงานบริษัทเดียวกัน ก็สรุปได้เข้าใจง่ายเช่นเดียวกัน

งั้นข้ามเรื่องวิธีตั้งเป้าหมายชีวิตไป สมมุติว่าเรามีอยู่แล้วเรียบร้อยละกัน
พอมีเป้าหมายแล้ว รู้แล้วว่าตัวเองมีความต้องการทางการเงินแบบไหน

แล้วไงต่อ?

ก็คงต้องทำยังไงก็ได้ให้ระบบการเงินเรามันเป็นไปตามเป้าหมายนั้น ซึ่งจริงๆมันจะต่างกันแค่รายละเอียดปลีกย่อย แต่ภาพใหญ่จะเหมือนกันคือ
"อิสระภาพทางการเงิน"

เดี๋ยวก่อนผมไม่ได้มาขายตรงหาดาวไลน์ ^^! (เคยเจอเพื่อนหลอกเข้าไปผมก็ไม่ชอบเหมือนกัน)
อันที่จริงคำนี้มันเป็นไฟลท์บังคับ ที่ทุกคนต้องไปให้ถึง อย่างน้อยก็ก่อนที่เราจะเข้าวัยเกษียณ ที่เริ่มทำงานหาเงินงกๆไม่ไหวแล้ว
แต่มันก็ดีกว่ามาก ถ้าเราไปถึงมันให้ได้ก่อนเกษียณ ก็ขึ้นกับเป้าหมายของแต่ละคนแหละนะ

อิสระภาพทางการเงินของแต่ละคน อาจจะต่างกันในเรื่อง
- วิธีการ และ
- ขนาด
แต่นิยามที่ตรงกันคือ "ภาวะที่ไม่ต้องกังวลเรื่องที่ว่าจะมีงาน(ที่มีเงิน) ให้ทำประจำหรือไม่อีกต่อไป เพราะว่า รายจ่ายประจำของเรา น้อยกว่ารายรับแบบ passive ที่เราสร้างได้จากระบบทางการเงินที่วางไว้"

คุญบอย วิสูตร แสงอรุณเลิศ , นักเขียนชื่อดัง สรุปเอาไว้ง่ายๆ และผมก็เห็นด้วย ไว้ตามนี้คือ
- หาเงินเก่ง << ทำงานแลกเงินครับ เป็น active income
- เก็บเงินอยู่ << ใช้จ่ายมีเหตุมีผล และเท่าที่จำเป็นจริงๆ จะทำให้รายจ่ายเราไม่เกินรายรับ ที่เราจะหาได้
- รู้ช่องลงทุน << ไอ้นี่ทำให้มี passive income

ตามหลักของคิโยซากิ (คนเขียนหนังสือพ่อรวยสอนลูก) ก็ได้ เรื่อง เงิน 4 ด้าน
ซึ่งสรุปว่า ช่องทางหาเงินคนเรามี 4 ประเภทใหญ่ๆ แต่ด้านที่ให้ passive income ได้ มีแค่การลงทุน (I) หรือทำธุรกิจ (B) เท่านั้น และนั่นเป็นสิ่งที่เราต้องหมั่นสะสมให้มากขึ้นจนไปถึงอิสระภาพทางการเงินได้ในที่สุด

กลับไปที่เรื่อง อิสระภาพทางการเงิน ว่าด้วยเรื่อง วิธีการ และ ขนาด
เรื่อง "วิธีการ" นี่ ผมจะอธิบายแค่เรื่องการบริหารเงินและลงทุนแบบภาพกว้างในก่อนละกัน
ส่วนเรื่อง "ขนาด" นอกจากจะโดนกำหนดจากเป้าหมายชีวิตที่คุณตั้งเอาไว้แล้ว คุณจะได้จากการวิเคราะห์ งบการเงิน หรือ บัญชีรายรับรายจ่ายของตัวเอง
ที่ทำมานานมากพอ (ซัก 6 เดือน) เพื่อหาคำตอบว่า
- รายจ่ายแต่ละเดือนเรา มีรายจ่ายประจำจริงๆเท่าไหร่
- รายรับมีเท่าไหร่
- รายจ่ายที่ไม่ประจำมีเท่าไหร่
- อะไรจำเป็น อะไรไม่จำเป็น
- ฯลฯ
ซึ่งตัวเลขพวกนี้จะช่วยในการวางแผนได้ต่อไป (ตั้งนั้น บัญชีรายรับรายจ่าย เป็นสิ่งขาดไม่ได้นะ)

ซึ่งนั่นจะตอบคำตามเรื่อง "ขนาด" ของอิสระภาพทางการเงินเราได้ ว่าต้องมี passive income ระดับไหนถึงจะจัดว่าเริ่มมี อิสระภาพทางการเงินในเบื้องต้นแล้ว

กลับมาเรื่องวิธีการบริหารเงินและการลงทุนส่วนบุคคลกัน
เราจะข้ามเรื่องวิธีทำบัญชีรายรับรายจ่าย และงบดุล ส่วนบุคคลไป เพราะน่าจะรู้กันแล้ว (ไม่งั้นมันจะยาวไปกะบทความนี้)

สำหรับคนๆนึง อาจจะลอง จำแนกเงินที่มีี ออกได้เป็นส่วนต่างๆได้ตามต่อไปนี้ (แบ่งตามวัตถุประสงค์การใช้เงิน)

1. ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
2. ใช้จ่ายเฉพาะกิจ (แบ่งเป็นกองงบประมาณด้านต่างๆ)
- - เพื่อการให้
- - เพื่อเล่น
- - self improvement
- - ซื้อของใหญ่ของแพง (ที่จำเป็น เป็นครั้งๆ เช่น คอม, มือถือ, รถ, บ้านฯลฯ )
- - งบฉุกเฉิน (ค่ารักษาพยาบาล หรือสำรองใช้ยามว่างงาน 6 เดือน)
3. ออม/ลงทุน
- - active investment (พวกเราซื้อขายในตลาดเองได้โดยตรง เช่น หุ้น)
- - - เงินสด
- - - สินทรัพย์ต่างๆ (หุ้นที่มีในพอร์ต)
- - passive investment (พวกกองทุนรวม)
- - - เงินสด
- - - สินทรัพย์ต่างๆ (กองทุนที่มีในพอร์ต)

คุณอาจจะเคยเห็น นักวางแผนการเงินในทีวี มักจะให้สัดส่วนคร่าวๆมาว่า ควรมีเงินเท่าไหร่ ลงทุนหุ้นเท่าไหร่ ตราสารหนี้เท่าไหร่ ฯลฯ อันนั้นก็เป็นเรื่องเดียวกับที่ผมว่าไปแต่รายละเอียดน้อยกว่า และเป็นแบบสูตรสำเร็จรูป

แต่ผมอยากบอกว่า

สัดส่วนที่เหมาะสมแต่ละส่วน สำหรับแต่ละคน อาจจะไม่ต้องเป็นตามนั้นเป๊ะๆ
วิธีคิดคือ เราจะกันส่วนเพื่อการใช้จ่ายเป็น priority แรก แล้วดูว่าส่วนที่เหลือมีเท่าไหร่ ค่อยมาแบ่งสัดส่วนพอร์ตลงทุนอื่นๆตามลำดับ (ที่ผมแจกแจงไปนั่นแหละ)
โดยอ้างอิงจากผลการวิเคราะห์ บัญชีรายรับรายจ่ายย้อนหลัง 6 เดือนของเรา ที่ว่าไปก่อนหน้านี้ มาช่วยกำหนดสัดส่วนที่เหมาะสม

NOTE1: ว่าด้วยเรื่อง รายจ่ายเฉพาะกิจ หรือกองงบประมาณ ไม่ได้จำเป็นว่าต้องจัดให้มีงบเพียงพอตั้งแต่เริ่มต้น แต่ผมใช้วิธีค่อยๆออมเข้าไปในแต่ละกอง เช่น สมมุติเงินเดือนได้มา 3 หมื่น อาจจะแบ่ง 4% แบ่งออมลงไปในแต่ละกอง (5 กอง รวมกันก็ 20% เป็นต้น)

NOTE2 : รายจ่ายที่แบ่งไปลงทุน ให้คำนวณว่าเหลือเวลาอีกกี่ปีที่เรายังทำงานได้อยู่ก่อนเกษียณ แล้วหลังเกษียณเราต้องใช้จ่ายเงินแต่ละเดือนเท่าไหร่ (อย่าลืมคิดเงินเฟ้อด้วย) สัดส่วนที่เราแบ่งไปลงทุน ต้องมากพอจะทำให้เกิด passive income ที่จะใช้ชีวิตหลังเกษียณได้เป็นอย่างน้อย (แต่อยากเร็วกว่านั้นก็ได้ ก็ลองวางแผนดู)

NOTE3 : แต่ถ้าแบ่งออกมาแล้วพบว่า ไม่สามารถเตรียมเงินไว้ได้พอใช้ สำหรับรายจ่าย (ทั้งแบบประจำ และแบบเฉพาะกิจ) ก็ต้องหาทางพัฒนาตัวเองในทางด้านอาชีพการเงิน เพื่อจะได้มีรายได้ที่สูงขึ้นเพียงพอ หรือตัดลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นจริงๆให้น้อยลงให้มากที่สุด เพื่อให้ได้ตัวเลขที่ดูสมเหตุสมผล เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของเราได้นะ
;
;
ทีนี้มาดูเฉพาะส่วนของการลงทุนกัน

สำหรับผม สัดส่วนระหว่างพอร์ต passive กับ active ผมจะไม่เอามาคิดรวมกัน (แต่ตอนเริ่มออกตัวจะแบ่งให้มีขนาดเท่าๆกัน) เพื่อทดลองดูว่าพอร์ตไหนผลตอบแทนดีกว่าภายใต้ฝีมือเรา


พอร์ตการลงทุนแบบ active ผมก็ค่อนข้าง free style
คือถ้าวิเคราะห์เจอหุ้นดีๆ (เราเป็นพวกสไตล์ VI) ก็ซื้อไปแบบกะคร่าวๆ ว่าควรมีหุ้นในพอร์ตกระจายความเสี่ยงกันหน่อยซัก 4-5 ตัว ไม่ควรถือตัวไหนตัวเดียวเยอะเกินไป

พอร์ตแบบ passive ผม จริงๆแนะนำให้ลงแบบ DCA ทะยอยลงไปแต่ละเดือนเท่าๆกัน จะปลอดภัยกว่า
แต่ตอนนี้ผมไม่มีเงินเดือน ผมก็เลยปรับพอร์ตแบบง่ายๆไปเลยคือ แบ่งลงกองทุนรวมหุ้น ตปท. ที่เราคิดว่าเศรษฐกิจมั่นคงพอและ p/e ปานกลางถึงต่ำ ประเทศละเท่าๆกันไป ซัก 3 ประเทศ (ไทย, เมกา, จีน) และลงตราสารหนี้นิดหน่อย และเหลือเงินสดไว้เป้นสภาพคล่องนิดนึง
แล้วผมก็คิดว่าจะทำ portfolio rebalancing ทุก 6 เดือน สำหรับพอร์ตแบบ passive อันนี้
บันทึกเวลาลงปฏิทินไปเลย ให้มันเตือนเมื่อถึงเวลา ตอนนี้ก็ลืมๆมันไปเลย lol

จริงๆถ้าไม่ค่อยมีเวลามาก บางคนก็ทำแต่พอร์ต passive อย่างเดียวเลยก็มี
ผมเองก็ ลองนู่นลองนี่เยอะไปหน่อย ภาระการทำบัญชีเลยหนักมาก lol นี่ดองไว้เยอะอยู่ ขนาดว่าใช้ความสามารถใน MS-excel ช่วยเบาแรงแล้ว

ก็เดี๋ยวผลเป็นไงจะมาเล่าอีกทีละกันครับ
แต่อ่านมาถึงตรงนี้ น่าจะพอได้ไอเดีย วิธีคิด กลับไปประยุกต์กับโจทย์ชีวิตของตัวเองได้บ้างแล้วนะ :)

======== ภาคผนวก ===========
ข้อมูลแต่ละกองทุน เดี๋ยวนี้ดูเว็บ wealthmagik ง่ายดี
ซึ่งมีแต่พวก fact เราต้องมาคิดวิเคราะห์ต่อเอง

สำหรับการลงทุน กองทุนรวม ผมมีหลักง่ายๆให้คือ
- เหมาะกับการลงทุนสไตล์ passive เท่านั้น (DCA ไปรายเดือน) ไม่เหมาะกับการเทรดเพราะตอบสนองคำสั่งเราช้าไป
- เลือกกองทุนพวกกองทุนดัชนี จะดีกว่ากองทุน active (ซึ่งค่าทำเนียมแพงและผลตอบแทนไม่ดีเท่ากองทุนดัชนี)

นอกนั้นคือเลือกประเภทสินทรัพย์ที่กองทุนนั้นๆไปลงทุนให้ถูก จัดสัดส่วนให้ดี แล้วมาทำ portfolio rebalancing ทุก 6 เดือน

บางคนอยากเล่นหุ้นกู้ อันนี้ผมไม่รู้เรื่องเลย lol
ดังนั้นผมเอง หุ้นกู้ ก็เล่นผ่านกองทุนรวม ประเภทตราสารหนี้เอา
หุ้นกู้ กับ พันธบัตรรัฐบาล ล้วนแต่เป็น ตราสารหนี้ทั้งคู่

อ่อ กองทุนรวมประเภทหุ้น และเป็นกองทุนดัชนี ก่อนลงทุนให้สำรวจค่า p/e ตลาดหุ้นนั้นๆที่มันไปลงทุนด้วย ว่าไม่ควรแพงเกินไป (ดูเทียบกับประเทศอื่นๆ ก็ได้) และเป็นตลาดหุ้นประเทศที่เศรษฐกิจมั่นคงดีหน่อยนะ
วิธีหาข้อมูล ก็ลอง google คำว่า "global pe ratio" อาจจะมีบางเว็บทุกสรุปไว้ (แต่ข้อมูลมันจะอัพเดทช้าหน่อยคืออาจจะปีนึงอัพ 2 ครั้ง สรุปภาพใหญ่ๆ)

วันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2559

เล่นหุ้น VI (อาจจะ) ปลอดภัยกว่าซื้อกองทุน passive

ผมเพิ่งตระหนักว่า การเลือกหุ้นด้วยตัวเอง ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลงบการเงินและปัจจัยพื้นฐานนั้น เราสามารถ เข้าใจธุรกิจของมัน ได้ง่ายกว่าการพยายามเข้าใจเศรษฐกิจภาพรวมของทั้งประเทศ หรือของโลก มากๆ

และอะไรที่เราเข้าใจมันได้มากกว่า ย่อมมีความเสี่ยงต่ำกว่า สิ่งที่เราเข้าใจมันได้น้อย
จึงเกิดความคิดว่า บางที การเล่นหุ้นแบบ vi นั้นอาจจะปลอดภัยกว่าซื้อกองทุนแบบ passive ก็เป็นได้

แม้ว่ากูรูด้านการลงทุนของโลกอย่าง บัฟเฟตฯ หรือเทรนการเรียนการสอนของสถาบันการด้านการเงิน (ซึ่งหลักๆเป็นสาย passive investment) จะบอกว่าการ DCA กองทุนหุ้นดัชนี เป็นสิ่งที่ดีและปลอดภัยสำหรับ คนทั่วไปที่ไม่มีความรู้และเวลาในการลงทุนมากนัก ก็ตาม

แต่การ DCA กองทุนหุ้นดัชนี ก็มีข้อควรระวัง ที่อาจเป็นกับดักสำหรับนักลงทุนได้เหมือนกัน (ไม่เชื่อลองไปดูดัชนีย้อนหลังของตลาดญี่ปุ่น เป็นอุทาหรณ์)

เหตุผลก็คือ DCA จะได้ผลดี ถ้า
- ตลาดค่อนข้างเป็นตลาดที่พัฒนาแล้ว หรือที่เรียกว่าตลาดมีประสิทธิภาพ
- *ประเทศนั้นเศรษฐกิจเติบโตดี ในระยะยาว และ
- *เราเริ่ม DCA ณ ตอนที่ดัชนีของตลาดโดยรวมนั้น ราคาไม่แพง

เงื่อนไขที่ดูจะ ตรวจสอบหรือยืนยันผลได้ยาก ในโลกความเป็นจริงนั้นคือ สองข้อหลัง

การประเมินหุ้นตัวนึงๆว่ายากแล้ว การประเมินภาพรวมของทั้งดัชนี หรือประเทศนั้น ยิ่งเป็นเรื่องยากกว่า ทั้งในแง่มุมของเทรนการเติบโต และความถูกแพง

เพราะแทนที่เราจะมี งบการเงิน และโมเดลธุรกิจแต่ละตัวให้พิจารณา เราต้องมาดูภาพรวมเศรษฐกิจทั้งประเทศซึ่งประกอบกันขึ้นมาจากธุรกิจหลากหลายรูปแบบ

ซึ่งต่อให้มืออาชีพอย่างนักวิเคราะห์ หรือแบงก์ชาติ ก็ยังคาดการณ์อนาคตแบบนี้ถูกบ้างผิดบ้าง ยิ่งถ้ามองระยะยาวก็ยิ่งใกล้เคียงกับการเดาเข้าไปอีก (เราถึงได้ยินข่าว นักวิเคราะห์ หรือ แบงก์ชาติ ออกมาปรับประมาณการเรื่องเศรษฐกิจกันบ่อยๆ ตลอดทั้งปี)

ผมเองเคยคิดว่าเรื่องนี้น่าจะง่ายอย่างการเอาเทรนด์ของ GDP ย้อนหลังหลายๆปีมาพิจารณา แต่ก็พบว่า ความเกี่ยวข้องกันของ GDP กับ ดัชนีตลาดหุ้น นั้นต่ำมาก คือเราไม่สามารถใช้สถิติของ GDP ย้อนหลัง มาคาดการณ์ดัชนีของตลาดหุ้นได้ว่ามันจะขึ้นหรือลง
(มีคนพยายามอธิบายเหตุผลนี้ไว้ที่นี่ http://www.forbes.com/sites/jerrybowyer/2013/04/21/does-gdp-growth-predict-the-direction-of-stocks/#10bdf1e54f13 )

นอกจากนั้น ปัจจัยที่เกี่ยวข้องก็ไม่ได้มีแต่การเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศนั้นๆเพียงอย่างเดียว มาถึงยุคนี้ ปัจจัยจาก ต่างประเทศ ซึ่งส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของ fund flow ก็เริ่มมีผลอย่างมากกับตลาดการลงทุนแบบต่างๆ
แล้วไอ้การเคลื่อนไหวของ fund flow ส่วนใหญ่ก็จะเป็นผลมาจาก นโยบายที่เปลี่ยนไปของแบงก์ชาติประเทศใหญ่ๆ เช่น US, EU, จีน ฯลฯ คือพอพวกนี้ออกข่าวที ก็มีผลกระทบโดยทันที ไปทีนึง จากประสบการณ์ในตลาดทองของผมในอดีต การพยายามคาดเดาว่าคนพวกนี้จะออกมาพูดอะไร ผมคิดว่าค่อนข้างเสียเวลาเปล่า มันแทบไม่ต่างกับการเดาสุ่มเท่าไหร่
คือ พวกเขาจะออกข่าวร้ายสลับข่าวดี เหวี่ยงตลาดไปๆมาๆ หลายรอบ กว่าบทสรุปสุดท้ายจะออกมา
นี่ถ้าพวกเขามีเล่นทริกนิดหน่อยแล้วมีผลประโยชน์ทับซ้อนแฝงอยู่ ก็คงเป็นการ "เล่นรอบ" ทำกำไรกันไปได้มากโขเลยทีเดียว (แต่โดยหลักการแล้ว กฏหมายประเทศต่างๆ จะควบคุมคนพวกนี้ไม่ให้มีผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างเคร่งครัด .... มั้ง :v )

นอกจากนั้นในประเด็นเรื่องความถูกแพง เดิมผมคิดว่าตลาดหุ้นประเทศอื่นๆจะเข้าถึงข้อมูลอย่าง p/e และ p/bv เฉลี่ยของตลาดได้ง่ายๆเหมือนตลาดหุ้นเมืองไทย แต่ก็พบว่าผมคิดผิด มันเป็นข้อมูลที่หาได้ยาก ราวกับว่าตลาดหลักทรัพย์ของประเทศนั้นๆเอง ไม่อยากให้คนทั่วไปเข้าถึงเรื่องนี้ได้

กลับมาดูที่พอร์ตตัวเอง ผมแบ่งการลงทุนในหุ้นออกเป็นสองส่วนใหญ่ๆ
ครึ่งนึงเป็นการลงทุนผ่านกองทุนรวม อีกครึ่งนึงเป็นการเลือกหุ้นเพื่อลงทุนด้วยตัวเอง

กองทุนรวมหุ้นส่วนใหญ่ของผมนั้น เป็นกองทุนที่ลงทุนภายในประเทศ แต่ตอนนี้ดัชนีของตลาดหุ้นบ้านเราก็เข้าข่ายตลาดที่แพง เดิมคิดว่าจะย้ายไป DCA ประเทศอื่นบ้าง แต่ก็ยังหาที่ลงไม่ได้ง่ายเท่าไหร่ จากเหตุผลที่เล่าไปข้างต้น

ตลาดหุ้นที่รู้ว่า p/e ตอนนี้ต่ำมาก และเป็นพี่ใหญ่ของโลกด้านเศรษฐกิจ มีเห็นชัดอันนึงคือจีน แต่ผมอยากได้ตัวเลือกอื่นเพิ่มด้วยอีกซัก 1-2 ตัว มากระจายความเสี่ยงกันหน่อย แต่ยังหาไม่ค่อยจะได้เลย

บางที ผมน่าจะกลับไปหาหุ้นเป็นตัวๆ กองทุนอสังหาที่ปันผลสูง หรือตราสารหนี้ระยะสั้น เป็นทางเลือกเสริม แทนที่จะติดอยู่กับการสร้างพอร์ตตามสัดส่วนที่ออกแบบไว้แต่เดิม น่าจะดีกว่าใช้เวลาทั้งหมดไป กับการพยายามหากองทุนหุ้นดัชนีดีๆในต่างประเทศ แต่ไม่ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจกลับมาเลย เป็นแผนสำรองในสภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกหาที่ลงทุนใหม่ๆได้ยากอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้

วันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2559

ทบทวนประสบการณ์การลงทุนปี 2015 ของโผม

เหตุการณ์สำคัญของผมในปี 2015 พอจะรวมได้คร่าวๆดังนี้

1. ขายหุ้นที่ถือมานาน (ผูกพันธ์) 2 ตัว
ตัวแรกคือ MBK ตัวนี้ถือมาตั้งแต่เริ่มเล่นหุ้นใหม่ๆ และเป็นหุ้นตัวเดียวที่ซื้อตามมาร์แล้วดันได้กำไร ซึ่งเหตุผลตอนซื้อนั้นมีแค่ P/BV ที่ต่ำราว 1 นิดๆ และความคิดว่า เราก็เห็นห้าง MBK มานาน คนเดินเยอะ ซื้อไว้ก็ไม่เสียหาย (ย้อนกลับไปดูแล้วก็จะเห็นว่า เหตุผลที่ซื้อนั้น ค่อนข้าง ไม่รัดกุมเอามากๆ ตามประสาเม่าฝึกหัดสมัยนั้น) หลังจากถือมาแล้วก็ค่อยๆศึกษามันไปว่า มันมีธุรกิจอะไรบ้าง ก็ค่อยๆอินกับมันมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนั้นมันยังดูแลผู้ถือหุ้นดีด้วยน่ะ คือมีการส่งแผ่นพับที่อัพเดทความเป็นไปของบริษัทมาประมาณปีละ 2-3 ฉบับ แถมมีบัตรสมาชิก MBK เอาไว้ใช้อภิสิทธิ์ได้หลายอย่างในห้างนั้นด้วย (แต่ผมยังไม่เคยใช้เลยแม้แต่ครั้งเดียว 55) หลังจากซื้อไปไม่กี่เดือน ราคาก็กระโดดอย่างมีนัยสำคัญจริงๆ เกือบ 40% ของราคาทุน และมันก็อยู่แถวๆนั้นไม่ไปไหนต่อกันมาราว 2 ปี
ส่วนเหตุผลที่ขายนั้น ก็คือมีวันนึง ราคามันพุ่งไปแรงมาก จนผิดสังเกต ทั้งที่ไม่มีข่าวอะไรพิเศษ ณ ตอนนั้น ประกอบกับเรามาดูย้อนหลังก็เห็นว่า การเติบโตของ ปันผล ที่เราได้รับ อยู่ในระดับที่ช้าไปหน่อย แถมมีแววจะชะลออีกต่างหาก เพราะเป็นช่วงที่ไทยกำลังมีปัญหาเงินฝืดอยู่ ซึ่งจะกระทบกับหุ้นตัวนี้ได้มาก และราคาตลาด ณ ตอนนั้น หากเทียบกับราคาพื้นฐานที่ประเมินเอาไว้ ก็เกินไปค่อนข้างมาก หากเรากลับมาดูหลักการขายหุ้นของ VI นั้น นี่เป็นโอกาสดีที่จะขาย จึงตัดสินใจขายไป แม้จะยังผูกพันธ์กะมันอยู่ แต่เราไม่ควรเอาอารมณ์มาอยู่เหนือเหตุผลในเรื่องการลงทุน

ตัวที่สองคือ INTUCH ตัวนี้เห็นหุ้นที่ผมซื้อจากผลการประเมินของตัวเองครั้งแรกๆเลยโดยไม่ได้พึ่งมาร์ โดยดูจากความสม่ำเสมอของผลกำไรย้อนหลัง และ Yield ปันผลยังน่าพอใจมากอีกด้วย ณ ราคาตลาดตอนนั้น และมันก็ไม่ทำให้ผมผิดหวัง เพราะราคามันก็วิ่งไปเยอะหลังจากนั้น แถมผมยังได้ปันผลที่น่าพอใจเรื่อยๆอีกตะหาก
จุดเปลี่ยนมาก็ตอนที่ เสร็จสิ้นการประมูล 4G รอบแรกเมื่อราวเดือน ต.ค. 2558 ที่ผ่านมา เมื่อรู้ผลการประมูล แล้วพบว่าประมูลกันราคาสูงมาก การหาเงินมาโปะตรงนี้คงยากทีเดียว โดยไม่กระทบกับการปันผลให้ได้ในระดับเดียวกันกับปีที่แล้วมา อีกทั้งผมสัมผัสได้ถึงความ ดุเดือด เกินไปของตลาดนี้ และสิ่งที่เป็น input ของธุรกิจอย่าง กรรมสิทธิ์ในคลื่นความถี่ ที่คล้ายกับเป็นสัมปทาน แบบนึง ต้องมาแก่งแย่งกันกินแย่งกันใช้แบบหน้ามืดขนาดนี้ มันแปลว่าโอกาสที่เหล่าธุรกิจสื่อสารจะเติบโตต่อไปได้อีกนั้นค่อนข้างเป็นเรื่องยากแล้ว แถมยังต้องทำสงครามราคากับค่ายอื่นๆอีก, โดยส่วนตัวคิดว่าธุรกิจที่ดีนั้น ต้องเป็นธุรกิจที่มีช่องทางให้โตได้ และต้องเป็นผู้สร้างสรรค์ มากกว่าผู้แข่งขันที่ต้องอยู่สภาพแวดล้อมทีต้องแก่งแย่งทรัพยากรบางอย่างกันอย่างน่าสงสารแบบนี้ ดังนั้น ผมจึงตัดสินใจขายไปทั้งหมด (และก็พบว่าเราคิดถูก เมื่อการประมูล 4G รอบที่ 2 จบลงพร้อมกับราคาหุ้นกลุ่มสื่อสารทั้งหมดกลับมาดิ่งเหวกันส่งท้ายปี 2015 อย่างโหดร้าย)

จริงๆมีหุ้นตัวอื่นที่ขายออกไปในปี 2015 นี้ด้วย แต่ไม่ได้มีประเด็นน่าสนใจเหมือนสองตัวที่ว่าไปข้างต้น ก็ขอข้ามๆไปล่ะกันครับ

2. ทำความเข้าใจและทดลองใช้ Turtle trading กับกองทุน น้ำมัน
ช่วงต้นปี มีน้องในที่ทำงานเดียวกันคนนึง ซึ่งกำลังหัดลงทุนและไฟกำลังแรง ได้มาชวนดูกองทุนน้ำมัน โดยมีความเห็นกันว่า จุดนี้น่าจะเป็นจุดต่ำสุดของน้ำมันกันแล้ว สินค้าโภคภัณฑ์แบบนี้ ต้องกลับมาโดดขึ้นแน่นอน พร้อมกับได้ ถกและวิเคราะห์กันไปในเรื่องนี้พอควรจนผมก็คล้อยตามไปด้วย แม้จะยังกังวลว่านี่ไม่ใช่รูปแบบการลงทุนที่เราถนัด (ผมเคย fail จากตลาดทองมาก่อน สมัยเป็นเม่า) แต่ก็มีอารมณ์อยากลองวิชา Turtle trading ที่ก็ได้ศึกษาและทำความเข้าใจอยู่พอดี
อย่ากระนั้นเลย ก็ลองใช้ซะ ว่ามันจะเป็นยังไง
ผลที่ได้นั้น ค่อนข้างน่าพอใจกับระบบ Turtle trading ที่เดียว และยืนยันว่าระบบนี้คือต้นแบบที่เหมาะกับการศึกษาหากใครอยากเป็นสาย trading จริงๆ
สุดท้าย ผมก็เสียค่าครูให้สนามนี้ไปอ่ะน่ะ (ขาดทุน) เคราะห์ดีว่าเงินก้อนที่มาลงนั้นปริมาณไม่เยอะมากนัก
ข้อคิดที่ได้จากการทดลองนี้คือ
- การใช้ระบบ trading กับกองทุนรวมที่มีความผันผวนนั้น ไม่ควรอย่างยิ่ง เหตุผลก็คือ กองทุนรวมนั้น ตอบสนองต่อการสั่งซื้อขายของเราช้าเกินไป ระบบดีแค่ไหนก็ไม่รอดครับ, แต่ กองทุนรวมนั้น เหมาะกับ passive investment ที่สุด (ซื้อทุกเดือนแบบ DCA ไป) แต่ต้องเป็นกองทุนหุ้นดัชนีเท่านั้น พวกสินค้าโภคภัณฑ์ จะเล่นต้องเป็นสนามที่เรา trading ได้ คือเราเป็นคนสั่งซื้อขายเองได้ และผลการซื้อขายนั้นก็เกิดขึ้นโดยตรงทันที เท่านั้นครับ
- ถ้ายังเป็นมนุษย์เงินเดือนอยู่ ก็ไม่เหมาะจะเล่นแนว trading ครับ มันรบกวนการทำงานมากทีเดียว บางคนอาจจะทำได้น่ะ แต่จากการที่ผมทดลองกับตัวเอง รู้สึกไม่ peaceful กับแนวทางนี้ คือมันทำให้ชีวิตไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่น่ะ ผมชอบการลงทุนแบบมีความสงบสุขในจิตใจมากกว่า

3. หุ้นใหม่ๆ นั้นหายากมาก
ผมพยายามค้นหาหุ้นใหม่อยู่เรื่อยๆ แต่แทบไม่เจอตัวที่ผ่านเกณฑ์เลย แถมในภาพรวมหุ้นยังตกตลาดหดอีก ซึ่งนั่นทำให้พอร์ตรวมของผม ส่วนที่เป็นหุ้นก็หดลงไปมาก กลายเป็นมีสัดส่วนของเงินสดมากกว่าหุ้นมาก แต่การที่หาหุ้นผ่านเกณฑ์ไม่ได้ นั่นไม่ใช่เหตุผลที่เราจะอลุ่มอะล่วยในหลักการเลือกซื้อหุ้นซะด้วย การลดมาตรฐานในการคัดกรองหุ้นลง เพื่อให้พอซื้อหุ้นได้บ้าง นั้นอาจเป็นอันตรายมากกว่าจะได้ประโยชน์
แต่สุดท้ายผมก็เลือกหุ้นเข้าพอร์ตมา 2 ตัว (ไม่ต้องหลังไมค์มาน่ะครับ ผมไม่ใบ้หุ้นครับ ^^! ) ซึ่งเป็นหุ้นคุณภาพกลางๆ และราคาค่อนไปทางถูก ปันผลค่อนข้าง ok ก็รอดูว่าจะเป็นไงต่อไปครับ

ปล. อัพเดท ณ มี.ค. 59 , วันนี้มันทั้งคู่ก็ลบไปเกือบ 10% ละครับ ฮาๆ นี่ไงเลยไม่บอกหุ้นใครเดี๋ยวจะมาว่าผมทีหลัง (ผมไม่มีใบอนุญาติมันผิดกฏหมายด้วย) แต่ยังไม่เห็นว่าพื้นฐานมันแย่ตรงไหน ก็รอดูต่อไปครับ ตลาดช่วงนี้ที่ fund flow ไหลมารอบนี้มันแปลกๆ หุ้นปันผลดีๆ ดันตก หุ้นตลาดนิยม ขึ้นกันหมด เห็นเพื่อนบ่นหลายคนครับ

4. ซื้อแป้บนึงก็ขาย หลังจากวิเคราะห์เพิ่มแล้วพบว่าไม่ใช่ (ใจร้อน รีบซื้อเกินไป โดยวิเคราะห์เพียงผิวเผิน)
มีหุ้นประมาณ 2 ตัวเป็นอย่างน้อย ที่ผมกรองมาแบบหยาบๆ แล้วก็ซื้อไปเลยโดยคิดว่าค่อยไปวิเคราะห์ลงลึกเอาทีหลัง ดูเหมือนว่าหุ้นทุกตัวที่ด่วนเข้าซื้อเกินไปแบบนี้ สุดท้ายก็ต้องมาขายทีหลังในราคาที่ขาดทุนด้วย เพราะเมื่อศึกษามันเพิ่มก็มักจะพบว่า มันไม่ได้ดีอย่างตัวเลขผิวเผินที่เราใช้ตัดสินใจในครั้งแรก
เป็นบทเรียนว่า เราควรจะวิเคราะห์ให้มั่นใจจริงๆ ก่อนจะเข้าซื้อ จะดีกว่ามาก จะได้ไม่เสียอารมณ์และเสียเวลาทีหลัง แถมเสียค่าครูด้วย แบบนี้

5. ทดลองเขียน blog
ความคิดนี้เกิดจาก เพื่อนผมเห็นว่า ผมไปตอบกระทู้การลงทุน หรือการวิเคราะห์ให้เพื่อนฟังนั้น เนื้อหามันมีประโยชน์ดีและเราก็ถ่ายทอดได้ดี ทำไมถึงไม่รวบรวมเอาไว้เป็นกิจลักษณะ อย่างการเขียน blog ละ เวลามาหาอ่านจะได้อ่านง่ายๆในที่เดียว ไม่กระจัดกระจายแล้วหายไปกับกระทู้ที่ก็จะตกหน้าจอไปเมื่อเวลาผ่านไป จะมาอ่านอีกก็หาไม่เจอ
ผมก็เลยลองเขียน blog ที่คุณกำลังอ่านกันอยู่นี้ขึ้นมา
แรกๆก็ตั้งใจจะเขียน สัปดาห์ละบทความ ซึ่งก็ทำได้แค่ช่วงแรกๆ หลังจากนั้นก็เริ่มห่างขึ้นๆ จนกว่าจะรู้ตัวก็เหมือนจะกลายเป็น blog ดองไปซะแล้ว
การเขียนอะไรอย่างสม่ำเสมอนั้นดูเป็นอะไรที่ต้องมีวินัยมากพอดูสำหรับผม แต่มันก็ทำให้รู้สึกดีเหมือนกัน ต่างจากการง่วนกับแผนการลงทุนของตัวเองคนเดียว โดยไม่ได้แบ่งปันประสบการณ์หรือความรู้อะไรให้คนอื่นเลย
ปี 2016 นี่ก็จะพยายามดองให้น้อยลง และศึกษาฝึกปรือให้มากขึ้น จะได้มีเรื่องใหม่ๆมาเขียนให้ได้อ่านกันเรื่อยๆครับ

6. แบ่งพอร์ตส่วนนึงไปทดลองวิธีแบบ passive investment
คือลอง DCA นั่นเองครับ
สืบเนื่องจาก หุ้นที่ผ่านเกณฑ์นั้น หาแทบไม่ได้ ไม่รู้จะลงทุนอะไรดี เพราะสัดส่วนเงินสดชักจะเยอะไปละ เลยไปมองกองทุนรวม ที่ลงทุนในต่างประเทศบ้าง และได้ลอง แบ่งเงินลงทุนแต่ละเดือน มาลงตั้ง DCA เป็นสัดส่วนเล็กๆดูว่าจะเวิร์คมั้ย เพราะปู่บัฟเฟต เคยบอกว่า เป็นวิธีง่ายและเหมาะกับมือใหม่ คือ DCA ในกองทุนหุ้นดัชนี เลยจัดไปซะ 2 กอง อันนึงเป็น healthcare อีกอันคืออ้างอิง S&P500
ผลคือ กอง healthcare ตัดออกไปละครับ เพราะมาลองดูรายละเอียดเบื้องหลัง พบว่า P/E กองนี้เฉลี่ยแล้วแพงเกิน (การ DCA ให้ดี เรายังต้องสนเรื่องความถูกแพงอยู่บ้างน่ะครับ) แถมมีความเสี่ยงผูกกับนโยบาย Obama care ซึ่งส่อแววไม่สู้ดี เราเป็น VI ก็เลยถอยออกมาดีกว่า
ส่วน อีกตัวยังไปเรื่อยๆ เพราะอยากพิสูจน์สิ่งที่ปู่บัฟเฟตฯ บอกไว้ครับ (แล้วหุ้นเมกา ก็ดิ่งเอาๆ 555 ก็ดูกันต่อไปครับ)

7. ปรับพอร์ต บนสมมุติฐานว่า เศรษฐกิจโลกชะลอตัว และไทยค่อนข้างหดตัว มูลค่าของพอร์ตผมเอง ในส่วนที่เป็นหุ้น ก็หดตัวลงตามตลาดไปมากเช่นกัน ผมเองอาจไม่ใช่คนชำนาญในเรื่อง เศรษฐกิจโลกมากนัก แต่จากการดูข่าวเศรษฐกิจทั่วๆไป ตลอดปีที่ผ่านมา ก็รู้สึกว่าปัญหาเศรษฐกิจในภาพรวมทั้งโลกในตอนนี้นั้น ดูแก้กันไม่จบง่ายๆ แน่นอน ไม่ว่าจะยุโรป เมกา จีน ญี่ปุ่น มีแต่ข่าวด้านลบ และข่าวถึงการชะลอตัวเต็มไปหมด หากมองกราฟหุ้นในภาพกว้างๆ ช่วงนี้คงเป็นช่วงซบเซาของรอบใหญ่ ซึ่งปกติกว่าจะลงกันสุด และนิ่งนั้น อาจใช้เวลา 2-3 ปี กว่าจะเริ่มฟื้นตัว ดังนั้น ผมจึงวางแผนการถัวเฉลี่ยลงไปในกองทุนรวมหุ้น เพื่อให้สัดส่วนพอร์ตกลับไปยังตัวเลขที่ผมต้องการ (อารมณ์เหมือน portfolio's rebalancing) โดยวางกรอบเวลาไปยาว 1 ปี จากเดือน ก.ย. 58 ไปถึง ส.ค. 59

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากตัวแปรในแผนบางตัวได้เปลี่ยนไป หลังผ่านปีใหม่ 2559 มา ผมจึงได้หยุดแผนเก่าไว้และกำลังทำแผนใหม่อยู่ครับ
การมีวินัยทำตามแผนนั้นดีครับ แต่ต้องดูด้วยว่า สมมุติฐานที่ใช้ตอนวางแผนครั้งแรก มันยังเป็นจริงรึเปล่า ถ้าสมมุติฐานพวกนั้น เปลี่ยนไปหมดแล้ว ต้องปรับตัวให้ทันครับ

ทั้งหมดนั้น เป็นเหตุการณ์หลักๆด้านการลงทุนของผม ในปีที่ผ่านมา ก็มีบทเรียนที่ยังต้องเอาไปพัฒนาแก้ไขกันต่อไป ทุกครั้งที่เราคิดว่ารู้เยอะแล้ว มักจะมีเหตุการณ์ที่ดึงเรากลับมาสู่จุดที่เราคิดว่า เรายังมีสิ่งที่ไม่รู้อีกมาก ต้องเก่งให้ได้มากกว่านี้อีก, เป็นประจำ
ซึ่งสุดท้ายแล้ว วันที่เราเรียนจบด้านนี้นั้น อาจไม่มีอยู่จริง แต่เราอาจต้องเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ไม่สิ้นสุด ก็เป็นได้

แล้วคุณผู้อ่านละครับ ปีที่ผ่านมาเป็นยังไงบ้าง มีประสบการณ์เจ๋งๆ หรือเรื่องคันปากอยากเล่าก็แชร์กันได้น่ะครับ :)

======================================
ปล. โดยปกติผมจะหลีกเลี่ยงการระบุชื่อตัวหุ้นตรงๆในการเขียน blog
เพราะไม่อยากให้เป็นการชี้นำอะไร เนื่องจากผมเป็นแค่นักลงทุนส่วนบุคคลเท่านั้น
แต่ผมคิดว่า การพูดถึงเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านไปนานซักระยะนึงแล้ว
น่าจะพอทำได้โดยไม่ผิดเรื่องข้อกฏหมายอะไรด้านนี้ (เห็น blogger
ด้านการลงทุนดังๆหลายท่านเขาทำกันได้อ่ะน่ะ) และน่าจะเป็น กรณีศึกษา
ที่มีประโยชน์กับนักลงทุนคนอื่นๆได้มากกว่าที่จะพูดลอยๆโดยไม่มีตัวอย่างจาก
ของจริงมาประกอบ ก็หวังว่าจะมีประโยชน์กับคนอ่านได้บ้างน่ะครับ :)

วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

คำถามเกี่ยวกับกองทุนรวม LTF จากมือใหม่ (แบบสุดๆ)

ถาม #1 : สมมุติ ผมตัดสินใจเล่น LTF จะฝากเดือนแรก 5000 เพื่อซื้อกองทุน
แล้ว 5000 นี้มันจะถูกหักจากบัญชี ธ. ที่ผมฝากเอาไว้อยู่ก่อนแล้วใช่รึเปล่า
เช่น ผมมีบัญชี กสิกร อยู่ปากซอย, ถ้าเราซื้อ เราก็ต้องซื้อที่ กสิกร
แล้วบัญชีเงินที่เขาจะหัก ก็จะหักจากบัญชีนี้ใช่มั้ย

ตอบ : บัญชีกองทุนรวม เป็นบัญชีใหม่อีกบัญชีแยกต่างหากออกไปเลยครับ และตอนเราเปิดบัญชีกองทุนรวม มันจะให้เราระบุว่าเราจะผูกบัญชีกองทุนรวมอันนี้ เข้ากับบัญชีออมทรัพย์บัญชีไหนครับ ซึ่งปกติจะผูกกับบัญชีออมทรัพย์ของ ธนาคารใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเครือธนาคารเดียวกับกองทุนรวม

อาจจะมีบ้าง บางเครือธนาคาร ที่แบบฟอร์มจะให้ใส่บัญชีของธนาคารเครือเดียวกันเท่านั้น ถ้าเป็นต่างธนาคารต้องเสียค่าทำเนียมอะไรเพิ่ม แต่นั่นก็นานมาแล้ว ผมว่ายุคนี้ไม่น่าจะมีแบบนั้นเหลือแล้วน่ะครับ เชยล่ะ

==================
ถาม #2 : เราเอาเงินให้เขาเอาไปเล่นแล้วได้กำไร เงินกำไรจะไปรวมอยู่บัญชีใหม่ หรือบัญชีที่มันหักออกไป
บัญชีกองทุนคือการเปิดบัญชีใหม่เลยเหรอ แล้วเงินมันจะไปอยู่ที่ไหนยังไง ไม่เข้าใจ

ตอบ : มองกองทุนเป็นสินทรัพย์อย่างนึง เวลาเราสั่งซื้อ เราจะได้สิ่งที่เรียกว่า "หน่วยลงทุน" กลับมาอยู่ในบัญชีกองทุนเรา, หน่วยลงทุนเป็นตัวแทนความเป็นเจ้าของในกองทุนนั้นๆของเรา
ซึ่ง 1 หน่วยลงทุนจะมีการตรามูลค่าออกมาให้ จากผู้จัดการกองทุน ปกติวันละ 1 ครั้ง
ซึ่งค่า NAV = (ทรัพย์สินทั้งหมดของกองทุน - หนี้สินทั้งหมดของกองทุน)/จำนวนหน่วยลงทุนทั้งหมดของกองทุนนั้น

ตัวอย่างเช่น
ทรัพย์สินหลักๆของกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้น อธิบายอย่างหยาบๆ ก็จะมี หุ้นที่กองทุนนี้ไปซื้อเอาไว้ และส่วนที่เป็นเงินสด
หนี้สิน ส่วนใหญ่น่าจะไม่มี (ก็มันระดมเงินจากนักลงทุนมาก็คงเยอะมหาศาลอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องไปกู้ใครก็ได้) แต่ใส่มาในสูตรงั้นๆ ตามหลักการทางบัญชีของมันครับ

เรื่องนี้อาจเข้าใจยากหน่อยสำหรับมือใหม่ แต่จะเข้าใจง่ายมากขึ้นเคยทำบัญชีงบดุลส่วนบุคคล (aka. งบแสดงฐานะการเงิน) และเคยเล่นหุ้นฝึกอ่านงบการเงิน มาก่อน

==================
ถาม #3 :โอกาสเจ๊งของกองทุน LTF ไรพวกนี้ กับโอกาสสำเร็จ มันสำเร็จบ่อยมั้ย
เข้าใจว่ายังไงเขาก็เก่งกว่าเรา แต่อยากรู้ว่า ความเสี่ยงมีแค่ไหน
เอาข้อมูล 5 ปีย้อนหลัง มาถึงปีที่แล้ว เห็นว่า 5 ปีได้กำไร 4 ปี แล้วมี 1 ปีที่ขาดทุน แต่โดยรวมๆ มันจะกำไรมากกว่าขาดทุน

ตอบ : ต้องนิยามคำว่า "เจ๊ง" กับ "สำเร็จ" ให้ตรงกันก่อนครับ
ถ้า "เจ๊ง" หมายถึง การที่มูลค่ากองทุนที่เราถืออยู่หายไปหมด (เหลือ 0) ผมก็คิดว่า ไม่น่าจะเป็นไปได้ครับ
แต่ถ้าหมายถึง การที่มีมูลค่าตกต่ำลง มากบ้าง (50%+) หรือ น้อยบ้าง (10%) มันเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่เกิดเป็นประจำครับ และไม่เคยมีกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นกองไหน ที่ไม่เคยมีจุดที่มูลค่าตกต่ำปรากฏอยู่บนกราฟของมัน แน่นอน ไม่ว่าผู้จัดการกองทุนจะเก่งแค่ไหนก็ตาม

กองทุนรวมประเภทที่อาจจะเป็นขาขึ้นตลอดไม่เห็นจุดที่ราคาตกลงมาเลย ผมเคยเห็นแต่กองประเภท MMF เท่านั้นครับ ซึ่งเป็นกองทุนที่ความเสี่ยงต่ำมากๆ และผลตอบแทนที่คาดหวังได้ก็ต่ำมากด้วยเช่นกัน คือผลตอบแทนหวังได้แค่ราวๆ 2% ต่อปีครับ ปกติใช้เป็นที่พักเงินในกรณีไม่รู้จะไปลงทุนอะไรที่ไหนครับ เพราะความคล่องตัวจะมากกว่าบัญชีเงินฝากประจำของธนาคาร

ส่วนคำว่า "สำเร็จ" เข้าใจว่าคือมีกำไร, ก็เหมือนกันครับ เพราะราคากองทุนรวม LTF ซึ่งลงทุนหลักๆในหุ้นนั้น ราคามันก็ ขึ้นๆลงๆ เหมือนตลาดหุ้น ที่ขึ้นๆลงๆ นั่นเลยครับ แต่อาจจะผันผวนน้อยกว่าตลาดหุ้นจริงได้บ้าง ถ้านโยบายการลงทุนของกองนั้นๆ เน้นแบบอนุรักษ์นิยม เล่นแต่หุ้นใหญ่ (หุ้นอุ้ยอ้าย ตามหลักการของปีเตอร์ ลินซ์) แต่เทรนหลักๆก็จะไปตามตลาดหุ้นจริงครับ

คำถามข้อนี้จะเห็นภาพชัดกระจ่างมาก ถ้าเข้าในคำตอบจากคำถามข้อ #2 ครับ

==================
ถาม #4 : แล้วยังงี้ถ้าเราเป็นเจ้าของบัญชีกองทุนแล้วเนี่ย เราจะเข้าไปเช๊คความเคลื่อนไหวของบัญชีกองทุนเราได้ตลอดเลยรึเปล่า
แล้วเราต้องฝากเข้าไปทุกเดือนใช่มั้ย ถ้าไม่ฝากจะเป็นไง

ตอบ : เข้าไปเช๊คได้ตลอดเลยครับ ถ้าเปิดบริการลงทุน online ผ่านอินเตอร์เน็ตไว้ สามารถกลับ login เข้าไปดูเมื่อไหร่ก็ได้ครับ

การสั่งซื้อกองทุนรวมนั้น เป็นอิสระของเราโดยแท้ครับ จะซื้อเมื่อไหร่ก็ได้ เท่าไหร่ก็ได้ (แหงละ เราเอาเงินไปให้เขา เขาชอบอยู่แล้ว) แต่ถ้าเป็น LTF ส่วนที่เอาไปใช้สิทธิทางภาษีได้จะต้องไม่เกินที่กฏหมายกำหนดครับ คือซื้อได้ไม่เกิน 15% ของเงินได้ปีนั้นๆ หรือไม่เกิน 500,000 บาท

ส่วนการสั่งขาย สำหรับ LTF ถ้าเราจะรักษาสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี เราต้องถือไว้ ห้ามขาย จนกว่ากองทุนจะครบอายุ 5 ปีปฏิทิน (แต่ถ้าซื้อปี 2559 นี้ จะเปลี่ยนเป็น 7 ปีปฏิทินแล้วน่ะครับ ผมเลยเลิกซื้อ LTF ละ) ถ้าสั่งขายก่อนครบกำหนด เราจะเสียสิทธิ์ทางภาษีทันที และส่วนเงินลดหย่อนที่เคยได้คืนไปแล้ว ก็ต้องไปจ่ายคืนให้สรรพากรด้วยครับ ไม่งั้นมีความผิดตามกฏหมาย
สำหรับกองทุนรวมอื่นๆ ที่ไม่ใช่ LTF หรือ RMF ขึ้นกับเงื่อนไขของกองทุนนั้นๆครับ ลองอ่านในหนังสือชี้ชวนการลงทุนให้ละเอียดว่าเงื่อนไขการซื้อหรือขายเป็นยังไง แต่ส่วนใหญ่ก็ค่อนข้างเสรีครับ

สำหรับ LTF ไม่จำกัดว่าต้องซื้อทุกเดือน เรามีอิสระครับตามที่อธิบายข้างต้น ขอแค่ซื้อภายในปีภาษีนั้นๆ ก็ใช้สิทธิ์ทางภาษีของปีนั้นได้ครับ ดังนั้นถ้าไม่ฝาก(หรือก็คือ การสั่งซื้อของทุน) ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นครับ

==================
ถาม #5 : เข้าใจว่ามันเซ็ตให้หักรายได้อัติโนมัติของแต่ละเดือนได้ เช่น 10% ของเงินเดือน เป็นสำหรับคนทำงานประจำ แต่ถ้ารายได้เราไม่แน่นอน มันจะคำนวณยังไง ว่ามันต้องหักเงินเราไปเท่าไหร่

ตอบ : คำถามนี้กำลังพูดถึงการลงทุนแบบอัติโนมัติ หรือ DCA (Dollar Cost Average) อันที่จริง ระบบมันต้องให้เราระบุชัดเจนไปเลยครับว่า เราจะให้หักทุกเดือน (หรือทุก 2 เดือน หรือ 3 เดือนก็ได้น่ะ ขึ้นกับว่าระบบของ บลจ. นั้นๆมันไฮเทคแค่ไหน) และหักเดือนละ กี่บาท ครับ เพราะระบบมันไม่มีทางรู้ครับว่าเรามีรายรับเดือนละกี่บาท

ดังนั้น เราเองต้องรู้ตัวเองครับ จากแผนการเงินของตัวเอง จากการทำบัญชีงบการเงินส่วนบุคคลของตัวเอง ว่าเรานั้นมีรายได้เฉลี่ยเดือนละกี่บาท แล้วถ้าอยากแบ่ง 10% ตามตัวอย่าง เอาไป DCA กองทุนนี้ทุกๆเดือน เราต้อง DCA เดือนละกี่บาท
เมื่อรู้แล้วก็เซ็ตระบบ DCA ไปตามนั้น เท่านั้นเองครับ

การลงทุนแบบ DCA นั้น แม้จะค่อนข้างปลอดภัย และเหมาะกับมือใหม่ แต่ไม่ใช่ว่าจะปลอดภัย 100% ซะทีเดียว ไว้มีโอกาสอื่นจะมาเล่าต่อครับ

==================
ถาม #6 : อ่านหนังสือของ tactschool แล้วยังไม่เข้าใจเรื่องนี้ เห็นบอกแค่ กองแบบไหนค่าใช้จ่ายต่ำ
และบอกว่า ผลตอบแทนย้อนหลังดูได้ แต่อย่าจริงจังมาก การลงทุนให้ดูปัจจุบันเท่านั้น
การที่อดีตมีกำไร ไม่ได้แปลว่าจะกำไรได้ต่อไป การลงทุนทุกอย่างมีความเสี่ยง

ตอบ : บางคำถามผมก็คาดไม่ถึงเหมือนกันครับ แต่ก็พอนึกออกว่าตอนทีี่ยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย ก็จะถามแนวๆนี้แหละ ดังนั้นไม่แปลกที่หนังสือเขาจะไม่ได้เขียนไว้ครับ เพราะพอเราฝึกมานานระยะนึง มันก็ลืมๆช่วงเวลาที่เราเริ่มต้นใหม่ๆยังไม่เป็นอะไรเลยได้ครับ ว่าตอนนั้นเราเคยถามคำถาม non sense ไว้มากแค่ไหน แต่หนังสือของ tactschool นี่ถือว่าอ่านง่ายมากและสนุกครับ แนะนำสำหรับมือใหม่

เรื่องผลตอบแทนย้อนหลัง เห็นด้วยครับตามนั้น คือดูได้น่ะ มันช่วยได้ระดับนึง แต่ต้องดูปัจจุบันด้วยว่า มันยังเหมือนเดิมกับสมัยอดีตบนกราฟที่มันดูดีนั่นรึเปล่า บางทีถ้ามีการเปลี่ยน ผู้จัดการกองทุน หรือสถานการณ์ทางเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไป นโยบายการลงทุนของแต่ละกอง ก็จะได้เปรียบเสียเปรียบแตกต่างกันไปครับ

วันศุกร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2559

เมื่อซื้อ LTF สิ้นปี ผลตอบแทนชนะคนทำ DCA มาทั้งปี - (จากการ์ตูน Mao-Investor ล่าสุด)

จาก : https://www.facebook.com/maoinvestor/photos/a.139219476137819.25668.138959932830440/979930195400072/?type=3

เข้าใจว่าเป็นมุขน่ะครับ แต่มุขแบบนี้ จะทำให้คนได้ความรู้ผิดๆเกี่ยวกับการลงทุนไปได้

คนทำ DCA จะเข้าใจอยู่แล้วว่าเขาจะไม่ได้ราคาต่ำสุด
แต่จะ มั่นใจได้ที่สุด ว่าต้นทุนเขาจะไม่ใช่อยู่บนยอดดอยแน่นอน และเขาจะได้ราคาเฉลี่ย

หากเป็นการ DCA บนกองทุนรวมหุ้นดัชนี ในระยะยาวๆหลายปี เขาจะได้ผลตอบแทนตามค่าเฉลี่ยของตลาดระยะยาว (ประมาณ10%) และชนะกองทุนรวมแบบ active เกือบทั้งหมดในตลาดแน่นอน

DCA เป็นรูปแบบการลงทุนที่เรียกว่า passive investment
ซึ่งใน school of investment หลายๆสำนักนั้น ก็ต้องถือว่าเป็นสาขาที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ซึ่งเป็นรองเพียงสาขาการลงทุนแบบ VI เท่านั้น
หากแต่เป็นวิธีที่ง่ายกว่าเป็นอย่างมาก เหมาะกับคนที่ไม่มีเวลาศึกษาวิเคราะห์เอง และไม่มีเวลาบริหารพอร์ตของตัวเอง

คำที่เหมาะกับการ์ตูนสี่ช่องนี้ที่สุดคือ "รู้อะไร ไม่สู้ รู้งี้"
คือ เป็นการตีความ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปแล้ว
แต่ ณ วันที่เหตุการณ์ยังไม่เกิด เม่าศรี ไม่มีทางมั่นใจได้เลย ว่าสิ้นปี ผลตอบแทนจะชนะอัศวิน รึเปล่า, พูดอีกทางนึงคือ มันค่อนไปเป็นการ "เสี่ยงดวง" มากกว่าการ ลงทุน
การที่เม่าศรีได้ผลตอบแทนดีในปี 2558 ที่เพิ่งจบไปนั้น จึงเข้าข่าย "right for the wrong reason" หรือ ฟลุ๊ก นั่นเอง