แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลักการ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลักการ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

การเล่นหุ้น เป็นการพนันหรือไม่? และเป็น กุศล หรือ อกุศล

วันนี้เผอิญเห็นบทความของ ตังตฤณ ผ่านตามา เขียนถึงเรื่อง "เล่นหุ้นอย่างไร ไม่ให้ใจเป็นนักพนัน" ( https://web.facebook.com/dungtrin/photos/a.172991172758049.44204.169990773058089/1766483696742114/?type=3 ) แล้วนึกขึ้นได้ว่า กาลครั้งนึงในจักรวาลอันไกลโพ้น ผมก็เคยเขียนบทความลักษณะนี้ไว้มาก่อนบน note ส่วนตัว และตั้งให้เห็นได้เฉพาะ friends (ซึ่งเดิมทีเป็นข้อความที่ผมเขียนโพสต์ตอบใน group ธรรมะ อันนึงที่ผมเป็น admin สมัยที่ยังมีไฟกับเรื่องธรรมะอยู่)

ไหนๆก็ไหนๆ หยิบมารีรันอัพ blog เลยละกัน :D
;
;
;
======== บทความนี้ผมเขียนไว้เมื่อ May 3, 2013 ============

การเล่นหุ้น เป็นการพนันหรือไม่? และเป็น กุศล หรือ อกุศล


ยกมาจาก กระทู้ https://www.facebook.com/groups/185596294785898/permalink/600049053340618/
(ถ้าไม่ใช่สมาชิก group อาจจะอ่านไม่ได้ครับ)
======
สำหรับความเห็นของผมเองนั้น
ขึ้นอยู่กับคนเล่นว่าเล่นยังไง โดยปกติพวก VI จะไกลจากอาการของการพนันมากกว่า technical
เพราะใช้การวิเคราะห์ตัวธุรกิจ และคำนวณราคาหุ้นที่เหมาะสมเพื่อตัดสินใจว่าควรซื้อหรือไม่ซื้อ ควรซื้อที่ราคาไหน และบริษัทนี้จะประสบความสำเร็จอย่างคุ้มค่าที่ลงทุนไปรึเปล่า


แต่ แบบ technical เอง ก็มีทั้งที่ใกล้เคียงการพนัน และมีแบบไม่ใช่ด้วย
การพนันคือ เล่นกับความเสี่ยงและดวงล้วนๆ โดยไม่รู้เหนือใต้อะไรเลย


แต่นัก technical ที่เข้าใจหลักการเป็นอย่างดี จะรู้ว่าตัวเองกำลังเล่นอยู่กับเครื่องมือจับทิศทางอารมณ์ของนักซื้อขายคนอื่นๆในตลาดโดยใช้หลักการทางสถิติ รวมถึงอาศัยผลสะท้อนกลับทางพฤติกรรมของผู้ใช้ technical คนอื่นๆ (เรียกว่า ผลกระทบต่อราคาหุ้น จากปัจจัยทางเทคนิค) และพวกนี้จะมี โอกาสทำกำไรได้บ่อยมากครั้งเกินว่าจะเรียกว่าบังเอิญ พวกนี้อาจจะไม่ถือว่าเป็นการพนั แต่เทียบได้กับการซื้อของสินค้าเก็งกำไรในตลาดทั่วไปโดยอาศัยข้อมูลที่ได้เปรียบกว่าคนอื่นๆในตลาดนั้น

แต่ สำหรับคนที่เล่นแบบไม่รู้หลักการอะไรเลย แล้วซื้อขายโดยใช้การ คาดเดา ล้วนๆ แล้วนั่งลุ้นว่า กำลังจะได้หรือจะเสีย พวกนี้ก็จะใกล้เคียงการพนันที่สุด

สรุป
1). ถ้าทำด้วยความรู้ความเข้าใจ ก็ไม่ใช่การพนัน ถ้าทำโดยไม่รู้อะไรกะเสี่ยงดวงเอา ก็คือการพนัน

2). โลภหรือไม่โลภ เป็นอีกประเด็นหนึ่งแยกต่างหาก เพราะก็เป็นไปได้ที่จะเล่นด้วยค
วามหื่นกระหายต่อผลกำไร แต่ก็ทำทุกอย่างตามความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องตามความเป็นจริง ก็จะยังไม่ใช่การพนันอย่างเต็มตัว (การพนัน = โลภ + ความไม่รู้ ) ... แต่ลำพังโลภอย่างเดียว ก็เป็นอกุศลอยู่แล้ว และถ้ามันมากเกินไปก็มักจะขาดสติ นำความไม่รู้ตามติดมาด้วย กลายร่างเป็นการพนันไปเต็มตัว

วันอังคารที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

นักเทรดรู้ไว้ไม่เจ็บ - การ cutloss, การไม่เดาอนาคต, ไม่พาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบ

ขอย้ำว่าผมเป็นนักลงทุน VI กับแนว passive เป็นหลัก แต่เผอิญสอนเทรดได้ด้วยแค่นั้น :D

วันนี้เพื่อนนักเทรดคริปโตมือใหม่ เสียค่าครูไปพอควร เลยให้คำแนะนำบางอย่างไป แล้วก็เอามาแชร์บน blog / page ตัวเองด้วยเลย

สรุปสั้นๆละกันไม่ยืดเยื้อ ผมก๊อปข้อความแชทมาเลยขี้เกียจเกลา

เขาถาม : จะซื้อที่ราคา 50500 แต่ไปกดเลขผิด ซื้อ 52000 ซึ่งเปนราคาสูงมากตอนตลาดกำลังจะร่วงยาว กด cancel ไม่ทันเพราะราคาแพงขนาดนี้ย่อมมีคนขายทันที แถม..........ทันทีที่พลาดไปแล้วมีข่าวร้ายออกมาธนาคารนอร์เวย์สั่งให้สามารถปิดบัญชีคนเทรดคริปโตได้ กำลังคิดว่าควร cut loss ไหม
ผมตอบ : ถ้าเมื่อไหร่เหตุการณ์เริ่มผิดแผน ต้อง cutloss แบบไม่เกี่ยงราคา หนีให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะถ้าแทรนด์กราฟไม่มีแววจะไปถึงจุดนั้นได้ (เช่น ติดดอย แต่เทรนด์กราฟกำลังลง)
ถ้าจำได้ ผมบอกว่า พวกนักเทรดจริงๆ ไม่มีการติดดอย เพราะเขาเลือกจะ cutloss แทน เวลาราคากำลังร่วงลง ถ้ายังไม่เห็นก้นหลุม ห้ามช้อนซื้อ มันไม่ใช่สิ่งที่นักเทรดจริงๆทำ
ต้องเห็นก้นหลุมก่อน และแน่ใจว่าดูจากกราฟแล้วมันมีสัญญานชัดพอว่ามันเปลี่ยนเป็นขาขึ้นแล้ว ค่อยเข้าซื้อ
นักเทรดจริงๆ ไม่ take action ด้วยการเดาอนาคต แต่เป็นการตอบสนองต่อสถานการณ์ตรงหน้าให้ถูกต้อง
 คือเราเดาได้นะ ว่าแนวรับแนวต้าน มีตรงไหนบ้าง
แต่เงื่อนไขการตัดสินใจสุดท้าย ต้องดูว่า ราคามันไปหยุดตรงนั้นจริงๆไหม

เขาถาม : cut loss ไม่ทันจริง ข่าวร้ายมาตอนนอนอยู่ แล้วไหม่มีข่าวร้ายแบบนี้มานานมากกกก ละ
ผมตอบ : บทเรียนคือ อย่าเปิด position หรือ session การเทรดค้างไว้โดยไม่มีการดูแลที่พร้อมจะ take action ได้ ยกเว้นว่าตลาดนั้นมันเสถียรพอจะเล่นกราฟ interval ระดับ daily ได้ แบบนั้นถึงจะเล่นแบบเปิด session ข้ามวันแล้วมาดูวันละทีได้
แต่ถ้ามันผันผวนมากจนต้องเล่น interval เล็กกว่านั้น ก็ไม่ควรเปิดข้ามวัน และต้อง monitor มันอยู่เสมอพร้อม take action ทันที

เช่น ในตลาดทองคำ เมื่อหลายปีก่อน มีเหตุการณ์ที่เรียกว่า สงกรานต์เลือด
คนถือทองค้างไว้ขาดทุนยับ ตอนวันหยุดสงกรานต์ของไทย ที่ในไทยไม่สามารถซื้อขายทองได้ แต่ตลาดทองคำนั้นเหมือนตลาดเงินตรา คือมันเปิดซื้อขายทั่วโลกกันตลอด 24 ชม. แล้วจะหยุดช่วงสั้นๆในคืนวันอาทิตย์เท่านั้น


การที่เราเปิด session การเทรดค้างเอาไว้ในเวลาที่เราไม่สามารถจะเทรดได้(ข้ามวันหยุดยาว) ในขณะที่นักเทรดทั่วโลกสามารถเทรดกันได้สบาย เป็นการพาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบ นักเทรดไม่ควรทำ

เพราะสนามการเทรด เป็นสนามที่นักเทรดลงมาต่อสู้ฟาดฟันกัน
ใครเปิดช่องโหว่แบบนั้น ก็ย่อมเสียหายเป็นเรื่องธรรมดา


วันพฤหัสบดีที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2560

เริ่มต้นวางแผนการเงินและการลงทุนยังไงดี สำหรับมือใหม่มากกก

เผอิญมีเพื่อนถามมา ว่าอยากลงทุนบ้างต้องทำไง ก็เลยตอบไป เลยสรุปมาเขียน blog ด้วยเลยละกัน

หลายๆคน เมื่อทำงานใช้ชีวิตไปซักพัก อาจจะมีสิ่งกระตุ้นไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เข้ามาในชีวิต ให้นึกได้ว่า จะทำงานหาเงินไปเรื่อย และใช้เงินไปเรื่อยๆ เดือนต่อเดือน โดยไม่มีแบบแผน คงไม่ได้แล้ว อาจจะนึกได้ว่า
- ถ้าอยู่ๆตกงานขึ้นมาจะทำยังไง
- ถ้าแก่จนทำงานหาเงินแบบเดิมไม่ได้แล้ว จะเอาเงินที่ไหนมาดูแลชีวิตที่เหลืออยู่
- เจ็บป่วยทำงานไม่ได้ขึ้นมาจะทำยังไง
- พ่อแม่ จะดูแลท่านยังไง
- ไม่อยากทำงานงกๆจนตายโดยไม่ได้ออกไปใช้ชีวิตแบบที่อยาก (เช่น ไปท่องโลก, ทำธุรกิจส่วนตัว, ทำงานในฝัน)
- ฯลฯ

เราก็จะเริ่มมีความคิดว่า ไม่ได้ละ ต้องเตรียมตัวให้พร้อมรับมือกับโจทย์พวกนั้น
ความคิดง่ายๆคือ "ถ้าเรารวย มีเงินมาก" ก็จะรับมือปัญหาพวกนั้นได้เกือบทั้งหมด (อย่างน้อยก็ดีกว่าต้องรับมือแบบไม่มีเงินแน่นอน และดีกว่ามากๆด้วย)

ถ้าเรากล้าตั้งเป้าว่า "ชั้นจะต้องรวยให้ได้" แล้วละก็
คำถามต่อไปคือ แล้วทำยังไงถึงจะรวยหล่ะ ?

จริงๆหนังสือเรื่องการสร้างเนื้อสร้างตัว เสริมความรู้ทางการเงิน หรือสอนเรื่องวางแผนการเงิน ในท้องตลาด มีเยอะ ยิ่งกว่านั้น เดี๋ยวนี้ก็มี facebook page หรือ blog ที่เขียนไว้เกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ทั่วไป search เจอในเน็ตได้เต็มไปหมด

แต่บางทีมันก็ ... เยอะเกินไป จนจับต้นชนปลายไม่ได้ ว่าจะเริ่มยังไงดี !!

ถ้าจะให้เข้าถึงปรัชญาเรื่องนี้อย่างถึงหัวจิตหัวใจไม่มีวันลืม ก็สามารถลองไล่เรียงออกมาจาก "เป้าหมายชีวิต" ของเราก็ได้ เชื่อว่าทุกเป้าหมายมันต้องมี condition เรื่องเกี่ยวกับเงินอยู่แน่ๆ ว่ามีความจำเป็นทางการเงินยังไงถึงจะรองรับหรือไปถึงเป้าหมายพวกนั้นได้

ยังไงก็ดี ผมคงไม่พูดถึงวิธีตั้งเป้าหมายชีวิตในนี้ เดี๋ยวยาวไป lol กูรู (ทั้งจริงและไม่จริง) เรื่องนี้มีเยอะแยะ
ถ้าให้นึกชื่อ ผมนึกถึงคุณ บัณฑิต อึ้งรังสี (หลายคนอาจจะหมั่นไส้พี่แก แต่ถ้าแยกเรื่องความหมั่นไส้ส่วนตัว ออกจากเนื้อหาที่เขาสอนได้ เนื้อหาเขามีประโยชน์มากนะ) เป็นอันที่ย่อยง่ายสุดละ
อีกคนที่ผมรู้จักส่วนตัวคือพี่ รุตม์ (เจ้าของเพจ Anontawong's Musings : https://web.facebook.com/anontawongblog/ ) ที่ผมเคยทำกิจกรรมด้วยตอนทำงานบริษัทเดียวกัน ก็สรุปได้เข้าใจง่ายเช่นเดียวกัน

งั้นข้ามเรื่องวิธีตั้งเป้าหมายชีวิตไป สมมุติว่าเรามีอยู่แล้วเรียบร้อยละกัน
พอมีเป้าหมายแล้ว รู้แล้วว่าตัวเองมีความต้องการทางการเงินแบบไหน

แล้วไงต่อ?

ก็คงต้องทำยังไงก็ได้ให้ระบบการเงินเรามันเป็นไปตามเป้าหมายนั้น ซึ่งจริงๆมันจะต่างกันแค่รายละเอียดปลีกย่อย แต่ภาพใหญ่จะเหมือนกันคือ
"อิสระภาพทางการเงิน"

เดี๋ยวก่อนผมไม่ได้มาขายตรงหาดาวไลน์ ^^! (เคยเจอเพื่อนหลอกเข้าไปผมก็ไม่ชอบเหมือนกัน)
อันที่จริงคำนี้มันเป็นไฟลท์บังคับ ที่ทุกคนต้องไปให้ถึง อย่างน้อยก็ก่อนที่เราจะเข้าวัยเกษียณ ที่เริ่มทำงานหาเงินงกๆไม่ไหวแล้ว
แต่มันก็ดีกว่ามาก ถ้าเราไปถึงมันให้ได้ก่อนเกษียณ ก็ขึ้นกับเป้าหมายของแต่ละคนแหละนะ

อิสระภาพทางการเงินของแต่ละคน อาจจะต่างกันในเรื่อง
- วิธีการ และ
- ขนาด
แต่นิยามที่ตรงกันคือ "ภาวะที่ไม่ต้องกังวลเรื่องที่ว่าจะมีงาน(ที่มีเงิน) ให้ทำประจำหรือไม่อีกต่อไป เพราะว่า รายจ่ายประจำของเรา น้อยกว่ารายรับแบบ passive ที่เราสร้างได้จากระบบทางการเงินที่วางไว้"

คุญบอย วิสูตร แสงอรุณเลิศ , นักเขียนชื่อดัง สรุปเอาไว้ง่ายๆ และผมก็เห็นด้วย ไว้ตามนี้คือ
- หาเงินเก่ง << ทำงานแลกเงินครับ เป็น active income
- เก็บเงินอยู่ << ใช้จ่ายมีเหตุมีผล และเท่าที่จำเป็นจริงๆ จะทำให้รายจ่ายเราไม่เกินรายรับ ที่เราจะหาได้
- รู้ช่องลงทุน << ไอ้นี่ทำให้มี passive income

ตามหลักของคิโยซากิ (คนเขียนหนังสือพ่อรวยสอนลูก) ก็ได้ เรื่อง เงิน 4 ด้าน
ซึ่งสรุปว่า ช่องทางหาเงินคนเรามี 4 ประเภทใหญ่ๆ แต่ด้านที่ให้ passive income ได้ มีแค่การลงทุน (I) หรือทำธุรกิจ (B) เท่านั้น และนั่นเป็นสิ่งที่เราต้องหมั่นสะสมให้มากขึ้นจนไปถึงอิสระภาพทางการเงินได้ในที่สุด

กลับไปที่เรื่อง อิสระภาพทางการเงิน ว่าด้วยเรื่อง วิธีการ และ ขนาด
เรื่อง "วิธีการ" นี่ ผมจะอธิบายแค่เรื่องการบริหารเงินและลงทุนแบบภาพกว้างในก่อนละกัน
ส่วนเรื่อง "ขนาด" นอกจากจะโดนกำหนดจากเป้าหมายชีวิตที่คุณตั้งเอาไว้แล้ว คุณจะได้จากการวิเคราะห์ งบการเงิน หรือ บัญชีรายรับรายจ่ายของตัวเอง
ที่ทำมานานมากพอ (ซัก 6 เดือน) เพื่อหาคำตอบว่า
- รายจ่ายแต่ละเดือนเรา มีรายจ่ายประจำจริงๆเท่าไหร่
- รายรับมีเท่าไหร่
- รายจ่ายที่ไม่ประจำมีเท่าไหร่
- อะไรจำเป็น อะไรไม่จำเป็น
- ฯลฯ
ซึ่งตัวเลขพวกนี้จะช่วยในการวางแผนได้ต่อไป (ตั้งนั้น บัญชีรายรับรายจ่าย เป็นสิ่งขาดไม่ได้นะ)

ซึ่งนั่นจะตอบคำตามเรื่อง "ขนาด" ของอิสระภาพทางการเงินเราได้ ว่าต้องมี passive income ระดับไหนถึงจะจัดว่าเริ่มมี อิสระภาพทางการเงินในเบื้องต้นแล้ว

กลับมาเรื่องวิธีการบริหารเงินและการลงทุนส่วนบุคคลกัน
เราจะข้ามเรื่องวิธีทำบัญชีรายรับรายจ่าย และงบดุล ส่วนบุคคลไป เพราะน่าจะรู้กันแล้ว (ไม่งั้นมันจะยาวไปกะบทความนี้)

สำหรับคนๆนึง อาจจะลอง จำแนกเงินที่มีี ออกได้เป็นส่วนต่างๆได้ตามต่อไปนี้ (แบ่งตามวัตถุประสงค์การใช้เงิน)

1. ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
2. ใช้จ่ายเฉพาะกิจ (แบ่งเป็นกองงบประมาณด้านต่างๆ)
- - เพื่อการให้
- - เพื่อเล่น
- - self improvement
- - ซื้อของใหญ่ของแพง (ที่จำเป็น เป็นครั้งๆ เช่น คอม, มือถือ, รถ, บ้านฯลฯ )
- - งบฉุกเฉิน (ค่ารักษาพยาบาล หรือสำรองใช้ยามว่างงาน 6 เดือน)
3. ออม/ลงทุน
- - active investment (พวกเราซื้อขายในตลาดเองได้โดยตรง เช่น หุ้น)
- - - เงินสด
- - - สินทรัพย์ต่างๆ (หุ้นที่มีในพอร์ต)
- - passive investment (พวกกองทุนรวม)
- - - เงินสด
- - - สินทรัพย์ต่างๆ (กองทุนที่มีในพอร์ต)

คุณอาจจะเคยเห็น นักวางแผนการเงินในทีวี มักจะให้สัดส่วนคร่าวๆมาว่า ควรมีเงินเท่าไหร่ ลงทุนหุ้นเท่าไหร่ ตราสารหนี้เท่าไหร่ ฯลฯ อันนั้นก็เป็นเรื่องเดียวกับที่ผมว่าไปแต่รายละเอียดน้อยกว่า และเป็นแบบสูตรสำเร็จรูป

แต่ผมอยากบอกว่า

สัดส่วนที่เหมาะสมแต่ละส่วน สำหรับแต่ละคน อาจจะไม่ต้องเป็นตามนั้นเป๊ะๆ
วิธีคิดคือ เราจะกันส่วนเพื่อการใช้จ่ายเป็น priority แรก แล้วดูว่าส่วนที่เหลือมีเท่าไหร่ ค่อยมาแบ่งสัดส่วนพอร์ตลงทุนอื่นๆตามลำดับ (ที่ผมแจกแจงไปนั่นแหละ)
โดยอ้างอิงจากผลการวิเคราะห์ บัญชีรายรับรายจ่ายย้อนหลัง 6 เดือนของเรา ที่ว่าไปก่อนหน้านี้ มาช่วยกำหนดสัดส่วนที่เหมาะสม

NOTE1: ว่าด้วยเรื่อง รายจ่ายเฉพาะกิจ หรือกองงบประมาณ ไม่ได้จำเป็นว่าต้องจัดให้มีงบเพียงพอตั้งแต่เริ่มต้น แต่ผมใช้วิธีค่อยๆออมเข้าไปในแต่ละกอง เช่น สมมุติเงินเดือนได้มา 3 หมื่น อาจจะแบ่ง 4% แบ่งออมลงไปในแต่ละกอง (5 กอง รวมกันก็ 20% เป็นต้น)

NOTE2 : รายจ่ายที่แบ่งไปลงทุน ให้คำนวณว่าเหลือเวลาอีกกี่ปีที่เรายังทำงานได้อยู่ก่อนเกษียณ แล้วหลังเกษียณเราต้องใช้จ่ายเงินแต่ละเดือนเท่าไหร่ (อย่าลืมคิดเงินเฟ้อด้วย) สัดส่วนที่เราแบ่งไปลงทุน ต้องมากพอจะทำให้เกิด passive income ที่จะใช้ชีวิตหลังเกษียณได้เป็นอย่างน้อย (แต่อยากเร็วกว่านั้นก็ได้ ก็ลองวางแผนดู)

NOTE3 : แต่ถ้าแบ่งออกมาแล้วพบว่า ไม่สามารถเตรียมเงินไว้ได้พอใช้ สำหรับรายจ่าย (ทั้งแบบประจำ และแบบเฉพาะกิจ) ก็ต้องหาทางพัฒนาตัวเองในทางด้านอาชีพการเงิน เพื่อจะได้มีรายได้ที่สูงขึ้นเพียงพอ หรือตัดลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นจริงๆให้น้อยลงให้มากที่สุด เพื่อให้ได้ตัวเลขที่ดูสมเหตุสมผล เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของเราได้นะ
;
;
ทีนี้มาดูเฉพาะส่วนของการลงทุนกัน

สำหรับผม สัดส่วนระหว่างพอร์ต passive กับ active ผมจะไม่เอามาคิดรวมกัน (แต่ตอนเริ่มออกตัวจะแบ่งให้มีขนาดเท่าๆกัน) เพื่อทดลองดูว่าพอร์ตไหนผลตอบแทนดีกว่าภายใต้ฝีมือเรา


พอร์ตการลงทุนแบบ active ผมก็ค่อนข้าง free style
คือถ้าวิเคราะห์เจอหุ้นดีๆ (เราเป็นพวกสไตล์ VI) ก็ซื้อไปแบบกะคร่าวๆ ว่าควรมีหุ้นในพอร์ตกระจายความเสี่ยงกันหน่อยซัก 4-5 ตัว ไม่ควรถือตัวไหนตัวเดียวเยอะเกินไป

พอร์ตแบบ passive ผม จริงๆแนะนำให้ลงแบบ DCA ทะยอยลงไปแต่ละเดือนเท่าๆกัน จะปลอดภัยกว่า
แต่ตอนนี้ผมไม่มีเงินเดือน ผมก็เลยปรับพอร์ตแบบง่ายๆไปเลยคือ แบ่งลงกองทุนรวมหุ้น ตปท. ที่เราคิดว่าเศรษฐกิจมั่นคงพอและ p/e ปานกลางถึงต่ำ ประเทศละเท่าๆกันไป ซัก 3 ประเทศ (ไทย, เมกา, จีน) และลงตราสารหนี้นิดหน่อย และเหลือเงินสดไว้เป้นสภาพคล่องนิดนึง
แล้วผมก็คิดว่าจะทำ portfolio rebalancing ทุก 6 เดือน สำหรับพอร์ตแบบ passive อันนี้
บันทึกเวลาลงปฏิทินไปเลย ให้มันเตือนเมื่อถึงเวลา ตอนนี้ก็ลืมๆมันไปเลย lol

จริงๆถ้าไม่ค่อยมีเวลามาก บางคนก็ทำแต่พอร์ต passive อย่างเดียวเลยก็มี
ผมเองก็ ลองนู่นลองนี่เยอะไปหน่อย ภาระการทำบัญชีเลยหนักมาก lol นี่ดองไว้เยอะอยู่ ขนาดว่าใช้ความสามารถใน MS-excel ช่วยเบาแรงแล้ว

ก็เดี๋ยวผลเป็นไงจะมาเล่าอีกทีละกันครับ
แต่อ่านมาถึงตรงนี้ น่าจะพอได้ไอเดีย วิธีคิด กลับไปประยุกต์กับโจทย์ชีวิตของตัวเองได้บ้างแล้วนะ :)

======== ภาคผนวก ===========
ข้อมูลแต่ละกองทุน เดี๋ยวนี้ดูเว็บ wealthmagik ง่ายดี
ซึ่งมีแต่พวก fact เราต้องมาคิดวิเคราะห์ต่อเอง

สำหรับการลงทุน กองทุนรวม ผมมีหลักง่ายๆให้คือ
- เหมาะกับการลงทุนสไตล์ passive เท่านั้น (DCA ไปรายเดือน) ไม่เหมาะกับการเทรดเพราะตอบสนองคำสั่งเราช้าไป
- เลือกกองทุนพวกกองทุนดัชนี จะดีกว่ากองทุน active (ซึ่งค่าทำเนียมแพงและผลตอบแทนไม่ดีเท่ากองทุนดัชนี)

นอกนั้นคือเลือกประเภทสินทรัพย์ที่กองทุนนั้นๆไปลงทุนให้ถูก จัดสัดส่วนให้ดี แล้วมาทำ portfolio rebalancing ทุก 6 เดือน

บางคนอยากเล่นหุ้นกู้ อันนี้ผมไม่รู้เรื่องเลย lol
ดังนั้นผมเอง หุ้นกู้ ก็เล่นผ่านกองทุนรวม ประเภทตราสารหนี้เอา
หุ้นกู้ กับ พันธบัตรรัฐบาล ล้วนแต่เป็น ตราสารหนี้ทั้งคู่

อ่อ กองทุนรวมประเภทหุ้น และเป็นกองทุนดัชนี ก่อนลงทุนให้สำรวจค่า p/e ตลาดหุ้นนั้นๆที่มันไปลงทุนด้วย ว่าไม่ควรแพงเกินไป (ดูเทียบกับประเทศอื่นๆ ก็ได้) และเป็นตลาดหุ้นประเทศที่เศรษฐกิจมั่นคงดีหน่อยนะ
วิธีหาข้อมูล ก็ลอง google คำว่า "global pe ratio" อาจจะมีบางเว็บทุกสรุปไว้ (แต่ข้อมูลมันจะอัพเดทช้าหน่อยคืออาจจะปีนึงอัพ 2 ครั้ง สรุปภาพใหญ่ๆ)

วันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2560

ปีเก่าผ่านไปแล้ว บัดนี้ก็ถึงเวลา ... สรุปบัญชีประจำปีสิครับ

ในที่สุดก็ถึงเวลาแล้ว....
เวลาของการสรุปบัญชีงบการเงิน(และลงทุน) ส่วนบุคคล ปี 2016

ถึงจะทำมาหลายปีล่ะ แต่ถึงเวลานี้ทีไรก็เหงื่อตกทุกที ... เพราะ
- ยิ่งนานวัน ยิ่งมีความซับซ้อนของพอร์ตการลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อย (รูปแบบการลงทุนหลากหลายขึ้น) การสรุปบัญชีก็ใช้เวลามากขึ้น
- ยิ่ง apply เทคนิคการบริหารการเงินส่วนบุคคลหลายแบบขึ้น ความซับซ้อนก็เพิ่มขึ้น

แม้ว่าจะมีการพัฒนาเครื่องมือในการช่วยให้งานเบาลงแล้ว (บางส่วนในบัญชีนี่เเขียน excel macro ล่ะ) แต่มันก็ยังถือเป็นกิจกรรมที่ใช้เวลามากอยู่ดี - - (แถมมี transaction ใหม่ๆเกิดขึ้นเรื่อยๆอีก)

ยังไม่นับเรื่องยื่นภาษีอีก lol เป็นอะไรที่น่าเบื่อมาก
แต่เมื่อไหร่ที่ทำมันเสร็จ มันจะมีคุณค่ากับเรามากๆ ในเรื่องของการวัดผลพัฒนาการทางการเงินของตัวเอง

และยังมีคุณค่า ในด้านที่ช่วยวางแผนการเงินในอนาคตของปีต่อไปอีกด้วย

ดังนั้นถึงจะน่าเบื่อ แต่ก็คุ้มค่ากับการลงแรงลงเวลาทำมันแหละครับ :)

ว่างๆก็เคยมีคิดว่าจะทำ template บัญชี แชร์ให้คนอื่นไปใช้ดูบ้าง
แต่ติดปัญหานิดหน่อยว่า บัญชีของมัน มันดันเป็นศาสตร์การทำบัญชีที่พัฒนาขึ้นมาด้วยตัวเอง ทำให้คนอื่นน่าจะเข้าใจยากกับการใช้

คืองี้ครับ เมื่อครั้งที่ ผมเริ่มต้องทำบัญชีต้องต้องดูแลการเงินของบ้านตัวเอง
เพราะตอนนั้นผมดูแลบ้านและสิ่งที่เหลืออยู่ที่คุณแม่ผม ฝากให้ผมดูแลเป็นธุระทางการเงินให้ต่อ เพราะแม่ผมเผอิญแต่งงานและไปอยู่ ตปท. = = ซึ่งธุระการเงินแม่ผมซับซ้อนน้อยซะเมื่อไหร่ เพราะท่านเป็นนักหมุนเงินและหนี้บัตรเครดิตมาหลายใบ ... ภาระทุกอย่างเลยมาตกกะผมนี่แหละ บ้านที่ต้องดูแลก็อยู่ ตจว. อีก ในขณะที่ผมเรียนอยู่แถว กทม. (ตอนนั้นเรียน ป.ตรี ปี 2 อยู่) ค่อนข้างหนักสำหรับคนวัยนั้นน่ะ

แต่ตอนนั้นคือเราไม่ได้เรียนทางด้านการเงินหรือธุรกิจอะไร ความรู้ในการทำบัญชีมีแค่บัญชีรายรับรายจ่ายที่เรียนมาตอน ประถม มัธยม ก็ทำๆไป พอให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร

ก็ทำมาเรื่อย จากทำในกระดาษ พัฒนามาเป็น Excel
นึกอะไรออกก็ค่อยๆปรับ ค่อยๆแก้รูปแบบบัญชีมาเรื่อยๆ โดยยึดหลักว่าหลังแก้ไขแล้ว ความถูกต้องของตัวเลขความมั่งคั่งของผมและของแม่ต้องคงเดิม และมีคุณสมบัติใหม่ๆที่ต้องดีขึ้นด้วยในทางใดทางนึง (ง่ายขึ้น, สะดวกขึ้น, บอกข้อมูลที่เราอยากรู้ได้มากขึ้น)

หลังจากผ่านการพัฒนา ปรับแก้ ปรับแต่งมายาวนาน ราว 5 ปี ซึ่งมันก็พัฒนารูปแบบไปเยอะมากๆ ผมก็เพิ่งได้เริ่มเข้าสู่โลกการลงทุนครั้งแรก
และเมื่อมาทางสาย VI ที่ทำให้เราได้ศึกษาทางการอ่านงบการเงินตามหลักวิชาบัญชีจริงๆ
เพิ่งได้ถึงบ้างอ้อว่า ไอ้ที่เราทำๆมาทั้งหมดนั่น มีอะไรเทียบเคียงได้กับเรื่องไหนในงบการเงินบ้าง

ซึ่งเป็นเรื่องมหัศจรรย์ ที่ระบบบัญชีที่เราพัฒนามาเองหมด โดยไม่เคยเรียนวิชาบัญชีจริงจังมาก่อน ออกมาสุดท้ายเทียบได้กับการที่เรามี 1). งบกำไรขาดทุน 2). งบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) มาแล้ว
ส่วนของงบ กระแสเงินสดนั้น มันครึ่งๆกลางๆ จะว่าใช่ก็ใช่ ไม่ใช่ก็ได้ ก็เลยถือว่าไม่มีละกัน - -a

แต่ถึงอย่างนั้นบัญชีของผมก็ยังดูต่างจากงบการเงินโดยหลักทางบัญชีพอสมควร ในเรื่องการวัดค่าและภาษาที่ได้เรียกค่าต่างๆ หรือแม้แต่หลักการปลีกย่อยบางอย่างก็ไม่ตรงกับหลักบัญชีจริงๆซะทีเดียว เพราะผมยึดเอาตามลักษณะการใช้งานจริงของตัวเองเป็นหลัก

ดังนั้นผมเลยไม่คิดว่าจะแปลงมันให้คนอื่นไปใช้งานได้ง่ายหรือสะดวกนัก ภาษาที่ใช้แล้วไม่ตรงกับภาษาทางบัญชีจริงๆ แชร์ไปก็คงเหมือนปล่อยไก่ให้คนนินทาอีก งั้นก็เก็บไว้ก่อนดีกว่า

โดยส่วนส่วนตัวผม จึงเห็นว่า ถ้าใครจะมาศึกษาและลองเป็นนักลงทุน หรือต้องการบริหารการเงินส่วนบุคคลของตัวเองให้ดีขึ้น
บัญชีของคุณ อย่างน้อยต้องมี 2 ส่วนประกอบหลักคือ
 
1. งบกำไรขาดทุน - บัญชีรายรับรายจ่ายก็กึ่งๆจะถือว่าเป็นงบกำไรขาดทุนได้ แต่เป็นลักษณะข้อมูลดิบ มันจะเป็นงบกำไรขาดทุนจริงๆ ก็เมื่อคุณสร้าง จุดตัดรอบบัญชีแต่ละรอบอย่างเป็นระบบชัดเจน เช่น ตัดทุกๆ quarter หรือตัดทุกๆเดือน ก็แล้วแต่การใช้งาน ...... แต่ผมว่าถ้าคุณเป็นมนุษย์เงินเดือน ตัดรอบบัญชีเดือนละครั้ง จะช่วยคุณในการวางแผนการเงินได้ดีกว่าน่ะ อย่างของผมจะตัดรอบบัญชีทุกวันที่ 20 ของเดือนครับ เพราะสมัยเรียนมหาลัยที่ผมเริ่มทำบัญชี เงินผมเข้าวันที่ 20 ของเดือน แล้วก็เลยใช้ระบบนี้เรื่อยมา

2. งบแสดงฐานะการเงิน (หรืองบดุล) - เป็นส่วนหลักในการลงทุน ที่บอกว่า เรามีทรัพสินอะไรบ้าง เงินสดในบัญชีธนาคารมีเท่าไหร่, ถือหุ้นอะไรบ้าง, ถือกองทุนอะไรบ้าง, มีลูกหนี้ใครบ้าง ฯลฯ โดยทั้งหมดนั้นต้องบอกคุณลักษณะที่งบดุลพึงต้องบอก คือ แต่ละสินทรัพย์ที่ว่าไปนั้น (ลูกหนี้ก็ถือเป็นทรัพย์สินในทางบัญชีได้น่ะครับเผื่อใครไม่รู้)
- มีมูลค่าปัจจุุบันคงเหลือเท่าไหร่
- ต้นทุนเท่าไหร่
- กำไรขาดทุนเท่าไหร่
- มีการเพิ่มขึ้นหรือลดลง ณ วันที่เท่าไหร่บ้าง (เช่นมีการซื้อหรือขายหุ้น หรือปรับพอร์ต)

ว่าจะเขียนสั้นก็ยาวซะล่ะ ตัดจบแค่นั้นละกันครับ
 
May the force be with you เหล่าสหายผู้ต้องเคลียร์บัญชีทุกท่าน ไฟต์ๆ ทำๆไปมันต้องเสร็จสิน่า

วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2560

วันนี้อ่านเจอข่าวว่า รพ.รัฐฯ กำลังจะเจ๊ง

จากข่าวนี้
http://www.thairath.co.th/content/835599
การจัดสรรเงินในระบบสาธารณสุขที่ไม่เป็นตามจริง น่าจะอธิบายปัญหาต่างๆ ทั้งๆที่ระบบหลักประกันสุขภาพของไทยดีมาก แต่ สปสช. ทำให้ล้ม ดังที่เกิดปัญหาเป็นลูกโ

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/835599
การจัดสรรเงินในระบบสาธารณสุขที่ไม่เป็นตามจริง น่าจะอธิบายปัญหาต่างๆ ทั้งๆที่ระบบหลักประกันสุขภาพของไทยดีมาก แต่ สปสช. ทำให้ล้ม ดังที่เกิดปัญหาเป็นลูกโ

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/835599
สรุปสั้นๆ (เนื่องจากก๊อปข้อความมาไม่ได้ ฮาๆ) คือ ระบบหลักประกันสุขภาพของบ้านเราดีมาก แต่โครงสร้างทางการเงิน ของทั้งระบบ ไม่สามารถอุ้มระบบนี้เอาไว้ได้ (รายจ่ายมากกว่ารายรับมาก) อีกทั้งโครงสร้างการบริหารที่บิดเบี้ยวจากส่วนกลาง ซุกและปกปิดปัญหาไว้แล้วให้บุคลากร ระดับปฏิบัติการเป็นคน absorb แทน จึงเกิดปัญหาสมองไหล (หมอ พยาบาล ฯลฯ ทนอยู่ในระบบนั้นไม่ได้ เพราะตัวเองจะตายซะก่อนคนไข้ แถมยังทำคุณบูชาโทษ โดนฟ้องร้องติดคุกกันอีก ใครจะอยากเสี่ยงอยู่ต่อไป)


ใครหวังพึ่งสวัสดิการรัฐอย่างเดียวขอให้คิดดีๆเพราะว่าเสี่ยงมากครับ
สิ่งที่เราทุกคน ทำได้และควรทำคือ

- มีกองทุนฉุกเฉินของตัวเอง ซึ่งควรมีปริมาณเงินเพียงพอจะใช้ชีวิตต่อไปได้อีก 6 เดือนเป็นอย่างน้อย กรณีป่วยจนทำงานไม่ได้เป็นเวลานานๆ (ใช้ตอนที่ตกงานได้ด้วยน่ะ)

- มีพวกประกันสุขภาพ และประกันอุบัติเหตุติดตัวไว้ ( ใครที่ทำงานบริษัทเอกชนใหญ่ๆดีๆหน่อย ก็มักจะมีอยู่แล้ว)

- ดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดีที่สุด ทั้งอาหารการกิน, การออกกำลังกาย, พักผ่อนเพียงพอ, ตรวจสุขภาพประจำปี, แล้วใช้ชีวิตอยู่บนความไม่ประมาท

วันนี้เอาสั้นๆครับ ส่วนภาคขยายความของแต่ละหัวข้อ นึกออกวันไหนเดี๋ยวน่าจะได้เขียนครับ

วันเสาร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2559

Gotcha!! จับฝันให้อยู่หมัด ต้องจับมันก่อนอาหารมื้อเช้า!! (time management)



คุณเหนื่อยไหม กับการพยายามประยุกต์ใช้เทคนิค การบริหารเวลา ที่สอนกันทั่วไป แต่พยายามเท่าไหร่ก็ทำมันไม่ได้ตามทฤษฏีซักที
ทั้งหลัก 4 quadrant, pomodoro, time boxing, ฯลฯ

ไม่นานมานี้ผมเพิ่งฟังหนังสือเสียงเรื่อง What the Most Successful People Do Before Breakfast

ผมพบว่าเป็นหลักการที่เวิร์คมากสุดๆ
มันสามารถทำให้ทฤษฎีบริหารเวลาอื่นๆ ที่ว่าไป ซึ่งเราพยายามประยุกต์ใช้มานานแต่ไม่ค่อยสำเร็จเพราะการควบคุมวินัยและความสม่ำเสมอนั้นยากมาก แต่เทคนิคนี้จะทำให้อำนาจการควบคุมเวลาของเรา กลับมาอยู่ในร่องในรอยและเกิดประสิทธิผลได้อย่างที่ควรจะเป็น
และที่เจ๋งกว่านั้นคือ เราจะบริหารเวลาของเราได้ดีขึ้น โดยไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรมากมาย แต่ทุกอย่างจะเป็นไปโดยอัติโนมัติ
นอกจากนั้นยังทำให้ตลอดทั้งวันเรารู้สึกปลอดโปร่ง มีสมาธิดี พลอยทำให้ ประสิทธิภาพการทำงานทั้งวันดีขึ้นอีกด้วย

ฟังดูเว่อร์เกินจริง
ก่อนที่ผมจะลองใช้วิธีนี้สำเร็จก็เคยคิดแบบนั้นเหมือนกันครับ แต่พอลองแล้วก็รู้สึกว่ามันใช่เลย

หลักการนี้โดยสรุปย่อๆ คือ
งานที่สำคัญกับเป้าหมายชีวิตเราจริงๆ ควรจัดสรรเวลาเอาไว้ทำเป็นงานแรกของวัน ซึ่งเวลาที่เหมาะสมที่สุดคือ ช่วงเวลาก่อนอาหารเช้า
คือเราเลือกจะ ตื่นเช้าขึ้นกว่าเดิม (แน่นอนว่าต้องนอนเร็วขึ้น) เพื่อให้มีเวลาเพิ่มขึ้นซักชั่วโมงหรือสองชั่วโมง ก่อนจะถึงเวลาอาหารเช้า แล้วเอาเวลานั้นไปทำงานที่สำคัญก่อนเป็นอย่างแรกของวันนั้นๆ

ฟังดูธรรมดามาก แต่กลับเป็นเรื่องทำยากของคนสมัยนี้
วิถีชีวิตคนสมัยนี้นั้น ชอบนอนดึกตื่นสายมากกว่า ทำให้เรื่องนี้มีน้อยคนนักที่จะได้ลองทำและเห็นผลของมันจริงๆ

เหตุผลที่วิธีนี้นั้น ได้ผลดีมาก โดยที่เราแทบไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรมากมาย นอกจากการเปลี่ยนเวลาตอนและเวลาตื่นนอนในแต่ละวันเท่านั้น อธิบายโดยสรุปตามที่ผมเข้าใจคือ

1. เราตื่นเช้ามาล้างหน้า แปรงฟัน อาบน้ำ จนถึงกินข้าวนั้น เราไม่เคยรู้สึกว่ามันเป็นภาระอะไรเลย เพราะเราทำให้มัน กิจวัตรที่ต้องทำทุกวัน ดังนั้น เราจะพยายามทำให้งานที่สำคัญที่เราต้องการจัดเวลามาทำมัน ให้กลายเป็นกิจวัตรประจำวันให้ได้เหมือนกัน

2. เราจะไม่โดนสิ่ง รบกวน หรือ ขัดจังหวะ จากปัจจัยภายนอก ในช่วงเวลานั้นเลย เป็นเรื่องยากมากที่จะโดนรบกวนจากคนอื่น ในเวลาที่คนส่วนใหญ่ในโลก (รวมถึงเพื่อนร่วมงานประจำของเรา) ล้วนยังนอนไม่ตื่นกัน หรือกำลังสาละวนกับกิจวัตรตอนเช้าของตัวเองเพราะต้องรีบออกไปทำงานประจำ นอกจากนั้นโดยมรรยาทแล้ว การจะโทรไปหาใครเรื่องงาน ตั้งแต่เวลาที่เขายังไม่ตื่นหรือกินข้าวไม่เสร็จนั้น เป็นเรื่องเสียมารยาทมาก และปกติคงไม่มีใครทำกันถ้าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายจริงๆ
(ถ้าสังเกตดู ในช่วงเวลากลางวันนั้น โดยเฉพาะในที่ทำงาน เรามีโอกาสโดนคนอื่นขัดจังหวะการทำงานของเราได้ตลอดเวลา)

3. เราได้การพักผ่อนสมองมาทั้งคืนแล้ว มันเป็นเวลาที่เราสมองมีพลังเต็มเปี่ยมมากที่สุดและมีข้อมูลอื่นๆที่กวนใจกวนสมาธิเราน้อยที่สุด ในทางตรงข้าม หากเราจะเอางานเพื่อเป้าหมายชีวิตเราไปทำตอนท้ายๆของวัน หลังจากเลิกงานประจำแล้ว จะพบว่าเรา เหนื่อยล้าเกินไป ทั้งกายใจ จนประสิทธิภาพการทำงานเราต่ำมาก อยากจะพักผ่อนหรือทำกิจกรรมที่ผ่อนคลายมากกว่าจะมาทำเรื่องซีเรียสอื่นๆมากไปกว่านี้แล้ว

4. เราจะได้รับความรู้สึก "สำเร็จ" ชิ้นเล็กๆเป็นรางวัล ก่อนจะออกไปเริ่มงานอื่นๆนอกบ้านของเราช่วงกลางวัน ซึ่งความรู้สึกนี้เป็นพลังทางจิตใจที่สำคัญ มันจะทำให้เราทำงานชิ้นต่อไปโดยสดชื่นและกระฉับกระเฉงมากขึ้นเพราะเรายังอยู่ในมู้ดของความสำเร็จอยู่ และเมื่องานชิ้นต่อไปนั้นทำเสร็จตามเป้าไปได้ดีอีก มันก็จะทำให้งานถัดจากนั้นล้วนเสร็จดีขึ้นด้วย ... กลายเป็นว่ามันส่งผลเป็นโดมิโน ตั้งแต่ต้นจนจบวัน ทำให้เรารู้สึกว่าวันนั้นเป็นวันที่เราทำอะไรก็ดีไปหมด

5. เรารู้สึกดีกับตัวเองได้มากว่า ที่ได้ทำงานเพื่อเป้าหมายชีวิตจริงๆของเราในแต่ละวันก่อนงานอื่น ทำให้เรารู้สึกได้ว่า เป้าหมายเรามีความคืบหน้าในทุกๆวัน และไม่โดนแย่ง "เวลา" ไปโดยงานที่ไม่ได้เป็นไปเพื่อเป้าหมายของเรา แต่จำเป็นต้องทำ(โดยเฉพาะเพื่อการเลี้ยงชีพ) เรื่องนี้เป็นหลักการเดียวกันกับ หลักการออมเงินที่ว่า "ได้เงินเดือนมา ต้องออมก่อน เหลือเท่าไหร่ค่อยเอาไปใช้จ่าย" ในที่นี้เปลี่ยนจาก "เงินเดือน" เป็น "เวลาในแต่ละวัน" แทนเท่านั้น คือ เราต้องจ่าย "เวลา" ไปกับสิ่งที่สำคัญกับเราที่สุดก่อน เหลือค่อยไปใช้มันกับสิ่งสำคัญรองๆลงมา หากใครเคยสำเร็จในการประยุกต์ใช้หลักการออมเงินแบบที่ว่าไปมาแล้ว เขาจะเข้าใจเลยว่ามันต่างกันกับการ "เอาเงินเดือนไปใช้ก่อน เหลือแล้วค่อยออม" มากแค่ไหน

สังเกตน่ะครับ ผมพูดเหมือนกับว่า งาน"สำคัญ" กับงาน "จำเป็น" แยกออกจากกัน ไม่ใช้ความหมายทับซ้อนกัน
งาน"สำคัญ" คือวัดจากเป้าหมายชีวิตและความรู้สึกทางอารมณ์ของเรา
แต่งาน "จำเป็น" นั้น ไม่ว่าจะอยากทำหรือไม่ ก็ต้องทำเพื่อให้อยู่รอดไปในปัจจุบันก่อน
งาน "สำคัญ" ถูกผลักดันด้วยอารมณ์ความ อยาก เข้าไปใกล้กับสิ่งที่เราชอบ
งาน "จำเป็น" ถูกผลัดดันด้วยอารมณ์ ไม่อยาก จะเจอสิ่งแย่ๆที่จะตามมาหากไม่ทำงานนั้น
เรื่องนี้ถ้าจะอธิบายละเอียดมันยาว เอาแค่นิยามให้เข้าใจหัวข้อปัจจุบันก่อนก็พอ ว่ามันเกี่ยวยังไงกับเทคนิคการบริหารเวลา "ก่อนอาหารเช้า" ของเรา

ลองดูน่ะครับ คุณน่าจะทึ่งกับผลลัพธ์ของมันอย่างที่ผมเคยทึ่งกับมันมาก่อน ;)

===============
พูดคุยกันท้ายตอน

ต้องขออภัยผู้ที่ติดตามบล๊อกนี้ (น่าจะมีน่ะ 55) ด้วย ที่ผมหายไปนานเป็นเดือนๆ เพราะมีอะไรยุ่งๆกับเรื่องทางบ้านแทรกเข้ามาในเดือน ก.ค. ที่เพิ่งผ่านไป
ตอนนี้เรื่องยุ่งๆก็ผ่านไปแล้ว หลังจากนี้คงจะพอทยอยอัพบทความได้บ้าง
ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ลองทำรูป cover แปะหัวบทความด้วย หวังว่าคงจะชอบกันน่ะครับ

เรื่องการบริหารเวลา แม้จะฟังดูไม่เกี่ยวกับการลงทุน ซึ่งเป็นธีมหลักของที่นี่ แต่จริงๆแล้วนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ ล้วนเป็นนักบริหารเวลา (อีกนัยนึง คือนักลงทุนเวลา) ชั้นยอดครับ เพราะการบริหารเวลาเป็นพื้นฐานของความสำเร็จในทุกๆเรื่อง แน่นอนเป็นประโยชน์กับเป้าหมายด้านการเงินการลงทุนด้วย ดังนั้นจึงเป็นที่มาของบทความตอนนี้ครับ ;)

ตอนนี้ blog ผมยังจัดระเบียบบทความด้วยการแปะ tag อยู่ แต่กำลังงมๆเหมือนกันว่ามันจัดหมวดหมู่แบบอื่นที่สะดวกและเป็นระเบียบกว่านี้ได้รึเปล่า ใครมีข้อเสนอแนะก็ยินดีรับฟังเสมอครับ จะนำไปปรับปรุงให้ดีขึ้น :)

วันเสาร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2559

แนวคิดเกี่ยวกับมูลค่าของหุ้น (2) : มูลค่ามาจากระยะเวลาคืนทุน

1. มูลค่ามาจากความสามารถในการสร้างผลกำไร (มองว่าหุ้นคือ เครื่องจักรผลิตกระแสเงินสด)

"จงลงทุนในหุ้น เหมือนลงทุนในธุรกิจ" ("Investment is most intelligent when it is most businesslike" - quote ของ เบนจามิน เกรแฮม) คงเป็นประโยคที่หลายๆคนน่าจะเคยได้ยินกันมาก่อน จากสื่อต่างๆที่เสนอเรื่องการลงทุนแบบ VI

ในชีวิตเรานั้น บางที ก็จะมีโอกาสทางการลงทุน หรือธุรกิจบางอย่างที่เราสนใจผ่านเข้ามา แล้วเราต้องตัดสินใจว่าเราจะลงทุนในธุรกิจนั้นดีหรือไม่ หรือจะคุ้มหรือไม่

สิ่งที่มักใช้ประเมินความคุ้มในการลงทุน อย่างนึงก็คือ ผลตอบแทนที่เราจะได้รับ
แน่นอนเราย่อมหวังผลตอบแทนที่มากกว่า สิ่งที่เราลงทุนจ่ายออกไป จึงจะเรียกว่าเป็นการลงทุนที่ "มีกำไร"
ทีนี้ในการลงทุนเนี่ย มันมักจะมีปัจจัยเรื่อง "เวลา" ที่เราต้องนำมาคิดด้วย
และคำถามหลักๆ ที่ทุกคนคงคิดถึงก็คือ
- ลงทุนไปแล้ว ต้องรออีกนานเท่าไหร่ กว่าจะ คืนทุน
- และหลังจากคืนทุนแล้ว จะได้กำไรเท่าไหร่ ในทุกๆปีหลังจากนั้น

ซึ่งนั่นก็เลยเป็นที่มาของ วิธีประเมินมูลค่าหุ้น ตามหัวข้อย่อยต่อไปนี้ *-* (เกริ่นซะยาว กว่าเข้าเรื่องได้ซักที)

1.1 มูลค่ามาจากระยะเวลาคืนทุน
อันนี้ระวังจะสับสนกับ "จุดคุ้มทุน" น่ะครับ มันฟังคล้ายๆกัน แต่ต่างกันมาก
จุดคุ้มทุน มันคือจุดที่เราใช้กำหนดราคาขายของสินค้าหรือบริการของเรา ว่าต้องขายราคาไม่น้อยกว่ากี่บาท จึงจะไม่ขาดทุน (คือ กระแสเงินสดในภาพรวมไม่ติดลบ)
แต่ "ระยะเวลาคืนทุน" เรามองเรื่องเวลา ที่ผลตอบแทนจากธุรกิจ จะสะสมรวมกลับมาให้เท่ากับ จำนวนเงินลงทุนที่เราจ่ายลงไปให้ธุรกิจนั้น

ลองคิดดูเล่นๆ กันตรงนี้ดูน่ะครับ ว่าสมมุติถ้าเราจะลงทุนในธุรกิจอะไรซักอย่าง ระยะเวลาคืนทุนเท่าไหร่คือระยะเวลาที่เหมาะสม และคุ้มค่าที่จะลงทุน :)
เดี๋ยวผมจะอธิบายไปเรื่อยก่อนและทุกคนน่าจะได้คำตอบตอนจบบท
;
;

ปกติระยะเวลาคืนทุนของธุรกิจ หรือหุ้นนั้น เบื้องต้นเราจะมองกันที่อัตราส่วนทางการเงินตัวนึงที่เรียกว่า P/E ratio

P คือ Price คือ ราคาหุ้นในตลาดปัจจุบัน
E คือ Earning คือ กำไรต่อหุ้น (จากงบปีล่าสุด - ต้องใช้ของงบการเงินรายปีน่ะครับ ระวังอย่าใช้ของรายไตรมาส)

คิดแบบคณิตศาสตร์ง่ายๆ P/E จะบอกตัวเลขโดยตรงว่า ถ้าซื้อหุ้นตัวนี้ ณ ราคานี้ จะต้องใช้เวลาอีกกี่ปีจึงจะคืนทุน บนสมมุติฐานที่ว่า หุ้นนั้นจะมีค่า E เท่าเดิม ทุกๆปี อย่างสม่ำเสมอต่อไปในอนาคต

ถ้าถามว่า P/E ที่เหมาะสม ควรจะเป็นเท่าไหร่ ? จากที่ผมศึกษามาหลายสำนักและจากประสบการณ์ส่วนตัว คงต้องบอกว่า ตัวเลข P/E ที่เหมาะสมนั้น "ไม่มีสูตรตายตัว" ครับ

แม้ว่า โดยส่วนใหญ่จะพูดกันว่า หุ้นที่ P/E ที่ต่ำกว่า 10 ลงมา ถือว่าเป็นหุ้นที่ราคาถูกแล้ว
แต่คุณจะเห็นไอดอลนักลงทุน VI หลายคน ที่แต่ละคนกลับบอกค่า P/E ที่เขาคิดว่าเหมาะสม แตกต่างกันไปได้ต่างๆนาๆ

แล้วอย่างงี้ เราจะเชื่อใครดี หรือ เรายังเชื่อหลักการแบบ VI ได้หรือไม่ ?
เพื่อตอบคำถามนั้น เราต้องเข้าใจหลักการที่ลึกขึ้นไปอีก

สาเหตุที่ P/E นั้นมีค่าเหมาะสมได้หลากหลาย ก็เพราะว่ามันมี ตัวแปรอื่นๆ ที่อยู่นอกเหนือจากนั้น ซึ่งก็เป็นตัวแปรสำคัญ ในการประเมินระยะเวลาคืนทุนของหุ้นตัวนั้นๆอยู่ด้วย
ตัวแปรที่ว่านั้นคือ
- G คือ Growth คือ อัตราการเจริญเติบโตของผลกำไร => หุ้นที่มี Growth สูงกว่า ย่อมเหมาะสมที่จะมี P/E สูงกว่าด้วย เพราะหุ้นที่มีการ เติบโต นั่นหมายความว่า กำไรปีหน้า จะสูงกว่าปีนี้ และกำไรปีต่อๆไป ก็จะสูงขึ้นไปเรื่อยๆทุกปี ดังนั้น ระยะเวลาคืนทุนจริงๆของคนที่ถือหุ้นตัวนั้นอยู่ จะน้อยกว่าตัวเลขที่ค่า P/E แสดงให้เราเห็น จึงไม่แปลกที่หุ้นซึ่งมี Growth สูงจะมี P/E สูงไปด้วย
- ความสม่ำเสมอของผลประกอบการ และ
- ความมั่นคง ความเสี่ยง ของตัวธุรกิจนั้น => ธุรกิจที่มีความมั่นคงที่สูงกว่า มักแสดงออกมาในรูปของผลประกอบการที่สม่ำเสมอกว่าด้วย แน่นอนหุ้นที่มีความมั่นคง สม่ำเสมอ ก็จะมีความเสี่ยงต่ำไปด้วย และความสม่ำเสมอนี้ทำให้เรา คาดการณ์ การเติบโตของอนาคตได้แม่นยำกว่า หุ้นที่ผลประกอบการดีบ้างไม่ดีบ้างในแต่ละปี และเพราะอย่างนั้น มันก็เป็นไปได้ที่จะมีค่า P/E เหมาะสม ที่สูงกว่าหุ้นตัวอื่นที่มีความมั่นคงน้อยกว่า ซึ่งนี่รวมไปถึงหุ้นที่เป็นผู้นำตลาดหรือเป็น รายใหญ่ ในกลุ่มเดียวกันด้วย (คนที่เป็นเบอร์ 1 ในตลาด ก็ย่อมมั่นคงมากกว่าคนอื่นๆในตลาดเดียวกันนั้น)
- ความตึงเครียดของสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ => ข้อนี้ค่อนข้างอธิบายยากและผมไม่รู้ศัพท์เฉพาะทางที่จะเอาไปค้นต่อด้วย แต่โดยคร่าวๆคือ หากยุคสมัยนั้นทรัพยากรและความมั่งคั่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากกว่า ระยะเวลาคืนทุน ที่ยอมรับกันได้ ก็จะสูงกว่าด้วย , ข้อนี้ไม่มีหนังสือเล่มไหนพูดถึงกันเท่าไหร่ แต่อันที่จริงเป็นสิ่งที่ เบนจามิน เกรแฮม ได้แสดงออกมาอยู่ในสูตรหา มูลค่าเหมาะสมของหุ้น (intrinsic value) ของเขาอยู่แล้ว ซึ่งจะอธิบายรายละเอียดในส่วนต่อไป
- ค่าความนิยมของแบรนด์ => แบรนด์ไหนดังกว่า มูลค่าทางตลาดสูงกว่า ก็ถือว่ามีข้อได้เปรียบคู่แข่งรายอื่นในตลาดเดียวกัน เพราะมักจะขายสินค้าหรือบริการได้ง่ายกว่าไปด้วย ความดังของแบรนด์นี้บางทีก็ทำให้นักลงทุนเห็นว่า จะนำไปสู่การเติบโตที่มากกว่าคู่แข่งในอนาคต จึงยอมซื้อกันในระดับ P/E ที่สูงขึ้นได้ด้วยเช่นกัน
- อายุขัยของมนุษย์ - คือ มันฟังดูไม่น่าเกี่ยว แต่ก็เกี่ยว ลองคิดดูว่าถ้าการลงทุนใช้เวลา 50 ปีในการคืนทุน แล้วมนุษย์ที่มีอายุไขราวๆแค่ 100 ปี จะยอมรับได้ยังไงกับการลงทุนที่ใช้เวลานานขนาดนั้น ? นักลงทุนเมื่อศึกษาและวิชาแก่กล้าถึงจุดนึงจะเริ่มเห็นคุณค่าของ "เวลา" และพวกเขาจะเอาเรื่องนี้มา คิดด้วยแน่นอน ... นี่ยังไม่นับว่า ช่วงเวลาที่ ร่างกายเรายังแข็งแรง เหมาะกับการใช้สอยความมั่งคั่งที่หามาได้ มันก็น้อยกว่านั้นอีก และคนเราก็ย่อมพยายามจะสร้างความมั่งคั่งให้เร็วทันกินทันใช้ด้วย นี่เป็นแรงผลักดันนึงที่มีอิทธิพลต่อ ระยะเวลาคืนทุน ทีี่มนุษย์แต่ละยุคสมัย จะยอมรับได้ไม่เท่ากัน
- ฯลฯ (คิดเยอะไปก็ไม่ดีน่ะ :P เอาแค่ข้างบนนั่นก็ปวดหัวแย่ละ)

ตัวแปรเพิ่มเติมที่ว่าไปข้างต้นนั้น บางอันสามารถไปคำนวณได้โดยตรง (เช่น Growth, ความมั่นคง, ความตึงเครียดของสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ) บางอันต้องใช้ senses พิเศษ ที่เกิดจากประสบการณ์ส่วนตัวของนักลงทุน ว่าจะให้แต้มบวกหรือลบสำหรับหุ้นตัวนั้นไปมากหรือน้อยเท่าไหร่อย่างไร (เช่น ค่าความนิยมของแบรนด์ อันนี้เป็นนามธรรมที่เอามาคำนวณตัวเลขได้ลำบาก) ส่วนเรื่องอายุขัยของมนุษย์ มันถูกแสดงออกมาโดยตลาด และด้วยกลไกตลาดอยู่แล้ว แม้จะเกี่ยวแต่เอาผลลัพธ์ที่ปู่ เกรแฮมฯ ศึกษามาแล้ว สรุปมาให้เราแล้ว เฉยๆก็พอ (แล้วเอ็งจะพูดขึ้นมาทำไมซะยืดยาว - -a )

ถึงตรงนี้ขอทวนและย้ำหน่อยน่ะครับ ว่า เรากำลังพูดถึง "ระยะเวลาคืนทุน" มันอาจจะดูคล้ายแต่มันไม่ใช่สิ่งเดียวกันกับค่า P/E

อ่านถึงตรงนี้แล้ว พอจะนึกคร่าวๆได้รึยังครับ ว่าระยะเวลาคืนทุน ที่เหมาะสมนั้น น่าจะเป็นค่าประมาณเท่าไหร่ ;)

ผู้อ่านอาจจะคิดว่า ไม่เห็นต้องอะไรยืดยาว ยังไง ระยะเวลาคืนทุน ยิ่งน้อยก็ยิ่งดีอยู่แล้ว
ซึ่งก็จริงครับ แต่ถ้าอย่างงั้น เราจะแยกแยะได้อย่างไร ในเวลาที่ตลาดทั้งตลาดล้วน "แพง" ทั้งหมด ?
ถึงคุณจะหยิบหุ้นที่ ระยะเวลาคืนทุนน้อยที่สุดในตลาดขณะนั้นขึ้นมาได้ แต่ถ้าเป็นช่วงนั้นเป็นช่วงที่ตลาดอยู่ในวัฎจักรช่วงที่ราคากำลังแพง หุ้นที่หยิบขึ้นมาได้นั้นก็เป็นไปได้ที่จะ "แพงเกินไป" อยู่ดี เมื่อตลาดฟองสบู่แตกหรือเงินทุนไหลออก แม้คุณจะขาดทุนน้อยกว่าคนอื่น แต่ก็ยังได้ชื่อว่า ขาดทุน อย่างยากจะกู้กลับคืนมาได้ อยู่ดี

ข่าวดีคือ ทางออกของเรื่องทั้งหมดที่ว่ามานั้น เบนจามิน เกรแฮม ได้วิจัยและศึกษามาแล้วเรียบร้อย จนได้คำตอบและสรุปออกมาเป็นสูตรให้เราๆ พอจะหยิบจับกันไปใช้ได้อยู่แล้วครับ เดี๋ยวผมจะอธิบายสูตรของปู่เกรแฮมให้ฟัง

อนึ่ง ที่ผมจะอธิบายต่อไปนี้ เป็นความเข้าใจส่วนตัวของผมเองที่เรียนเองแบบมวยวัด ถ้ามีตรงไหนผิดพลาดก็สามารถท้วงติงได้ครับ

สูตรที่ว่าก็คือ V* = EPS x (8.5 + 2g) x (4.4/Y)
(อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://en.wikipedia.org/wiki/Benjamin_Graham_formula )

V* คือ Intrinsic Value หรือ มูลค่าเหมาะสมของหุ้นนั้น
EPS คือ Earning Per Share คือ กำไรต่อหุ้น
8.5 คือ ค่า P/E เหมาะสมของธุรกิจที่ไม่มีการเจริญเติบโต (ตามความคิดของ เกรแฮม)
g คือ Growth ประมาณการณ์ระยะยาว (ประมาณ 5 ปี) ของผลกำไร
4.4 คือ Yield เฉลี่ยของหุ้นกู้เกรด AAA ในปี 1962 ที่สูตรนี้ถูกคิดค้นขึ้นมา
Y คือ Yield ปัจจุบันของ หุ้นกู้ ระยะเวลา 20 ปี เกรด AAA (ในปี 1962 มันก็คงเท่าๆกับค่า 4.4 ที่เอาไว้อ้างอิง)

สมมุติว่าเราอยู่ในปี 1962 ดังนั้นเราจะตัด 4.4 กับ Y ออกไปจากสูตรก่อนน่ะครับ (ซึ่งมันจะเท่ากับสูตรแรกจริงๆของปู่เขา ที่ยังไม่เติมตัวแปรนี้เข้ามา)

กุญแจสำคัญอยู่ที่เลข 8.5 นั่นครับ
จะเห็นว่าในทัศนของ เกรแฮม นั้น P/E ที่เหมาะสม ของธุรกิจ ที่ไม่มีการเติบโต (g = 0) คือ 8.5
แปลว่า ธุรกิจใดๆ ควรมีระยะเวลาคืนทุนที่เหมาะสม คือ 8.5 ปี ครับ
ซึ่งเมื่อ g = 0 ค่า P/E จะแสดงระยะเวลาคืนทุนของธุรกิจแบบ ตรงๆ
แต่ถ้า g != 0 ค่า P/E จะเป็นคนละค่ากับ ระยะเวลาคืนทุน
แต่สิ่งที่เป็นแก่นจริงๆ คือ ระยะเวลาคืนทุนของธุรกิจ
ดังนั้นจึงต้องหาวิธีเอา g กับ P/E กับ ระยะเวลาคืนทุน มาระบุความสัมพันธ์กันให้ได้ ซึ่งก็ออกมาเป็นสูตรของเกรแฮมสูตรนี้
(ในอีกทางนึง ตีความจากสูตรนี้แล้ว 8.5 + 2g = P/E เหมาะสมของธุรกิจนั้นๆ)
ดังนั้น หากเรากำลังมองดูธุรกิจใดๆ ในปี 1962 ระยะเวลาคืนทุนที่เหมาะสมตามทัศนะของ เกรแฮม นั้น คือ 8.5 ปีครับ

หากยังไม่เข้าใจตรงนี้ ลองค่อยๆทวนอีกครั้งจนเข้าใจน่ะครับ
เพราะถ้าเข้าใจแล้ว คุณเอาไปใช้ได้หลายอย่าง

ส่วนตัวเลข 4.4 กับ Y นั้น เป็นตัวแทนถึงสิ่งที่ผมเรียกแทนว่าเป็น "ความตึงเครียดของสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ" ในเวลาที่เราหยิบสูตรนี้มาใช้
คือถ้าเศรษฐกิจดีๆ Y ก็จะมีค่าสูงกว่า 4.4 (ระยะเวลาคืนทุนที่ยอมรับได้ ก็ต่ำกว่า 8.5 ) ถ้าเศรษฐกิจแย่ Y ก็จะมีค่าต่ำกว่า 4.4 (ระยะเวลาคืนทุนที่ยอมรับได้ ก็สูงกว่า 8.5 )
ในสูตรเดิมของเกรแฮม ไม่มีส่วนนี้อยู่ แต่เขาเติมเข้ามาเพื่อให้สมบูรณ์ขึ้น จะได้ใช้ต่อไปอีกในอนาคต

แต่ในทางปฏิบัตินั้น สูตรนี้ กลับมีคนใช้จริงๆค่อนข้างน้อย ซ้ำบางคนกลับมองว่ามันล้าสมัยและใช้กับยุคปัจจุบันไม่ได้แล้วอีกด้วย
ซึ่งพอเรามาทำความเข้าใจความเป็นมาของสูตรนี้จริงๆแล้ว ผมกลับมองว่าเกรแฮมนั้น เก่งมาก และแม้จะใช้สูตรนี้ตรงๆไม่ได้ แต่ถ้าเราเข้าใจความหมายของตัวแปรแต่ละตัว เราสามารถประยุกต์ใช้มันให้เข้ากับยุคสมัยเองก็ได้

แรกเริ่มผมก็พยายามลองใช้สูตรนี้ แต่ก็ล้มเลิกไป เพราะว่าหาหุ้นกู้เกรด AAA มาอ้างอิงไม่ได้
อีกทั้ง ตัวเลขอ้างอิง 4.4 นั้น เป็นของตลาด อเมริกา ซึ่งผมคิดว่าหากจะเอาไปใช้ประเทศอื่น เราก็ต้องไปหาค่าอ้างอิงที่มาจากสถิติย้อนหลังภายในประเทศเป้าหมายนั้นๆแทน

แต่สิ่งมีค่าอย่างนึงที่ได้มาคือ ระยะเวลาคืนทุนที่เหมาะสมกลางๆ คือ 8.5 และอาจจะบวกเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้บ้างตามแต่สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจในยุคสมัยนั้นๆ ส่วนวิธีการคำนวณให้รู้ได้ว่าหุ้นที่เราดูอยู่นั้นระยะเวลาคืนทุนเป็นเท่าไหร่ เราก็ไปหาทางของเราเองอีกทีนึง

หลังจากยุคของ เกรแฮม แล้ว ก็มีคนเอาความรู้ที่ปู่แกถ่ายทอด ไปประยุกต์ใช้ในแบบต่างๆมากมาย

อันนึงที่ดูง่ายหน่อยพอจะพูดในนี้ได้คือ วิธีของ ปีเตอร์ ลินซ์ คือใช้ PEG ซึ่งเท่ากับ P/E หารด้วย Growth
โดยถ้าค่า PEG สูงกว่า 1 หมายถึงหุ้นนั้นแพง ถ้าต่ำกว่า 1 หมายถึงหุ้นนั้นเริ่มจะมีราคาถูก
เกี่ยวกับตัวอย่างการใช้ PEG และวิธีการคิด ผมแนะนำให้อ่านอันนี้ https://clubvi.com/2012/10/04/peg/
(เขาเขียนไว้ดีแล้ว เราไม่ต้องเขียนซ้ำ สบายเฮ :D )

ผมเองหลังจากศึกษาสูตรของเกรแฮมแล้ว ก็พัฒนาวิธีแบบนึงของตัวเองขึ้นมา โดยอาศัยวิชากราฟเข้ามาช่วยคิดด้วย ซึ่งขอยกไว้อธิบายแยกเป็นอีกบทต่างหากเพราะคงยาวครับ

ที่เล่ามาทั้งหมดนั้น ก็เป็นวิธีการหามูลค่าของหุ้น ตามแนว VI วิธีแรก คือคิดจากมุมมองด้าน ระยะเวลาคืนทุน ของหุ้นตัวนึงๆ

อ่านถึงตรงนี้แล้ว คุณผู้อ่านคงพอได้ ไอเดีย ในการคำนวณหามูลค่าเหมาะสมของหุ้น บ้างแล้ว ก็ลองเอาไปคิดเพิ่มเติม และฝึกฝนใช้งานกันดูได้น่ะครับ :)

ส่งท้าย - แม้จะมีสูตรแล้ว แต่การเอาไปใช้จริง ก็มีรายละเอียดอีกมาก กว่าเราจะได้มาซึ่งค่าของตัวแปรแต่ละตัวที่จะได้มาใช้คำนวณ (บางค่าถ้าหาแบบมักง่าย มูลค่าที่คำนวณได้ก็อาจจะเชื่อถือไม่ค่อยได้ไปด้วย) จนไปถึงการได้มูลค่าเหมาะสมของหุ้นตัวนึงๆ ซึ่งต้องใช้ทักษะการวิเคราะห์เชิงปริมาณ (งบการเงิน และตัวเลขต่างๆในสูตรที่ว่าไปข้างต้น) และเชิงคุณภาพ (การเข้าใจโมเดลธุรกิจ ความมั่นคง ความเสี่ยง ฯลฯ) ซึ่งต้องยกไปอธิบายในซี่รี่ส์อื่นอีกทีนึงครับ

วันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2559

แนวคิดเกี่ยวกับมูลค่าของหุ้น (1.1) rewrite นิดหน่อย

เผอิญรู้สึกว่าที่เขียนไว้คราวก่อนนู้น (http://sompolinvestment.blogspot.com/2015/12/1.html) มันยังรู้สึกว่าห้วนๆไปหน่อย เลยเขียนปรับปรุงเพิ่มเติมส่วนเกริ่นนำเข้าไปด้วย เผื่อจะเข้าใจง่ายขึ้นครับ
=========================

มีประโยคนึงของเกรแฮม ที่ว่าไว้ว่า การเป็น vi นั้นไม่ยาก หากคุณซื้อของเป็น ก็คือเป็น vi แล้ว

การซื้อของในชีวิตประจำวันนั้น หากเป็นการซื้ออย่างมีเหตุผล ปกติเราก็น่าจะพิจารณาจากเหตุผลประมาณว่า
- เป็นของที่จำเป็น สำหรับเรารึเปล่า ซื้อมาแล้วเราใช้คุ้มมั้ย
- ราคาเป็นเหมาะสมรึเปล่า เทียบกับร้านอื่นๆ
- มันจะลดราคาอีกเมื่อไหร่

เกรแฮมยังเปรียบเทียบไว้ว่า หากคุณเห็นแฮมเบอร์เกอร์ที่คุณอยากกิน กำลังลดราคา คุณก็คงไม่ลังเลที่จะซื้อมัน ยิ่งลดราคามากเท่าไหร่คุณจะยิ่งอยากซื้อมันมากเท่านั้น แต่เป็นเรื่องแปลกที่ในตลาดหุ้น ผู้คนกลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม คือยิ่งเห็นหุ้นตก ยิ่งไม่กล้าซื้อ และยิ่งเห็นราคาหุ้นขึ้นไปสูงมากเท่าไหร่ กลับยิ่งอยากซื้อมากขึ้นเท่านั้น

ตอนนี้อาจจะมีคนคิดว่า ฟังหรือพูดเฉยๆมันก็ง่ายสิ แต่กับหุ้นนั้นเราจะไปรู้ได้ไง ว่าราคาแบบไหนถือว่าถูก แบบไหนถือว่าแพง

ลองกลับไปนึกถึงเหตุผลเวลาที่เราใช้ซื้อของทั่วๆไปที่เปรยไว้ตอนต้น ผมคิดว่า ความถูกแพงนั้น ค่อนข้างเป็นสิ่งที่ค่อนข้างขึ้นกับการเปรียบเทียบ ค่อนข้างมาก เป็นการเปรียบเทียบในแต่ละทางเลือกที่เรามี ว่าหนทางไหน จะทำให้เราได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ โดยลงทุนลงแรงน้อยที่สุด

เช่น สมมุติผมอยากกินเค้ก ทางเลือกที่ผมมีคือ
- ทำเค้กกินเอง ซึ่งต้นทุนชิ้นละ 50 บาท
- ซื้อจากร้าน A ที่ขายเค้กชิ้นละ 30 บาท
- ซื้อจากร้าน B ที่ขายเค้กชิ้นละ 40 บาท

หากสมมุติว่าทุกทางเลือกนั้นเราได้เค้กมาหน้าตาเหมือนกัน รสชาติอร่อยพอๆกัน ผมเชื่อว่าทุกคน ย่อมเป็นทางเลือกที่ 2 แน่นอน ซึ่งมันเป็น common sense ธรรมดาที่พวกเราทุกคนใช้กัน จนเคยชิน
ซึ่งมันก็ตรงกับหลักการซื้อหุ้นแบบ vi เช่นกัน เพราะเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุด

กลับมาที่หุ้น มุมมองเกี่ยวกับมูลค่าของหุ้น ตามแนวคิดของ vi ตามที่ผมเข้าใจ มีอยู่สองแนวคิดใหญ่ๆ

1. มูลค่ามาจากความสามารถในการสร้างผลกำไร
มุมมองนี้มองว่า มูลค่าหุ้น มาจากการที่หุ้นสามารถผลิตกระแสเงินจากการดำเนินงานแล้วได้กำไร แล้วปันผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น ยิ่งทำกำไรได้มาก อย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องเป็นเวลานาน มูลค่าก็ยิ่งมาก
ซึ่งก็มีประเภทย่อยอีกดังนี้คือ

1.1 มูลค่ามาจากระยะเวลาคืนทุน

1.2 มูลค่ามาจาก เงินสดทั้งหมดที่มันสร้างให้กับผู้ถือหุ้นได้ในอนาคต ตลอดช่วงชีวิตของมัน - ชื่อที่คุ้นเคยกันคือ Discounted Cash Flow
;

2. มูลค่ามาจากทรัพย์สินของบริษัทที่สะสมมา (ทรัพย์สินที่ไม่ใช่หนี้น่ะ)
คือ ถ้าสมมุติว่าบริษัทจะปิดตัวลงวันนี้ แล้วต้องขายทรัพย์สินทอดตลาดทั้งหมด เพื่อเอาไปใช้หนี้ให้หมด และส่วนที่ เหลือจึงเอาไปคืนผู้ถือหุ้น ส่วนที่เหลือมาคืนผู้ถือหุ้นนี้ ในทางทฤษฎีก็คือ "ส่วนของผู้ถือหุ้น" นั่นเอง เรามองว่านี่คือมูลค่าของบริษัทนี้ทั้งบริษัท จะตีเป็นมูลค่าหุ้นอีกทีได้ (เรื่องนี้มีรายละเอียดในเชิงปฏิบัติที่แตกต่างออกไปจากทฤษฎีอยู่บ้าง เดี๋ยวไว้เล่าทีหลัง)

อันที่จริง ยังมีอีกแนวคิดนึง ซึ่งผมว่ามันไม่เข้าหลักการของ VI เท่าไหร่นัก ออกจะค่อนข้างเป็นแนว ลูกครึ่ง แต่ก็มี VI แนวหน้าของประเทศบางคนใช้กันอยู่ ก็ขอแยกเอาไว้เป็นหัวข้อพิเศษคือ

*3. ความสามารถในการทำกำไร ผสมกับการตีมูลค่าที่ตลาดมีให้กับหุ้นตัวนั้น
ซึ่งผมคิดว่า มันเป็นประเภทนึงของ Relative valuation แบบที่พวก โบรกเกอร์ หรือนักวิเคราะห์ ชอบใช้กัน เพราะมีการเอา ปัจจัยจากการให้มูลค่าของ "ตลาด" มามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย

ทั้งหมดนั้นเป็นภาพกว้างๆ ซึ่งเดี๋ยวจะลงรายละเอียดเพิ่ม ว่าในแต่ละมุมมองนั้น เวลาไปใช้งานจริงต้องทำยังไง ในโอกาสหน้าครับ

=======================
ปล. อันที่จริง ... ผมมึน จำไม่ได้ว่าอัพตอนนี้ไปแล้ว ยังเขียนเพิ่มต่อไปเรื่อย พอจะมาอัพอีกทีปรากฏว่า อ่าว เคยอัพไปแล้วนี่นา ... แต่จะไม่อัพเวอร์ชั่นที่เขียนใหม่นี้ก็เสียดาย เลยขออัพหน่อยละกันครับ ><

วันจันทร์ที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

คำถามเกี่ยวกับกองทุนรวม LTF จากมือใหม่แบบสุดๆ (ภาค 2)

ถาม #7 : ทำไมคนหลายคน เลือกจะเล่นหุ้นเอง แทนที่จะลงทุน LTF

ตอบ : หลักๆคือ เพื่อผลตอบแทนที่มากกว่า เพราะโดยสถิติแล้ว ผลตอบแทนของกองทุนรวมนั้น ไม่สามารถเอาชนะค่าเฉลี่ยของตลาดได้ ดังนั้นหากเป้าหมายเราต้องการมากกว่านั้น ก็จำเป็นต้องทำอะไรแตกต่างจากคนส่วนใหญ่
และ กองทุนรวมที่มีเงินมากมายมหาศาลนั้น หลายๆครั้งจะเสียเปรียบนักลงทุนอิสระพอร์ตเล็ก เพราะ
- ด้วยความใหญ่ของมันเอง ทำให้เคลื่อนไหวได้ช้าและส่งผลกระทบต่อตลาดมาก ลงทุนได้เฉพาะกับหุ้นตัวใหญ่มากๆเท่านั้น (ซึ่งค่อนข้างอิ่มตัวกับการเติบโตแล้ว การหวังผลกำไรที่เติบโตมากๆต่อไปนั้นเป็นไปได้ยาก) ทำให้พอร์ตยิ่งขนาดใหญ่เท่าไหร่ ก็ยิ่งทำผลตอบแทนให้สูงได้ยากขึ้น
- มีกฏหมายที่ควบคุมอยู่ การเปลี่ยนนโยบายโดยพลการ ให้ต่างจากที่จดทะเบียนไว้นั้น ทำไม่ได้
- ความคาดหวังจากลูกค้าที่มักจะไม่ได้เข้าใจหลักการลงทุนระยะยาว และตื่นตกใจง่ายจากการผันผวนของตลาด ทำให้ ผจก. ต้องพยายามสู้กับความผันผวน ในขณะเดียวกันต้องพยายามทำกำไรให้สูง และเป็นขาขึ้นให้ได้มากที่สุด

ด้วยเหตุผลที่ว่ามานั้นทำให้กองทุนรวมค่อนข้างจะเหมือนโดนบังคับให้ต้องดำเนินการลงทุนแบบ passive และใช้หลักการทาง technical
... แต่ลองนึกภาพน่ะครับ กองทุนนั้นใหญ่และอุ้ยอ้าย แต่พยายามจะเล่นแบบ technical หรือ trading ซึ่งต้องใช้ความเร็วและคล่องตัว มันเป็นอะไรที่ขัดแย้งกันในตัวเองมาก
และดังนั้น ซึ่งหากเราต้องการจะลงทุนแบบ VI (ซึ่งเราเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ดีกว่า) เราต้องทำเอง เพราะไม่มีกองทุนไหนจะทำแบบที่เราต้องการได้

นอกเหนือจากนั้น ก็อาจมีเหตุผลอื่นๆอีกเช่น อยากลอง, อยากศึกษา, อยากรู้สึกว่าได้เป็นเจ้าของธุรกิจจริงๆ และเป็นการลงทุนจริงๆ, อยากกำหนดชะตาชีวิตการลงทุนด้วยตัวเอง เป็นต้น

สำหรับ LTF ยังมีข้อบังคับเรื่องเวลาที่ต้องถือ 5 ปี (ตอนนี้ 7 ปี) ปฏิทิน ด้วย ซึ่งสำหรับหลายๆคนที่รักอิสระ คงไม่รู้สึกถูกชะตากับมันในแง่นี้ อีกกระทง

===========================

ถาม #8 : เงินค่าตอบแทน ที่เป็นผลกำไรจากการลงทุน LTF หรือปันผล เขาจะจ่ายให้เราทุกเวลาเท่าไหร่ คือ ฝากเงินกับกองทุนละ ฝากทุกเดือน ทีนี้ผลตอบแทนที่เขาเอาไปลงทุนแล้วแจ้งเราเนี่ย เขาจะแจ้งเราทุกเดือนรึเปล่า ที่ว่าได้ 8-12% ต่อปีเนี่ย
เพราะว่าเราฝากเงินน่ะ ฝากเข้าไปทุกเดือนเนี่ย ผลตอบแทนเขาจะโชว์เราทุกเดือนเลยรึเปล่า

ตอบ : ฟังดูแล้วท่าทางจะยังไม่เข้าใจเรื่อง นิยามและกลไก ของสิ่งที่เรียกว่า กองทุนรวม คงต้องอธิบายเริ่มต้นใหม่

เวลาเราซื้อ กองทุน เราจ่ายเงินออกไป เราจะได้ "หน่วยลงทุน" ของกองทุนนั้น มาอยู่ในบัญชีของเรา

มอง "หน่วยลงทุน" เป็นสินทรัพย์น่ะครับ แล้วจะไม่งง
เทียบกับทรัพย์สินประเภทอื่นๆ เช่น ทอง, เงิน, น้ำมัน
ราคาของ สินทรัพย์ ตัวนี้ (กองทุนรวม) คือ NAV ซึ่งจะประกาศออกมาวันละครั้ง โดย ผจก. กองทุน (ซึ่งราคานั้น จะคำนวณมาจากมูลค่าสินทรัพย์อ้างอิงที่กองทุนไปลงทุนเอาไว้ ณ วันนั้นๆ) ในบัญชีกองทุนของเรา ในนั้นมีแค่ "หน่วยลงทุน" ที่เราซื้อเอาไว้อยู่

มูลค่าหน่วยลงทุนทั้งหมดที่เรามี = จำนวนหน่วยลงทุนที่เรามี * NAVล่าสุด

ตัวอย่าง ลองเปรียบเทียบกับ ทอง

- เวลาเราซื้อทอง ราคามันก็ขึ้นๆลงๆเป็นวันๆไปเหมือนกัน และถ้าเราอยากได้เงิน ก็ต้องเอาทองไปขายคืน
- หน่วยลงทุน ของกองทุนรวม ก็เหมือนกันเลย คือราคามันก็ขึ้นๆลงๆทุกวัน ถ้าเราอยากได้เป็นเงินกลับมา ก็ต้องเอาหน่วยลงทุนไปขายคืน

ถ้าเราถือไว้เฉยๆ ไม่ขาย และกองทุนก็ไม่ปันผล เราก็จะยังไม่ได้รับเงินกำไร(และขาดทุน) คืนมาครับ
แต่ไม่แนะนำกองทุนปันผล เพราะการปันผลของกองทุน นั้นไม่เหมือนปันผลของหุ้น
มันคือการที่กองทุนนั้น หักทรัพย์สินของตัวเอง ออกมาจ่ายให้เรา ซึ่งก็จะทำให้ค่า NAV ลดลง เป็นจำนวนเท่ากันกับที่เขาหักออกมา

คือ NAVวันก่อนปันผล = NAVวันหลังปันผล + ปันผลที่ได้ต่อหน่วยลงทุน

ดังนั้นการปันผลของกองทุน ไม่มีประโยชน์เท่าไหร่ ต้องมาเสียเวลาหาที่ลงทุนใหม่อีก เราเลือกขายเองเมื่อต้องการจะดีกว่า
เรื่องปันผลนี้ เป็นส่วนสำคัญอันนึงที่กองทุนแตกต่างจากหุ้นตัวจริงๆ

สำหรับกองทุนที่มีปันผล จะปันผลปีละกี่ครั้ง ขึ้นกับนโยบายของกองทุนนั้นๆ ที่ประกาศไว้ในหนังสือชี้ชวนครับ แต่ที่ผมเจอก็มักจะ 2 ครั้งต่อปี แต่ถ้ามันไม่กำไรเลย ตกต่ำมาก ก็อาจจะไม่ปันผลได้ครับ
การปันผลก็จะ โอนเข้าในบัญชีออมทรัพย์ของเรา ที่ผูกไว้กับบัญชีกองทุนฯ ของเราครับ

ปล. แนะนำเรื่องการใช้คำ ให้ใช้คำว่า ซื้อ/ขาย หน่วยลงทุน จะทำให้เข้าใจและไม่งง
หากไปมองแบบ เป็นการ ฝาก/ถอน เงินเข้าบัญชีกองทุน มันทำให้เห็นภาพไม่ตรงกับความเป็นจริงที่เป็นครับ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมคุณถึงดูงงๆ เหมือนจะไม่เข้าใจ

===========================

ถาม #9 : ถ้าจะยกเลิก LTF แล้วเอาตังออกมา คือพอครบกำหนดแล้วก็ถอนออกมาเลยได้ไหม ต้องทำยังไง

ตอบ : หน่วยลงทุนที่ครบกำหนดแล้ว สั่งขายได้เลย ปกติระบบ online จะมีเมนูแยกต่างหาก สำหรับเรื่องนี้โดยเฉพาะ คือจะมีหน้าที่บอกว่า LTF ที่ครบกำหนดแล้ว มีตัวไหน และขายได้เท่าไหร่อยู่ครับ, ขายแล้วซัก 2-3 วัน เงินค่าขายหน่วยฯ จะโอนเข้าบัญชีออมทรัพย์ที่เราผูกเอาไว้กับบัญชีกองทุนของเราเอง

===========================

ถาม #10 : จากที่อ่านคำตอบมา กำลังคิดว่า มันจะเป็นดอกเบี้ยทบต้นได้ยังไง
งั้นมันไม่เป็นการเก็งกำไรเหรอ คือฝากไปเรื่อยแล้วรอมันมีราคาสูง แล้วเราค่อยขายรวดเดียวไรงี้เหรอ
หรือเราจะต้องเล่นแล้วขายไปเรื่อย พอได้ % สูงทีนึง ก็ขาย แล้วก็ไปเอาเงินไปลงใหม่ ไม่สิมันซื้อได้แค่ 15% ของรายได้ปีนั้นนิ
แล้วงี้จะต่างไรกับการเก็งกำไรทั่วไป เหมือนซื้อหุ้นตอนหุ้นถูก แล้วขายตอนหุ้นแพง แต่หุ้นมันได้ปันผลนิ

ตอบ : แยกเป็น 2 คำถาม
1. เป็นการเก็งกำไรใช่หรือไม่ : ทั้ง ใช่ และ ไม่ใช่ มันขึ้นกับคนซื้อขายหน่วยลงทุน ว่าจะทำเป็นการเก็งกำไร หรือจะลงทุน
จุดแบ่งระหว่างการ เก็งกำไร กับ ลงทุน ไม่ได้ดูที่เรื่องว่า เราเอากำไรจากส่วนต่างของราคา หรือ เอากำไรจากปันผล แต่ดูจากพฤติกรรมของคนที่เล่น

นักลงทุนนั้นจะมองพื้นฐานของสิ่งที่ลงทุนก่อนและส่วนต่างของราคาเป็นผลพลอยได้(เอาเหมือนกันไม่ใช่ไม่เอา) จิตของนักลงทุน จะเป็นในลักษณะเฝ้าดูสิ่งที่ลงทุนมันเติบโตเหมือนการดูต้นไม้มันโต

ส่วนนักเก็งกำไรนั้น ไม่ค่อยสนใจพื้นฐานของสิ่งที่ลงทุน แต่เน้นการซื้อขายให้ได้กำไรอย่างเดียว อาจจะซื้อขายวันละหลายรอบ (ซึ่งถ้าเป็นกองทุนรวม ทำงี้ไม่ได้อยู่ล่ะ เพราะวันนึงซื้อขายมีผลได้ครั้งเดียว) หรือระยะเวลาถือสั้นมากและตั้งใจเล่นรอบ โดยดูสัญญานจากกราฟ technical และจิตวิทยาการลงทุน ในการชิงไหวชิงพริบกับคนอื่นๆที่อยู่ในตลาด ดังนั้นจิตของนักเก็งกำไรจะเป็นในลักษณะของการแข่งขัน มากกว่า

2. มันเป็นการทบต้นได้ยังไง : ถ้าหน่วยลงทุน มันโตแบบทบต้น เช่น โตปีละ 10% เมื่อเทียบกับ ปีที่แล้ว ทุกๆปี, การถือหน่วยลงทุนของเรา ก็ย่อมเป็นการทบต้นอยู่แล้วโดยไม่ต้องซื้อขายอะไร

หรือถ้ามองเป็นบัญชีเงินฝาก ดอกเบี้ยที่มันจ่ายให้เรา ถ้ามันลงไปรวมกับตัวเงินต้น แล้วถูกนับดอกเบี้ยรอบต่อไปด้วย มันก็เป็นดอกเบี้ยทบต้นแล้ว จะเห็นว่าไม่จำเป็นที่เราต้องถอนดอกเบี้ยนั้นออกมาก่อนแล้วฝากเข้าไปใหม่ มันถึงจะกลายเป็นทบต้นได้ เราแค่ปล่อยไว้เฉยๆมันก็ทบต้นอยู่แล้วครับ

วันศุกร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2559

เมื่อซื้อ LTF สิ้นปี ผลตอบแทนชนะคนทำ DCA มาทั้งปี - (จากการ์ตูน Mao-Investor ล่าสุด)

จาก : https://www.facebook.com/maoinvestor/photos/a.139219476137819.25668.138959932830440/979930195400072/?type=3

เข้าใจว่าเป็นมุขน่ะครับ แต่มุขแบบนี้ จะทำให้คนได้ความรู้ผิดๆเกี่ยวกับการลงทุนไปได้

คนทำ DCA จะเข้าใจอยู่แล้วว่าเขาจะไม่ได้ราคาต่ำสุด
แต่จะ มั่นใจได้ที่สุด ว่าต้นทุนเขาจะไม่ใช่อยู่บนยอดดอยแน่นอน และเขาจะได้ราคาเฉลี่ย

หากเป็นการ DCA บนกองทุนรวมหุ้นดัชนี ในระยะยาวๆหลายปี เขาจะได้ผลตอบแทนตามค่าเฉลี่ยของตลาดระยะยาว (ประมาณ10%) และชนะกองทุนรวมแบบ active เกือบทั้งหมดในตลาดแน่นอน

DCA เป็นรูปแบบการลงทุนที่เรียกว่า passive investment
ซึ่งใน school of investment หลายๆสำนักนั้น ก็ต้องถือว่าเป็นสาขาที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ซึ่งเป็นรองเพียงสาขาการลงทุนแบบ VI เท่านั้น
หากแต่เป็นวิธีที่ง่ายกว่าเป็นอย่างมาก เหมาะกับคนที่ไม่มีเวลาศึกษาวิเคราะห์เอง และไม่มีเวลาบริหารพอร์ตของตัวเอง

คำที่เหมาะกับการ์ตูนสี่ช่องนี้ที่สุดคือ "รู้อะไร ไม่สู้ รู้งี้"
คือ เป็นการตีความ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปแล้ว
แต่ ณ วันที่เหตุการณ์ยังไม่เกิด เม่าศรี ไม่มีทางมั่นใจได้เลย ว่าสิ้นปี ผลตอบแทนจะชนะอัศวิน รึเปล่า, พูดอีกทางนึงคือ มันค่อนไปเป็นการ "เสี่ยงดวง" มากกว่าการ ลงทุน
การที่เม่าศรีได้ผลตอบแทนดีในปี 2558 ที่เพิ่งจบไปนั้น จึงเข้าข่าย "right for the wrong reason" หรือ ฟลุ๊ก นั่นเอง

วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2558

แนวคิดเกี่ยวกับมูลค่าของหุ้น (1)

มุมมองเกี่ยวกับมูลค่าของหุ้น ตามแนวคิดของ vi ตามที่ผมเข้าใจ มีอยู่สองแนวคิดใหญ่ๆ

1. มูลค่ามาจากความสามารถในการสร้างผลกำไร
มุมมองนี้มองว่า มูลค่าหุ้น มาจากการที่หุ้นสามารถผลิตกระแสเงินจากการดำเนินงานแล้วได้กำไร แล้วปันผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น ยิ่งทำกำไรได้มาก อย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องเป็นเวลานาน มูลค่าก็ยิ่งมาก
ซึ่งก็มีประเภทย่อยอีกดังนี้คือ
1.1 มูลค่ามาจากระยะเวลาคืนทุน

1.2 มูลค่ามาจาก เงินสดทั้งหมดที่มันสร้างให้กับผู้ถือหุ้นได้ในอนาคต ตลอดช่วงชีวิตของมัน - วิธีการหนึ่งในประเภทนี้ ที่ได้ยินกันบ่อยๆ คือ Discounted Cash Flow

2. มูลค่ามาจากทรัพย์สินของบริษัทที่สะสมมา (ทรัพย์สินที่ไม่ใช่หนี้น่ะ)
คือ ถ้าสมมุติว่าบริษัทจะปิดตัวลงวันนี้ แล้วต้องขายทรัพย์สินทอดตลาดทั้งหมดเพื่อมาคืนผู้ถือหุ้น จะได้เงินมาคืนผู้ถือหุ้นทั้งหมดเท่าไหร่
ทรัพย์สินที่ว่านี้ ในทางทฤษฎีก็คือ "ส่วนของผู้ถือหุ้น" นั่นเอง
แต่ในทางปฏิบัตินั้น ส่วนของผู้ถือหุ้นมักจะไม่ได้มี ขนาดเท่ากับที่แสดงตัวเลขในงบการเงินอยู่จริง เพราะ ทรัพย์สินในงบการเงินนั้น จะมีหลายอย่างเป็นมูลค่าที่เกิดจากการประเมิน ด้วยวิธีการทางบัญชีอีกที ซึ่งถ้าถึงเวลาต้องขายทรัพย์สินจริงๆ มักจะได้เงินกลับคืนมาน้อยกว่านั้น

อันที่จริง ยังมีอีกแนวคิดนึง ซึ่งผมว่ามันไม่เข้าหลักการของ VI เท่าไหร่นัก ออกจะค่อนข้างเป็นแนว ลูกครึ่ง แต่ก็มี VI แนวหน้าของประเทศบางคนใช้กันอยู่ ก็ขอแยกเอาไว้เป็นหัวข้อพิเศษคือ

*3. ความสามารถในการทำกำไร ผสมกับการตีมูลค่าที่ตลาดมีให้กับหุ้นตัวนั้น
ซึ่งผมคิดว่า มันเป็นประเภทนึงของ Relative valuation แบบที่พวก โบรกเกอร์ หรือนักวิเคราะห์ ชอบใช้กัน เพราะมีการเอา ปัจจัยจากการให้มูลค่าของ "ตลาด" มามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย

ทั้งหมดนั้นเป็นภาพกว้างๆ ซึ่งเดี๋ยวจะลงรายละเอียดเพิ่มเป็นตัวๆ ในโอกาสหน้าครับ

วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2558

อยากจะเป็น VI ก็ต้องมีทัศนคติแบบ VI

ขอท้าวความกลับไปยังช่วงก่อนที่ผมเริ่มจะมาเป็น VI ล่ะกันครับ นั่นคือปลายปี 2012 และเข้าต้นปี 2013
ตอนนั้นผมกำลัง สับสน ตามประสาเม่าฝึกหัด ที่รู้สึกว่าวิธีการลงทุนที่ใช้อยู่มันค่อนข้างเป็นผลเสียกับการทำงานประจำมาก คือเรากระสับกระส่ายจะดูราคาหุ้นตลอดเวลา สมาธิกับงานก็เลยไม่ดี งานออกมาแย่ เลยต้องลองตั้งคำถามและทบทวนตัวเองว่า เรากำลังเดินถูกทางอยู่รึเปล่า
ตอนนั้นวิธีการที่ผมใช้อยู่ เป็นการใช้เรื่องกราฟเทคนิคและการเก็งกำไรต่างๆ จึงเริ่มสงสัยและคลางแคลงใจ ว่ามันน่าจะไม่เหมาะกับมนุษย์เงินเดือนอย่างเราซะแล้ว ถ้ามันกระทบการทำงานแบบนั้น

คนเล่นสายเทคนิคฯ ก็อาจแย้งว่าถ้าทำเป็นจริงๆมันใช้เวลาแป้บเดียวไม่กระทบงาน
แต่เอาเป็นว่าผมพยายามแล้ว แล้วรู้สึกว่ามันไม่สามารถไปถึงจุดที่ว่านั้นได้ เหตุผลก็คือ มันเต็มไปด้วยความ ไม่แน่นอน หากกราฟเปลี่ยน
เราต้องตอบสนองได้ทันควัน ไม่งั้นเราก็เสียหาย
ซึ่งนั่นเลยทำให้เราพยายามจะแว้บไปดูกราฟบ่อยๆ และดูแต่ละครั้งก็ต้องคิดว่าจะเอาไงกันแน่
เพราะหลายๆครั้งและส่วนใหญ่ กราฟมันก็ไม่ได้ชัดขนาดจะฟันธงได้ว่า นี่จะขึ้นแน่
หรือนี่จะลงแน่ๆ (ซึ่งตอนนี้ผมรู้ล่ะว่าทำไม แต่เก็บไว้เล่าตอนอื่น) แถมเรายังมีความลังเลจากข้อมูลอื่นที่ได้ยินมาจาก
ข่าว มาร์ บทวิเคราะห์ ฯลฯ
ยิ่งทำให้ตัดสินใจแต่ละครั้งนั้นเป็นการคิดที่นานและปวดหัวมาก ผมยิ่งเป็นคนนิสัยคิดเยอะคิดซับซ้อนอยู่แล้วด้วยเลยไปกันใหญ่

ตอนนั้นได้ยินว่ามันมีวิธีการลงทุนอีกแนวทางนึงเรียกว่า
VI ซึ่งไม่ต้องมาดูกราฟและปวดหัวแบบนี้
แต่ต้องไปใช้เวลามากกับการดูพื้นฐานกิจการต่างๆแทน จึงคิดว่าลองศึกษาดู
เผื่อจะทำให้ชีวิตเราดีขึ้น ไม่ปวดหัวทุกวันอย่างที่เป็นอยู่

ผมจึงลอง search ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับเรื่องนี้ สิ่งที่เจอ นั้นมีทั้งแบบที่พอเข้าใจได้ง่ายๆอย่างเรื่องการดู P/E, P/BV หรือการหาเอาจากชีวิตประจำวันว่าอะไรที่คนนิยมซื้อนิยมใช้กัน
และยังมีเรื่องที่ชวนปวดหัวอย่างวิธีที่เรียกว่า Discount Cash Flow อีก (ซึ่ง ณ เวลานั้นผมคิดว่ามันยุ่งยากไปเลยไม่ใส่ใจมันเลย)

พอผมได้ลองใช้วิธี VI อย่างง่ายๆพวกการดูค่า P/E และ P/BV มาตรวจสอบหุ้นในพอร์ตตัวเอง ก็เจอกับอะไรที่น่าตกใจคือ หุ้นเกือบทุกตัว ทำไม P/E หรือ P/BV มันสูงกว่าที่บทความ VI เขาว่ากันไปเกือบหมด
หุ้นที่ถือช่วงนั้น ซึ่งแรกๆก็ซื้อตามมาร์แหละครับ พวก HMPRO, BCH, NUSA, MBK, AYUD ฯลฯ (มั่วไปหลายอยู่) มีตัวเดียวที่พอ OK คือ MBK ที่ตอนนั้น P/BV ยังต่ำมากคืออยู่แถวๆ 1 เอง
ซึ่งพอเห็นอย่างนั้นเลยต้องปรับอะไรหลายอย่าง (แต่บางตัวถือติดพอร์ตไว้เพราะเชื่อในเรื่อง story ของอนาคตที่ดี ตามที่มาร์บอก... เผอิญตอนนั้นยังเป็นเด็กติดมาร์อยู่)
ผมลองหาซื้อหุ้นเองตามหลัก VI เท่าที่รู้อยู่ตอนนั้น (ซึ่งมองย้อนกลับไปนี่รู้สึกว่ารู้น้อยมาก โชคดีตลาดกระทิงไม่งั้นคงเจ็บตัวแน่)  ไปเจอ INTUCH ซึ่งรู้สึกว่าพื้นฐานตัวเลขอะไรๆมันดูดีมาก เลยโทรไปถามมาร์ว่าตัวนี้ดีรึเปล่า ซึ่งก็ OK แม้โดยส่วนตัวรู้สึกว่ามันยังแอบแพงไปหน่อย คือเราคาดหวังว่าราคาน่าซื้อน่าจะ 63 บาท แต่ราคาตอนนั้นมันไป 75 อะไรแล้ว แต่ด้วยความอ่อนประสบการณ์ตอนนั้นคือรู้สึกว่า ต้องหาซื้ออะไรซักอย่างติดมือให้ได้ ไม่อยากปล่อยเงินไว้เฉยๆ
(ผมว่ามือใหม่ทุกคนน่าจะเคยเจออารมณ์แบบนี้น่ะ คือทนอยู่เฉยๆไม่ได้ทั้งที่ควรอยู่เฉยๆ :P)
ก็เลยซื้อไปเพราะมันดูดีสุด ณ เวลานั้น ผมย้ำอีกทีว่านี่คืออดีตผ่านไปนานหลายปีแล้ว อย่าลอกไปทำตามน่ะครับ เพราะตอนนั้นความรู้ผมยังถือว่าอ่อนด้อยมากอยู่ นอกจากนั้นก็มีหุ้นที่เข้าข่าย P/E , P/BV ต่ำหลายตัวที่ลองซื้อช่วงนั้น แต่ก็มักถือไม่นานเพราะศรัทธาในวิธีนี้อาจจะยังไม่ดีด้วยมั้ง พอเราไม่มั่นใจ หรือราคามันลงนิดๆหน่อยติดตัวแดง ก็ใจฝ่อไม่กล้าถือต่อล่ะ

ซึ่งจากการพยายามเปลี่ยนแปลงครั้งนั้น ทำให้รู้สึกชีวิตเริ่มจะมีความปกติสุขกลับมาบ้าง แต่ว่า ก็ยังไม่ดีพออยู่ดี คือก็ยังติดนิสัยดูกราฟ และเวลาราคาหุ้นลงมาต่ำกว่า avg. cost ของหุ้นเราจนติดตัวแดงๆ ก็จะเป็นทุกข์เป็นร้อนว่าจะทำไงกับมันดี จะซื้อถัวดีมั้ย และถ้ามันลงต่อล่ะจะทำยังไง ฯลฯ สรุปสุขภาพจิตดีขึ้นนิดนึงครับ แต่เรารู้สึกว่าน่าจะดีได้มากกว่านี้ ทำให้เราเบาใจได้มากกว่านี้ โดยเฉพาะตอนกลางปี 2013 นั้น เกิดปรากฏการณ์ที่ตลาดอยู่ๆก็เหมือนจะเกิดการปรับฐานแรงครั้งนึง คือจากที่เคยบูมสุดขีดต่อกันมาหลายปี อยู่ๆก็ร่วงมาค่อนข้างเยอะมาก คนเล่นหุ้นก็อกสั่นขวัญเสียกันใหญ่ เรียกว่าเป็นครั้งแรกที่ผมเห็นสิ่งที่เรียกว่า panic sale เลยก็ว่าได้

จากนั้นเผอิญผมไปเจอหนังสือเล่มนึง
ยืนรออ่านในร้านหนังสือระหว่างรอเพื่อน เป็นหนังสือปกดำชื่อ “รู้ก่อนเล่นหุ้น VI” ซึ่งหลังจากอ่านแล้วทำให้เกิดอาการ ตาสว่าง บางประการขึ้นมา ทำให้รู้ว่าก่อนนั้นถึงจะใช้ P/E , P/BV หาหุ้น
แต่มันยังไม่อาจเรียกว่าเป็น VI ได้เลย เพราะ mindset หรือ ทัศนคติ ของเรายังไม่ได้แบบ VI และผลหลังจากได้เรียนรู้จากการปรับ ทัศนคติ ตามหนังสือเล่มนี้
ทำให้ชีวิตเรากลับมาเป็นปกติสุขขึ้นอีกครั้งอย่างแท้จริง ผมเลิกแว้บมาดูกราฟบ่อยๆ เลิกพะว้าพะวงแม้เวลาตลาดลงแล้วหุ้นเราติดตัวแดงคาพอร์ต และเริ่มเห็นภาพชัดขึ้นว่า VI จริงๆเขามองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างไร ซึ่งพอเรามองได้อย่างที่เขามอง เรื่องการตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรในแต่ละเหตุการณ์มันจะง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก

เกริ่นมาซะยาว มาสรุปกันดีกว่าว่า ทัศนคติ แบบ VI ที่ผมได้มาจากหนังสือนั้น มีอะไรบ้าง เฉพาะอันเด่นๆ
หลายๆอันอาจจะคุ้นกันอยู่แล้วเพราะมักจะมาจาก quote ของนักลงทุน VI ชื่อดังต่างๆ นั่นเอง

1. ทัศนคติที่ถูกต้อง สำคัญกว่าเทคนิคที่ถูกต้อง - ข้อนี้นั้น ค่อนข้างจะเป็นปรัชญาซักหน่อย และ ใช้ได้กับทุกๆเรื่องในชีวิตการเรียนรู้ การพัฒนาตัวเอง, เพราะทัศนคตินั้น มักจะเป็นต้นกำเนิดของ ความรู้สึก ความคิด และการกระทำต่างๆในชีวิตประจำวัน (ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเจริญก้าวหน้าของชีวิตเราแน่ๆ) ทั้งที่เราอาจจะรู้ตัว หรือไม่รู้ตัว ดังนั้นเรียกว่า ถ้าปลูกฝังทัศนคติที่ดีให้กับตัวเองแล้ว ก็เป็นการวางรากฐานที่แข็งแรงของการพัฒนาตัวเอง และเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุอย่างแท้จริง

2. มูลค่า (value) กับ ราคา (price) ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
ข้อนี้เป็นข้อที่ประทับใจผมมากที่สุด
คือ VI จริงๆนั้นมองว่า value คือสิ่งที่เราจะได้รับจากของที่ซื้อ และ price คือสิ่งที่เราต้องจ่าย มันเป็นคนละเรื่องกัน แม้ว่าเรามักจะพูดถึงมันด้วยหน่วยวัดเดียวกันคือ บาท (หรือสกุลเงินตราอื่นๆ)

ตัวอย่างเช่น
สมมุติมีเค้กชิ้นนึง ราคาขายปกติคือ 30 บาท, สมมุติว่าวันนึงร้านนี้จัดโปรโมชั่นพิเศษ ซื้อ 1 ชิ้น
แถมอีก 1 ชิ้น, คำถามคือ คนซื้อเค้กวันแรกที่ชิ้นละ 30 บาท กับคนที่ซื้อวันที่ร้านนี้จัดโปรโมชั่น ซื้อ 1 แถม 1 คุณคิดว่าใครซื้อได้คุ้มค่ามากกว่ากัน ?

คำถามนี้โดย common sense ตอบกันง่ายๆคือ ก็ต้องคนที่ซื้อตอนโปรโมชั่นสิ เพราะว่าจ่ายเท่ากัน แต่ได้เค้กแบบเดียวกัน กลับมามากกว่าตั้งเท่าตัว

ซึ่งก็ถูกต้องครับ โดยสามารถอธิบายได้อีกแบบคือ
คนแรก price ที่จ่ายคือ 30, value ที่ได้รับก็ 30 (ราคาปกติ)
คนที่สอง price ที่จ่ายคือ 30, แต่ value ที่ได้รับคือ 60!!
(ผมจะแทน value ด้วยจำนวนเงินเพื่อให้เข้าใจง่ายเฉยๆน่ะ แต่ในชีวิตจริงๆ มีหลายอย่างที่ value ที่ได้กลับมา ไม่ใช่เงิน หรืออาจถึงกับตีค่าเป็นเงินไม่ได้, อย่าลืมหลักสำคัญว่า value คือสิ่งที่เราได้รับ ซึ่งแต่ละคนแม้ว่าจะได้รับสิ่งเดียวกันมา มันก็อาจจะมี value สำหรับแต่ละคนที่ ไม่เท่ากัน ก็ได้)

หุ้นก็เช่นเดียวกัน หุ้นแต่ละตัวนั้นมี value อย่างนึง และ price ที่ตลาดตั้งให้มันก็เป็นอีกอย่างนึง
แม้จะมีความเกี่ยวโยงกันบ้าง แต่มันไม่ใช่สิ่งเดียวกัน หน้าที่ของ VI ก็คือ ต้องพยายามเข้าซื้อหุ้น ณ เวลาที่ price ที่ตลาดให้ อยู่ต่ำกว่า value ของหุ้นตัวนั้นๆ การซื้อนั้นจึงจะ คุ้มค่า, และเผอิญกว่าสิ่งที่เราคาดหวังจะได้จากหุ้นก็มักจะเป็นตัวเงินอยู่แล้ว (ไม่ว่าจะเป็น ส่วนต่างของราคา หรือ ปันผล) ดังนั้นจึงเข้าใจง่ายกว่าตัวอย่างข้างต้นที่เป็นการซื้อสิ่งของต่างๆในชีวิตประจำวันซะอีก

และด้วยทัศนคติข้อนี้ จะทำให้เราเข้าใจว่า ราคาหุ้น ที่ตลาดให้รายวันนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ต้องไปนั่งสนใจมันมากนัก, เราแค่ดูว่าวันนี้ ราคามันต่ำกว่า มูลค่าที่เหมาะสม ของหุ้นรึยัง ถ้าใช่ก็ซื้อ ถ้าไม่ใช่ก็รอไปวันอื่น, ส่วน มูลค่า หรือ value ของหุ้นแต่ละตัวนั้น ก็ไม่ใช่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงแบบรายวัน การรับรู้ข้อมูลที่เกี่ยวกับ มูลค่า ของหุ้นนั้น ปกติเกิดขึ้นอย่างเร็วก็เป็นรายไตรมาส อย่างช้าก็รายปี (ผมไม่พูดถึงเรื่อง insider เพราะไม่ใช่เรื่องที่คนปกติทำได้) มันไม่มีเหตุผลเลยที่เราจะต้องมาเดือดร้อนกับความผันผวนของราคาที่ตลาดให้กับหุ้นของเราในระยะสั้นๆรายวัน หรือรายสัปดาห์

3. เงินจะมีค่าก็ต่อเมื่อมันใช้ซื้อสิ่งที่เราต้องการได้
มูลค่าของเงินนั้น ไม่ใช่จำนวนว่ามันมีเท่าไหร่ แต่อยู่ที่ว่า มันใช้แลกเปลี่ยนเป็นสิ่งที่เราต้องการได้มากแค่ไหน ข้อนี้อาจจะใช้ขยายความข้อก่อนนี้ วัตถุประสงค์คือ อย่าสับสนเรื่องตัวเลขที่เป็นตัวเงิน กับ คุณค่า หรือ มูลค่า ของสิ่งที่เราจะได้รับ เพราะจริงๆนั้น มูลค่าของเงิน มันก็อ้างอิงขึ้นอยู่กับสิ่งเปรียบเทียบอื่นๆอีกทีเสมอ มันไม่ได้คงที่ ไม่ใช่มาตรวัดแบบมาตรฐาน อย่างเช่นหน่วยเมตร (วัดระยะทาง) หรือหน่วยกรัม (วัดน้ำหนัก) อะไรแบบนั้น
นอกจากนั้น ข้อนี้ยังเตือนใจว่า อย่าให้เงินมาเป็นสิ่งสำคัญเหนือทุกสิ่งในชีวิตของเรา ดูให้ดีๆว่าอะไรกันแน่ที่สำคัญ เงินเป็นเพียงเครื่องมือ อย่าถึงกับเอาความสุขทุกด้านในชีวิตทั้งหมดไปแลกกับมัน ใช้ชีวิตพอดีๆ เพราะชีวิตมีหลายด้านที่ต้องดูแลครับ

4. อย่าซื้อ ในสิ่งที่เราไม่เข้าใจมูลค่าของมัน
การที่เราจะเป็น VI ได้เนี่ย เวลาจะซื้ออะไรซักอย่าง ต้องตั้งคำถามเสมอว่า "มูลค่าที่เหมาะสมของมัน เทียบได้กับราคากี่บาท"
VI ที่ดีต้องซื้อ ของคุณภาพดี ในราคาเหมาะสม หรือ ของดีราคาถูกได้เลยก็ยิ่งดี
เรื่องหุ้นก็เช่นกัน ก่อนซื้อหุ้นแต่ละตัว และ ก่อนที่เราจะมองราคามันบนกระดานด้วย เราต้อง "ประเมินมูลค่า" ของมันออกมาได้ว่า ธุรกิจของหุ้นตัวนี้ เราเห็นว่ามันมีมูลค่าเทียบได้เป็นหุ้นล่ะกี่บาท
ทักษะนี้เป็นทักษะที่สำคัญที่สุดอย่างนึงของเป็น VI
ถ้าใครยังจิ้มซื้อหุ้นไปเลย โดยยังไม่ทันได้ประเมินมูลค่าหุ้นนั้นออกมาจากปัจจัยพื้นฐานต่างๆก่อน นั่นไม่ใช่วิถี VI แน่นอน

5. ในระยะสั้น ตลาดหุ้นเป็นตัวกำหนดราคาหุ้น แต่ในระยะยาว ตลาดหุ้นเป็นตัวสะท้อนมูลค่าของหุ้น
จริงๆข้อนี้นั้น มาจาก quote ของ เบนจามิน เกรแฮม ที่ว่า "ตลาดหุ้นในระยะสั้นเป็นเสมือนเครื่องลงคะแนน แต่ในระยะยาวเป็นเสมือนเครื่องชั่ง"
ซึ่ง ปีเตอร์ ลินซ์ ก็ได้พูดเรื่องนี้ไว้เช่นกัน แต่ด้วยสำนวนที่ต่างออกไปคือ "ในระยะยาวนั้น กราฟราคาหุ้น จะวิ่งไปตามกราฟของผลกำไรเสมอ" (ปีเตอร์ ลินซ์ มองว่า มูลค่าหลักของหุ้น มาจากความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจ)

ข้อนี้โดยสรุปคือ ราคาหุ้นระยะสั้นๆนั้น จะวิ่งไปตามการให้ราคาของ Mr.Market ซึ่งก็เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย บางทีให้ราคาถูกๆ แต่แค่ข้ามวันก็ให้ราคาแพงกับหุ้นตัวนั้นซะเฉยๆ เอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่ในระยะยาวๆแล้วนั้น ยังไงราคาหุ้นก็จะวิ่งล้อไปในทิศทางเดียวกันกับมูลค่าของหุ้นนั้น เสมอ
ดังนั้น อย่าไปบ้าจี้ตาม Mr.Market กระวนกระวายกับราคาผันผวนรายวัน เพราะพื้นฐานของธุรกิจมันไม่ได้เปลี่ยนกันง่ายๆทุกวันหรือทุกสัปดาห์

VI นั้นต้องรู้จักใช้ประโยชน์จากอารมณ์แปรปรวนของ Mr.Market ให้เป็น คือวันไหนเขาอารมณ์ไม่ดีให้ราคาหุ้นถูกๆ เราก็ซื้อหุ้นจากเขา วันไหนเขาอารมณ์ดีมากให้ราคาหุ้นสูงๆ เราก็ขายหุ้นให้เขาได้ (หรือบางกรณีอาจจะไม่ขาย อันนี้รายละเอียดไว้ว่ากันทีหลังบทอื่น)

6. หุ้นคือการเป็นส่วนหนึ่ง ของการเป็นเจ้าของธุรกิจ
ซื้อหุ้นให้เหมือนกับเรากำลังจะซื้อธุรกิจ
ถ้าเราทำธุรกิจซักอย่าง เราอยากทำธุรกิจแบบไหน
อาการของธุรกิจแบบไหนที่ถือว่าเป็นธุรกิจดี กำลังรุ่ง, หรืออาการแบบไหนคือธุรกิจกำลังแย่
การมองหุ้นในลักษณะแบบนี้ จะช่วยให้เราเป็นนักลงทุนจริงๆ และไม่ตกไปอยู่ในฐานะนักเก็งกำไร
อีกทั้งการประเมินมูลค่าหุ้นตามหลัก VI ก็เป็นหลักเดียวกันกับการวิเคราะห์ธุรกิจแหละครับ
วางมุมมองกับหุ้นให้ถูก แล้วเราจะรู้เองว่าควรปฏิบัติกับหุ้นนั้นยังไง จึงจะสมเหตุสมผล

7. อย่าให้ความโลภ (หรือความกลัว) อยู่เหนือเหตุผล
การตัดสินใจใดๆ ควรอยู่บน "ข้อเท็จจริง" จากปัจจัยพื้นฐานของหุ้นตัวนั้นๆ
หลายครั้งที่เรามักตัดสินใจผิด เมื่อเราโลภ หรือเรากลัว ตามที่สภาพแวดล้อมของตลาดบงการให้เราเป็น โดยลืมดู "ข้อเท็จจริง" ของปัจจัยพื้นฐาน ของหุ้น ว่ามันเปลี่ยนไปหรือไม่ เป็นไปอย่างที่ตลาดโลภหรือกลัว จริงๆรึเปล่า

8. หมั่นพัฒนาตนเอง และขยันฝึกฝนอยู่เสมอ
ข้อนี้ผมรวบๆ หลายข้อในหนังสือเล่มนั้น ยุบมาเป็นอันเดียวเพราะมันคล้ายๆกัน
มันเป็นหลักการของ ความสำเร็จ ในเกือบทุกๆเรื่อง
คือเราต้องขยันศึกษาหาความรู้เพื่อพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ด้านไหนเรายังไม่เก่ง ก็ทำให้มันเก่งขึ้นได้
นอกจากศึกษาทฤษฎีแล้ว ต้องเอาไปใช้ภาคปฏิบัติบ่อยๆ จนมันซึมเข้าจิตใต้สำนึก
ให้เหมือนปั่นจักรยาน ที่ถ้าฝึกปั่นเป็นแล้ว ก็จะไม่ลืมวิธีปั่นจักรยานอีก

9. อย่ายอมขาดทุน, ไม่รวยดีกว่าจน
คำว่าอย่ายอมขาดทุน อาจจะไม่ได้หมายถึงการ cut loss ตามวิธีที่นักเทคนิค ใช้กัน

แต่หมายถึง อย่าซื้อหุ้น ถ้าไม่มั่นใจในผลการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของหุ้นจริงๆ (อาจจะเพราะมีตัวแปรที่คาดเดาไม่ได้เยอะไป คือความเสี่ยงเยอะไป)
ถ้าเราซื้อหุ้นแล้วระหว่างที่ถือไว้ รู้สึกว่าใจไม่สงบและกังวลเกี่ยวกับหุ้นตัวนั้นอยู่ แปลว่าเรา "ไม่มั่นใจ" อยู่น่ะครับ สังเกตใจตัวเองด้วย
ถ้าไม่มั่นใจก็ขายออกไปก่อนดีกว่าครับ พลาดตกรถ(ไม่รวย) ก็ดีกว่าขาดทุนเพราะเราวิเคราะห์พลาด


หรืออย่าดันทุรังถือหุ้นไว้ ถ้าพบว่าปัจจัยพื้นฐานมันเปลี่ยนไปแล้ว หรือพบว่าที่ผ่านมานั้น ตัวเองวิเคราะห์ผิดไป
กรณีนี้ต่อให้ขาดทุนไปแล้วก็ต้องขายหุ้นนั้นทิ้งแบบไม่เกี่ยงราคา อย่าหลอกตัวเองว่ามันอาจจะกลับมาใหม่ เพราะนั่นเป็นหนทางแห่งดอยอันหนาวเหน็บ

คำว่า ตกรถ หรือ ขายหมู นี่มันเป็นกับดักที่จะทำให้เราผิดวินัยในการเป็นนักลงทุน VI ได้ง่ายมาก
การกลัวตกรถ มันจะทำให้เราซื้อ แม้จะไม่ควรซื้อ (คือ ยังวิเคราะห์ไม่ละเอียดดี หรือ ซื้อในราคาแพงกว่ามูลค่าที่ประเมินได้)
การกลัวขายหมู มันจะทำให้เราไม่ขาย ในเวลาที่ควรจะขาย (เพราะคิดว่ามันจะไปต่อ แล้วอยู่ๆก็แปลงร่างเป็นนักดูกราฟ เสียการเสียงานอีก)

....
จบละครับ สำหรับบทนี้ :)

ขออภัยด้วยที่ดอง blog ไปซะนาน เผอิญมีเรื่องยุ่งๆเข้ามาในชีวิต
นี่เลยต้องศึกษาพวกเทคนิคด้าน time management แล้วฝึกใช้ไปด้วย รู้สึกว่าชีวิตมีอะไรต้องทำเยอะเกิน ทำไม่ค่อยจะทันเหมือนกัน

วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2558

แค่เปลี่ยน mindset ชีวิตก็เปลี่ยนได้ทั้งชีวิต

บทความดีๆครับ ปรับ mindset เพื่อพัฒนาตัวเอง
http://www.a-academy.net/blog/growth-vs-fixed-mindset/

การลงทุนไม่มีทางจะประสบความสำเร็จได้ ในคนที่
- ไม่ลงทุนในความรู้ของตัวเอง
- มองเหตุการณ์ไม่ออก วิเคราะห์เหตุการณ์เองไม่ได้
- ตัดสินใจอย่างเหมาะสม ด้วยตัวเองไม่เป็น
- ไม่ลงมือทำอย่างสม่ำเสมอ

ดังนั้น การลงทุนในตัวเอง ให้มีความรู้ความสามารถเพียงพอ จึงสำคัญที่สุด
และต้องมีการศึกษายิบย่อย เพิ่มเติมเรื่อยๆ อีกตลอดชีวิต

คนทีี่ด่วนตัดสินว่า ฉันทำนั่นไม่ได้ ฉันทำนี่ไม่ได้ ส่วนใหญ่เป็นปัญหาที่ mindset
- หลายคน ยังไม่ได้แม้แต่ลองทำ
- คนที่ลองทำ ก็ยังไม่ได้ลองพยายามให้มากพอ
- หรือ พอมองเห็นว่าต้องพัฒนาอะไรอีกเยอะมาก ก็เกิดอาการ "ขี้เกียจ" จึงเข้าโหมดปิดกั้นการเรียนรู้เอาดื้อๆ แล้วหวังว่าจะมีใครซักคนที่มาช่วยทำสิ่งเหล่านั้นแทน และนำมาป้อนให้ถึงปากแบบฟรีๆ

ลองมองอีกมุมนึง
ถ้าเป็นเรา แล้วไปเจอคนที่มีอาการแบบนั้น โดยเฉพาะข้อสุดท้าย เราจะอยากเข้าไปช่วยเขารึเปล่า ? (ชัวร์ว่าไม่แน่ๆ และผมเกลียดคนแบบนั้นมากด้วย)

ทุกๆคน ต่างก็มีเป้าหมาย มีหน้าที่ ของตัวเอง ในการทำมาหาเลี้ยงชีวิต
เวลาในชีวิตที่เหลืออยู่และผ่านไปทุกวินาที ของทุกคน ล้วนเป็น ต้นทุน แบบนึง และทุกๆคนต่างก็รักและหวงแหนสิ่งนี้
ดังนั้น แม้แต่การจะขอเวลาของคนอื่นแม้เพียงนาที เพื่อให้เขามาทำอะไรซักอย่างให้เรา โดยที่เขาไม่ได้อะไรตอบแทน จึงเป็นสิ่งที่ต้องเอาใจเขามาใส่ใจเราด้วย ว่าเขาสะดวกหรือไม่แค่ไหน

การช่วยเหลือเผื่อแผ่ เป็นเรื่องดีครับ แต่เฉพาะเมื่อมันเป็นไปด้วยความสมัครใจ และไม่กระทบกับเป้าหมายชีวิตของตัวผู้ให้เอง
ดังนั้น ถ้าเอาใจเขามาใส่ใจเรา ก็จะทำให้เราเห็นใจ เข้าใจ และพยายามด้วยตัวเองได้มากขึ้น
และไม่คาดหวังจะเอาอะไรๆ จากคนอื่น มากเกินไป
ในขณะเดียวกัน เมื่อเรามีอะไรพอจะช่วยคนอื่นได้ ในระดับที่ไม่ทำให้เราเดือดร้อน หรือกระทบเป้าหมายชีวิตของตัวเอง เราก็จะช่วยคนอื่นได้บ้างด้วย แทนที่จะเป็นผู้รับเพียงอย่างเดียว
การเป็นผู้ให้บ้าง เราก็จะเกิดความภาคภูมิใจในตัวเองอีกด้วย
(เพราะเป็นการตอบสนอง need ด้านบนสุดของมนุษย์ : ผมแนะนำให้ศึกษาเรื่อง hierarchy of needs pyramid ของ มาสโลว์ ดูครับ มันเป็นกฏธรรมชาติของมนุษย์ทุกคน)

และจิตของการเป็นผู้ให้บ้าง เป็นสิ่งที่ควรเลี้ยงดูมันให้คงมีอยู่ในใจ ของคนที่ต้องการจะเป็นคนมั่งมี และประสบความสำเร็จทุกคน

เหตุผลก็คือ
คนที่ไม่มีจิตของผู้ให้เลย แม้แต่เรื่องเล็กน้อย นั้นไม่มีทางสำเร็จ หรือรวยได้
ศาสดาสำคัญๆของโลก ต่างยืนยันในเรื่องนี้
และแม้แต่ กูรูการเงินของโลกหลายคน ก็พูดถึงเรื่องนี้ เช่น ลี-กา-ชิง, โรเบิร์ต คิโยซากิ, และหนังสือ how to การสร้างเนื้อสร้างตัวหลายเล่ม ต่างพูดถึงเรื่องนี้

ชีวิตที่เป็นได้ทั้ง ผู้ให้ และ ผู้รับ
นั่นน่าจะเป็นชีวิตแบบที่หลายคนฝันถึงมากกว่า จริงมั้ยครับ :)

ดังนั้น เริ่มเปลี่ยนและปลูกฝัง mindset ดีๆให้ตัวเองกันตั้งแต่วันนี้เลยครับ อย่ารอช้า, อนาคตดีๆรอคุณอยู่

วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ศุกร์ทมิฬที่ผ่านมา กับวันจันทร์ที่กำลังจะมาถึง

ตลอดสัปดาห์ทีี่ผ่านมา โดยเฉพาะ วันศุกร์ 21 ส.ค. 2015 ที่ผ่านมานั้น เกิดเหตุการณ์ที่ชวนขนลุกสำหรับนักลงทุน และโดยเฉพาะนักเก็งกำไรหลายคน เพราะมีเหตุการณ์ร้ายและข่าวร้ายหลายอย่างโผล่มาพร้อมกันคือ
- กรีซ นายกลาออก (เหมือนจะโดนคนในพรรคไล่)
- เกาหลี เหนือ - ใต้ ยิงถล่มกันตรงแนวชายแดน ด้วยปืนใหญ่
- ดาวน์โจนส์ ดิ่งเหว (หลังตลาดไทยปิดไปแล้ว ^^! )
- น้ำมัน ก็ดิ่ง (จะทะลุแนว 40$ ) ล่ะ

ผมเอง ปกติตัดรอบบัญชีเพื่อวัดผลและตรวจสุขภาพทางการเงิน ทุกๆวันที่ 19 ของเดือน เลยได้เห็นว่า NAV ของกองทุนหุ้นนี่มันดิ่งเหวอย่างโหดจริงๆ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา นี่ขนาดยังไม่เจอข่าวร้ายของวันศุกร์ เลยน่ะ

ผมว่าเวลาแบบนี้ เป็นบททดสอบความแข็งแกร่ง และกึ๋นความเป็นนักลงทุนแบบ VI ได้ดี ว่าเราจะทนได้นานแค่ไหน เมื่อเห็นมูลค่าพอร์ตหดตัวลงเรื่อยๆ และค่อนข้างมาก

ถ้าใจยังไม่แกร่งพอ อาจจะทนไม่ได้จนขายตัดขาดทุนออกมา ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่นักเก็งกำไรจะทำกัน

บัฟเฟต เคยกล่าวไว้ทำนองว่า "หากทนไม่ได้ที่เห็นหุ้นที่ถืออยู่ ราคาตกลงไปกว่า 50% ก็ไม่ควรเข้ามาอยู่ในตลาดหุ้นแต่แรก"
คุณ โจ ลูกอีสาน ก็เคยว่าไว้ว่า "การขายหุ้นตอนที่ตลาดหุ้นตกลงมาอย่างหนัก ถือเป็นการละเมิดศีลที่สำคัญที่สุดของการเป็น VI"

ความหมายคือ VI จะต้องคิดตั้งแต่ตอนซื้อ และกำไรตั้งแต่ตอนซื้อ เพราะเงื่อนไขการซื้อมีเพียงว่า จะซื้อก็ต่อเมื่อ ราคาลงมาต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานที่เหมาะสมของกิจการนั้นๆ เท่านั้น และกิจการต้องถูกวิเคราะห์มาอย่างดี ว่าสามารถทนต่อสภาพเศรษฐกิจแย่ๆในหลายรูปแบบได้ มีผลประกอบการที่สม่ำเสมอในระยะยาวๆ (7 ปีขึ้นไป ตามวิธีของเกรเฮม) มีปันผลที่ดี ผู้บริหารเป็นคนดีและคนเก่ง

และเมื่อซื้อหุ้นด้วยเงื่อนไขนี้ การตกลงของราคาตลาด ทั้งๆที่พื้นฐานกิจการนั้นเอง ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่ได้เป็นเหตุผลที่ควรจะต้องขายแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน มันคือโอกาสของการซื้อเพิ่ม (แต่จะรอลงสุดก่อนก็ได้น่ะ ผมคิดว่าน่าจะยังไม่สุด หรือใช้วิธีทยอยหลายๆไม้ ยาวซัก 1 ปีเพื่อลดความเสี่ยงก็เป็นกลยุทธ์ที่ดีครับ)

และนี่ก็เป็นการวัดความเข้าใจและพลังใจที่ดี ว่าเราเองนั้นเป็น VI ได้มากน้อยแค่ไหนแล้ว

;
สำหรับกองทุนรวมหุ้นต่างๆ  นั้น ผมคิดว่า เหมาะกับกลยุทธ์การลงทุนแบบ passive (คือทำ Dollar Cost Average) มากกว่าจะไปเล่นแบบอื่น เพราะจะไปประเมินมูลค่าแบบที่ทำกับหุ้นจริงๆก็ไม่ได้หรือค่อนข้างยาก หรือจะเล่นเทคนิคก็ไม่ได้เพราะการตอบสนองต่อคำสั่งซื้อขายของเรานั้น ช้าเกินกว่าจะทำจังหวะได้ทันการตามระบบที่วางไว้

แต่การลงทุนแบบนี้มีข้อดีคือ ค่อนข้างมีความเสี่ยงต่ำ โดยเฉพาะ ถ้ากองทุนหุ้นเป็นกองดัชนีตัวใหญ่อันดับต้นๆของตลาด มันค่อนข้างมั่นใจได้ว่ากองทุนล้มยากและโอกาสมูลค่าเหลือ 0 นั้นแทบเป็นไปไม่ได้ ผมนึกไม่ออกเลยว่า SET50 หรือ SET100 นั้น บริษัททั้งหมดในนั้นจะเจ๊งพร้อมกันได้ยังไง
และวิธีนี้ยังเป็นวิธีที่ บัฟเฟตฯ แนะนำ สำหรับคนที่อยากลงทุนหุ้นแต่ไม่มีความรู้ใดๆเลย การทำ DCA ในกองทุนหุ้นดัชนี ก็เป็นทางเลือกทีี่ดี มีข้อแม้นิดหน่อยว่าตอนออกตัวเริ่มแรก ไม่ควรออกตัวทำ DCA ตอนที่ตลาดทั้งตลาดแพงมากๆ (ลองดู P/E เฉลี่ยย้อนหลังของตลาดซัก 10 ปี ก็เป็นเกณอ้างอิงที่ดี) แม้ว่าการเริ่มตอนตลาดแพงมันจะทำได้ แต่มันจะเหนื่อยกว่าและอาจต้องทนเห็นพอร์ตขาดทุนระยะยาวนาน (อาจหลายปี) กว่ามาก
และเช่นเดียวกัน หากตัดสินใจใช้วิธีนี้แล้ว คุณต้องรักษาวินัยในการทำ DCA อย่างเคร่งครัดต่อให้ตลาดตกลงมาต่ำมากๆ ก็ยังคงแข็งใจถัว DCA ต่อไป

สำหรับวันจันทร์ที่จะมาถึงนี้ ผมก็คิดว่า
คงต้องพยายาม วางใจ วางทัศนคติให้ถูกต้อง และนึกถึงหลักการให้ดีๆแม่นๆ อย่าไขว้เขว
แล้วระยะยาว น่าจะดีเอง
ขอให้โชคดี รักษาสุขภาพกายสุขภาพใจให้แข็งแรงทุกคนนะครับ

วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2558

การทำบัญชีส่วนบุคคล จุดเริ่มต้นของทุกความมั่งคั่ง

หัวข้อเรื่องนี้มันเกร่อมาก กลัวว่าเล่าไปก็เหมือนเอามะพร้าวห้าวไปขายสวน แต่จะละเลยก็ไม่ได้ เพราะมันสำคัญจริงๆ

เราทุกคนแน่นอนว่าต้องเคยเรียนวิธีทำบัญชีรายรับรายจ่ายกันมาแล้ว จากวิชาคณิตศาสตร์ในโรงเรียน เป็นการศึกษาภาคบังคับ ซึ่งนั่นถือเป็นข่าวดีอย่างนึง

แต่ข่าวร้ายคือ น้อยคนที่เอาไปใช้ในชีวิตจริงของตัวเอง
และถ้าตั้งเป้าจะเป็นคนรวยให้ได้แล้ว คุณจะพบอีกด้วยว่า ลำพังบัญชีรายรับรายจ่ายอย่างเดียวนั้น ยังไม่เพียงพอจะเอาไปใช้กับ เทคนิคการบริหารเงินเพื่อความมั่งคั่งต่างๆ ได้มากนัก คุณจำเป็นต้อง พัฒนาต่อยอดระบบบัญชีของคุณ ไปสู่ระดับสูงยิ่งกว่านั้น

ตัวอย่างเช่น

ถ้าเราตั้งเป้าออมเงินไปลงทุนให้ได้เดือนล่ะ 20% ของรายรับ โดยต้องหักไปออมทันที เหลือเท่าไหร่จึงเอาไปใช้จ่าย ตามสูตรที่หลายแห่งสอนกัน แต่ทันทีที่คิดจะทำ ความ "กังวล" ก็จะผุดขึ้นมาต่างๆ เช่น
- ออมขนาดนั้น แล้วจะเหลือพอใช้เหรอ ปกติก่อนเงินเดือนออกทีไรก็แกลบตลอด
- ถ้า 20% ไม่เหมาะกับเรา (อาจจะมากไป หรือ น้อยไป) แล้วเท่าไหร่ถึงจะเหมาะ

เพื่อจะข้ามปัญหานี้ไปได้และประยุกต์หลักการบริหารเงินข้างต้นได้สำเร็จ สิ่งที่เราต้องรู้ก่อนคือ 1). รายจ่ายประจำที่ จำเป็นจริงๆของเรา มีอะไรบ้าง 2). รายจ่ายประจำเหล่านั้น หักลบกับรายได้แล้ว เหลืออยู่กี่บาท โดยเฉลี่ย ( แนะนำว่าควรดูย้อนหลังซัก 6 เดือน จะได้ตัวเลขที่เหมาะกับความเป็นจริงของตัวเรา)

จะเห็นได้ว่า เป็นไปไม่ได้เลย ที่จะตอบคำถามพวกนี้ ถ้าเราไม่ทำบัญชีส่วนบุคคลของเราอย่างถูกต้อง และย้อนหลังเป็นเวลานานเพียงพอ

อีกตัวอย่างนึง

เราได้ยินหลักการบริหารทรัพย์สิน ที่เรียกว่า asset allocation มา คือ การจัดแจงประเภทของทรัพย์สินประเภทต่างๆ ให้อยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสมอยู่เสมอตามแผนที่วางไว้ จะสามารถนำความั่งคั่งมาให้เราได้ (เช่น เงินสด 10%, ฝากประจำ 20%, หุ้น 50%, กองทุนตราสารหนี้ 20% .. เลขพวกนี้ผมสมมุติขึ้นมา แต่ละคนอาจวางแผนไม่เหมือนกันก็ได้)

คำถามที่จะเกิดขึ้นมาทันทีเลยคือ 1). ตอนนี้พอร์ตของเรา มีความมั่งคั่งอยู่เท่าไหร่ 2). สัดส่วนเป็นแบบไหน เหมือนหรือต่างจากแผนไปแค่ไหน

หากเราไม่ได้ทำบัญชีส่วนบุคคลมาก่อน ซึ่งในตัวอย่างนี้เป็นส่วนของ งบดุล (เริ่มเป็นอะไรที่ล้ำไปกว่าบัญชีรายรับรายจ่ายแล้วน่ะครับ) เราจะตอบคำถามเหล่านั้นไม่ได้ และเมื่อเป็นเช่นนั้น การนำเทคนิคข้างต้นไปประยุกต์ใช้จริง ก็เกิดขึ้นไม่ได้ด้วย
;
;
;
สรุปอย่างสั้นที่สุดของบทนี้คือ

เราจะบริหารการเงินของตัวเองได้ยังไง ถ้าไม่รู้เรื่องการเงินของตัวเองเลย?
การทำบัญชีเท่านั้น ที่ทำให้รู้ว่าการเงินของตัวเองเป็นยังไง แล้วนั่นจะทำให้เราสามารถบริหารเงิน และความมั่งคั่งของเราได้

สิ่งนี้เป็น must คือ "ต้องทำ" เพราะมันเป็นรากฐาน เป็น platform ของทุกๆสิ่งที่จะนำไปสู่ความมั่งคั่งของเรา

ดังนั้น หากใครยังไม่ทำ ผมแนะนำว่าควรเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ เอาแค่แบบบัญชีรายรับจ่ายแบบเบสิก ที่เคยเรียนมากันก่อนก็ได้
แล้วลองศึกษาเพิ่มเติมจากเว็บที่สอนเรื่องนี้ เช่น http://www.a-academy.net/s02-personal-fin-statement/
(แต่บัญชีผมเองก็ไม่ทำเยอะถึงกับเป็นงบการเงินน่ะ เพราะรู้สึกเยอะไป :P เอาแค่เฉพาะที่จำเป็นต้องใช้จริงๆ เช่น รายรับรายจ่าย, งบดุล, และกองงบประมาณด้านต่างๆ ซึ่งทั้งหมดนั้นจะมีการตัดรอบบัญชีอยู่ 2 แบบคือ รายเดือน กับ รายปี และทุกการตัดรอบบัญชี จะมีการประเมินผลตัวผมเองว่า ความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นลดลงอย่างไร เราบริหารดีแค่ไหน รายจ่ายแต่ละประเภทเป็นยังไง ราวๆนี้)

และเมื่อคุณได้ลองทำๆบัญชีไปซักระยะ คุณจะอยากเติมนู่นเติมนี่ พัฒนามันขึ้นไปเรื่อยๆ ตามโจทย์ทางการเงินใหม่ๆที่มันเข้ามาในชีวิตคุณเอง

ซึ่งเครื่องมือที่ช่วยในการทำบัญชีนั้น ผมแนะนำพวก Microsoft Excel สำหรับงานนี้
หรือโปรแกรม spreadsheet อื่นๆ ที่คล้ายกัน อย่างพวก Open office calc ก็ได้

คุณจำเป็น ที่จะต้องมีทักษะการใช้โปรแกรม spreadsheet ในการช่วยทำบัญชีเหล่านี้ มันเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าแน่นอน พวกนักลงทุนต้นแบบที่เราเห็นๆกันตามทีวี ผมไม่เชื่อว่าจะมีคนไหนที่ยังทำบัญชีด้วยกระดาษอยู่ มันยุ่งยากมากและไม่ทันกินเอาซะเลย

สำหรับทักษะการใช้โปรแกรมพวกนี้ เราสามารถหาศึกษาได้จาก google หรือใน youtube ถ้าลองหาด้วยคำว่า "excel tutorial" ก็มีหลายคลิปที่สามารถศึกษาได้ทันที
โปรแกรม spreadsheet อื่นๆที่มีในตลาดตอนนี้ ส่วนใหญ่ วิธีใช้งานก็ถอดแบบมาจาก excel กันทั้งนั้น คุณสามารถศึกษา excel แต่ไปใช้โปรแกรมตัวอื่นก็ได้เช่นกันครับ

=============
พูดคุยกันท้ายตอน

ทีแรกผมคิดว่า จะไล่เรียงเนื้อหาในการอัพ blog ไปเรื่อยๆ แบบเรื่องต่อเรื่องต่อยอดไปตามลำดับ
แต่ดูท่าทางแล้ว กว่าจะไปถึงส่วนที่คนอยากจะอ่านจริงๆ พวกการลงทุนหุ้นต่างๆ ท่าทางจะนาน ก็ไม่รู้ว่าจะอัพแบบกระโดดไปมา ไม่เรียงลำดับ จะงงรึเปล่าน่ะ
บางครั้งก็อาจจะเห็นผมอัพอะไรที่มันเป็นไอเดียที่ผุดขึ้นมากับเหตุการณ์ช่วงนั้นๆแทน เป็นการเบรกออกจากโหมดวิชาการบ้าง หรือถ้าอยากรู้เรื่องไหนเป็นพิเศษก็ถามกันเข้ามาได้ครับ

วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2558

การลงทุน คืออะไร ทำไมต้องลงทุน

หลายครั้ง เรามีบางสิ่งที่อยากจะทำ หรือมีความจำเป็นต้องไปทำ แต่พอคิดจะไปทำมันทีไร ก็พบว่า มันต้องไปทำ ณ เวลาทำงาน working hour ของเราเท่านั้น หรือไม่ก็ต้องล้มเลิกมันไปด้วยเหตุผลว่า ไม่มีเงิน และไม่มีเวลา
มันเป็นอะไรที่น่าหงุดหงิดมากๆ

"ถ้าเรารวย และมีเวลาว่างมากๆ ก็คงดี" ผมคิดอย่างงั้น (และหลายๆคนก็คงคิดเหมือนกัน)

ผมพยายามหาทางว่า ทำยังไงจะรวยและมีเวลาว่างเยอะๆ ได้ จนไปได้แนวคิดสำคัญที่เป็นตัวจุดประกาย จากหนังสือตระกูล พ่อรวยสอนลูก (เขียนโดย โรเบิร์ต คิโยซากิ) ซึ่งเป็นเหมือนจุดเริ่มต้น ให้ผมได้เริ่มพยายามหาความรู้เรื่อง การเงิน และ การลงทุน

ซึ่งพอมองออกไปดูว่า คนรวยๆระดับประเทศหรือระดับโลก เขาทำอะไรกันถึงได้รวย มันก็สอดคล้องไปในทางเดียวกันคือ ถ้าไม่ใช่ด้วยการสร้างธุรกิจ ก็ต้องด้วยโลกแห่งการลงทุน
พอผมมองสำรวจตัวเองแล้ว ก็คิดว่าไปทางการลงทุนน่าจะดีกว่า
แล้วผมก็ได้เข้าสู่โลกของการลงทุน นับแต่นั้น

การลงทุนคืออะไร ?

ตามความเข้าใจผมเองนั้น การลงทุน คือ การจ่าย/ให้ บางอย่างออกไป โดยคาดหวังประโยชน์ในอนาคตที่จะได้รับกลับมา ทั้งทางตรง และทางอ้อม, โดยสิ่งที่(อาจ)จะได้กลับมานั้นก็เป็น "ทุน" (ซึ่งควรมากกว่าทุนตั้งต้น) ที่สามารถนำไปใช้สอย หรือต่อยอดไปได้อีก

บางคนอาจสงสัยว่า มันคือการแลกเปลี่ยนอะไรซักอย่างกลับมา เหมือนการซื้อขายทั่วๆไปงั้นรึเปล่า?
ตอบว่า มันมีทั้งส่วนที่เหมือนและไม่เหมือน เพราะบางครั้งการลงทุนสิ่งที่ได้กลับมาเป็นนามธรรม แต่เอาไปใช้ประโยชน์ต่อได้ก็มีเหมือนกัน และโดยปกติแล้วการลงทุนนั้น สิ่งที่ได้กลับมาต้องไม่ใช่สิ่งที่ใช้แล้วหมดไป ซึ่งถ้าไปแลกอะไรซักอย่างกลับมาแล้วเป็นสิ่งที่เราเอามาใช้แล้วมันก็จะหมดไปนั้น มันจะเป็นการ บริโภค ไม่ใช่การลงทุน

และการลงทุนนั้น มักจะมี “ความเสี่ยง” แถมมาให้ด้วยเสมอ อย่างที่เห็นในคำนิยามข้างต้น ความเสี่ยงมันซ่อนอยู่ในวงเล็บที่แทรกอยู่นั่นแหละครับ
ความเสี่ยงนั้นคือ เราลงทุนไปนั้น ท้ายที่สุดอาจจะได้คืนมา มากกว่าเดิม, เท่าๆเดิม, น้อยกว่าเดิม หรือแม้แต่มันหายไปซะดื้อๆก็เป็นไปได้กับการลงทุนบางอย่าง ... แน่นอนว่าเราควรจะมุ่งหวังให้มันมากกว่าเดิมดีกว่าน่ะ ซึ่งเดี๋ยวจะศึกษากันในบทต่อๆไปว่าแล้วทำไงจะทำให้เรามีโอกาสได้ มากกว่าเสีย

แล้วถ้าไม่มีเงิน จะลงทุนได้รึเปล่า?
คำตอบคือ ได้ครับ
เพราะนิยามของคำว่า “ทุน” นั้น ไม่ใช่แค่ตัวเงินหรือทรัพย์สินมีค่าเท่านั้น ความหมายมันกว้างกว่านั้นมาก คือ
ทุน - หมายถึง สิ่งใดๆที่เรามีอยู่ ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม ซึ่งเราสามารถใช้(หรือจ่าย) มันเพื่อบรรลุเป้าหมายบางอย่างได้
ตัวอย่างของ ทุน คือ เงิน, แรงงาน, ความรู้, ทักษะ, เวลาว่าง(ที่ยังไม่ได้จัดสรรงานอะไรลงไป), สุขภาพ, สิ่งของ, เครื่องมือ, สิทธิ์, ฯลฯ

มีเพจของคุณ Tactschool ได้ทำการ์ตูนอธิบายเรื่อง ทุน นี้ไว้ให้เข้าใจง่ายๆและครบถ้วนอยู่ ผมแนะนำให้ลองอ่านดู จะช่วยเปิดโลกทัศน์ใหม่ๆได้มากครับ https://www.facebook.com/media/set/?set=a.742152012547166.1073741860.341438109285227&type=3

แต่ผมก็ยอมรับว่า ถ้าเราพัฒนาตัวเองขึ้นเรื่อยๆถึงจุดนึง จุดที่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ มันคือจุดที่เรามีเงินเหลือเก็บมากพอ พอที่จะเริ่มต้นลงทุนด้วยเงินได้ จุดนี้แหละเป็นระดับ เกือบ ท้ายสุดของการลงทุนล่ะ แล้วผมจะโฟกัสเนื้อหาตรงนี้เป็นหลัก เพราะส่วนใหญ่จะข้าม level นี้กันได้ยาก เพราะมีเรื่องต้องศึกษาทฤษฎี ฝึกปรือภาคปฏิบัติ กันค่อนข้างเยอะและใช้เวลานาน ซึ่งถ้าไม่มีคู่มือหรือคนแนะนำดีๆ มันจะยิ่งเสียเวลานานขึ้นไปอีก

ถึงคำถามสำคัญคือ แล้วทำไมต้องลงทุนด้วยล่ะ?

เหตุผลอาจจะสรุปได้ดังนี้
1. เพื่อรักษาหรือเพิ่มพูนสิ่งที่อุตส่าห์เก็บหอมรอมริบมา
สิ่งที่เรียกว่าทุน หากเก็บไว้เฉยๆ มักจะเสื่อมค่าลงไป - เช่น เงินสดก็มีมูลค่าลดลงเรื่อยจากเงินเฟ้อ, ทรัพย์สินก็เก่าและชำรุดพังไป, ร่างกายก็เสื่อมลงไปเรื่อย, ความรู้ก็หลงลืมไปได้ เป็นต้น
โดยเฉพาะผลจาก "เงินเฟ้อ" นี่ค่อนข้างร้ายกาจ แม้คุณจะเห็นตัวเลขเงินเฟ้อโดยปกติเฉลี่ยแถวๆ 3-4% (ไม่นับช่วงวิกฤติเงินฝืดน่ะ เช่นปัจจุบันนี้) แต่สิ่งที่หลายคนลืมนึกถึงคือ เงินเฟ้อเอง ก็จัดเป็น ดอกเบี้ยทบต้น ประเภทนึงน่ะ แต่เป็นทางด้านตรงข้ามกับการลงทุน และอะไรก็ตามที่เป็นลักษณะดอกเบี้ยทบต้น เมื่อคูณเวลาที่ผ่านไปเรื่อยซักระยะนึง ผลลัพธ์มันน่ากลัวเสมอ เราจึงต้องหาทางสร้าง ดอกเบี้ยทบต้น ในทางบวก เอาไปสู้กับมัน

2. เพื่อความมั่นคง และอิสระ ในชีวิต
โดยการได้มาซึ่ง อิสระภาพทางการเงิน (financial freedom) นั่นเอง ซึ่งจะมีประโยชน์มากมาย ตัวอย่างเช่น
- ได้เวลากลับคืนมาวันล่ะ 8 ชม. และ ไม่ต้องพะวงคิดเรื่องการหาเงิน แต่เอาเวลาไปคิดทำอะไรสร้างสรรค์ให้ชีวิตดีกว่า (ความฝันอะไรที่เคยปล่อยให้มันหลุดมือไปจากการเป็นผู้ใหญ่วัยทำงาน จะได้กู้กลับมาก็คราวนี้แหละครับ)
- สำหรับคนวัยเกษียณแล้ว ก็จะไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายว่าจะเอาอะไรกินอยู่ดี ตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ แถมต้องมีค่ารักษาพยาบาลตามมาอีกมาก ณ วัยนั้น

บางคนอาจคิดว่า ก็ให้ลูกหลานเลี้ยงก็ได้ คืออย่าคิดงั้นครับ เชยมาก และเมื่อถึงเวลานั้น เขาจะรู้สึกแย่กับตัวเองด้วยที่ตัวเองเป็นภาระมากกว่าจะช่วยอะไรลูกหลานได้ (เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่อยากจะได้รับการยอมรับนับถือ ทั้งจากคนอื่น และนับถือตัวเองด้วย) และโลกยุคอนาคตยิ่งไกลออกไป ผมเห็นว่าสภาพเศรษฐกิจโลกทั้งหมด จะมีความเข้มงวดและตึงมือมากขึ้นสำหรับทุกคน ตามจำนวนประชากรโลกที่มากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นลูกหลานท่านแค่เอาตัวให้รอดได้ก็คงหืดขึ้นคอ เราควรเตรียมพร้อมสำหรับตัวเองดีกว่า คือเราควรมี "แผนสำรอง" สำหรับชีวิตอยู่เสมอครับ แล้วชีวิตที่เหลืออยู่จะได้มีความสงบสุขในชีวิต เอาเวลาไปทำอะไรที่อยากทำ ดีกว่าครับ


ถึงตรงนี้ เราก็รู้แล้วว่า การลงทุนคืออะไร และเหตุผลว่าทำไมต้องลงทุน
บทถัดไปน่าจะได้เริ่มลงเนื้อหาจริงๆกันซักทีครับ :)