แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หุ้นตก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หุ้นตก แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

บทความ ดร.นิเวศน์ พูดถึงหุ้นไทยช่วงนี้ + เปรียบเทียบความเสี่ยง กองทุนรวมหุ้น กับ การเลือกหุ้นเอง

เผอิญวันนี้อ่านกระทู้นี้ของ ดร.นิเวศน์ http://board.thaivi.org/viewtopic.php?f=1&t=61566
(ดร. เขาพูดถึงตลาดหุ้นไทยช่วงนี้ ว่าทำไมต่างชาติขายหุ้นออกเรื่อยๆ และวิเคราะห์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป - ผมแนะนำเข้าไปอ่านด้วย ได้ไอเดียใหม่ๆเยอะดี ^^ )
 
อ่านเสร็จแล้ว มีความคิดแว้บเข้ามาในหัว เกี่ยวกับการเปรียบเทียบความเสี่ยงระหว่าง กองทุนรวมหุ้น กับ การเลือกซื้อหุ้นเองเป็นตัวๆ
 
ถ้ายังจำกันได้ ในบทความเก่าๆบางอัน ผมเคยบอกว่า การเล่นกองทุนรวม ไม่ได้มีความเสี่ยงต่ำกว่า การเล่นหุ้นโดยเลือกเอาเองเป็นตัวๆ

เพราะว่า กองทุนรวมนั้น ปกติจะลงทุนในหุ้นหลายๆตัว และหวังผลการเคลื่อนไหวของราคาตามค่าเฉลี่ยของตลาดนั้นๆ (ไม่ต้องพูดถึงกองทุน active ซึ่งปกติแล้วผลตอบแทนน้อยกว่ากองทุนแบบ index เลย) แต่การเลือกหุ้นด้วยตัวเอง ถ้าทำตามหลักการแบบ VI เป็นอย่างดีแล้ว ถือไว้ซัก 4-5 ตัวในพอร์ต (เป็นการกระจายความเสี่ยงเล็กๆ เพราะปู่ปีเตอร์ ลินซ์ เคยว่าไว้ว่า โดยปกติการเลือกหุ้นสไตล์ VI แบบง่ายๆ มา 5 ตัว มักจะพลาด 1 เกินความคาดหมาย 1 และได้ผลตอบแทนไม่ดีไม่แย่ 3 ตัว) ความเสี่ยงมักจะต่ำกว่ากองทุนรวม ซึ่งยังไงๆราคาก็วิ่งตามความผันผวนเฉลี่ยของตลาด

อันนี้ยืนยันโดยประสบการณ์ที่ทดลองเองส่วนตัวเหมือนกัน เวลาที่คนอื่นตื่นเต้นเวลาหุ้นไทยร่วงๆ ส่วนใหญ่เวลาผมมองพอร์ตตัวเอง มักจะเห็นความเปลี่ยนแปลงแค่เล็กน้อยหรือแทบไม่เห็นเลย คือ หุ้นส่วนใหญ่ที่เลือกมาตามวิธีแบบ VI จริงๆ มันไม่เคลื่อนไหวตามกระแสของตลาดเท่าไหร่

แต่ก็ไม่ใช่ว่าการลงทุนในกองทุนรวมนั้นไม่ดี เพียงแต่ต้องรู้วิธีในการอยู่กับมัน
โดยธรรมชาติของกองทุนรวมนั้น เราไม่สามารถเล่นแบบ trading ได้ (เพราะมันตอบสนองต่อคำสั่งช้า 2-3 วันทำการ) ดังนั้นสไตล์เดียวที่ผมนึกออกคือการบริหารพอร์ตแบบ passive หรือที่ ดร.นิเวศน์ เอง เคยเขียนบทความเอาไว้ว่าเป็น KISS investment (Keep It Simple and Stupid) ซึ่งเป็นการผสมผสานกันระหว่างการกระจายความเสี่ยงในพอร์ตนั้นๆ กับการทำ portfolio rebalancing
เป็นหนึ่งในวิธีที่ได้ผลดีระยะยาว (ระยะสั้นอาจมีเสียวได้โดยเฉพาะช่วงหุ้นร่วงๆช่วงนี้ ตามปัจจัยจากฝั่งเมกาฯ ที่เงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้น ทำให้ดัชนีรวมของตลาดหุ้นเมกาฯ ร่วง ซึ่งแน่นอนกระทบตลาดหุ้นไทยและทั่วโลกด้วย) โดยต้องใช้ความเชื่อมั่นในหลักการและอดทน ไม่หวั่นไหวต่อปัจจัยระยะสั้น วิธีบริหารพอร์ตแบบนี้จึงจะสำเร็จได้

วันศุกร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2559

เมื่อซื้อ LTF สิ้นปี ผลตอบแทนชนะคนทำ DCA มาทั้งปี - (จากการ์ตูน Mao-Investor ล่าสุด)

จาก : https://www.facebook.com/maoinvestor/photos/a.139219476137819.25668.138959932830440/979930195400072/?type=3

เข้าใจว่าเป็นมุขน่ะครับ แต่มุขแบบนี้ จะทำให้คนได้ความรู้ผิดๆเกี่ยวกับการลงทุนไปได้

คนทำ DCA จะเข้าใจอยู่แล้วว่าเขาจะไม่ได้ราคาต่ำสุด
แต่จะ มั่นใจได้ที่สุด ว่าต้นทุนเขาจะไม่ใช่อยู่บนยอดดอยแน่นอน และเขาจะได้ราคาเฉลี่ย

หากเป็นการ DCA บนกองทุนรวมหุ้นดัชนี ในระยะยาวๆหลายปี เขาจะได้ผลตอบแทนตามค่าเฉลี่ยของตลาดระยะยาว (ประมาณ10%) และชนะกองทุนรวมแบบ active เกือบทั้งหมดในตลาดแน่นอน

DCA เป็นรูปแบบการลงทุนที่เรียกว่า passive investment
ซึ่งใน school of investment หลายๆสำนักนั้น ก็ต้องถือว่าเป็นสาขาที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ซึ่งเป็นรองเพียงสาขาการลงทุนแบบ VI เท่านั้น
หากแต่เป็นวิธีที่ง่ายกว่าเป็นอย่างมาก เหมาะกับคนที่ไม่มีเวลาศึกษาวิเคราะห์เอง และไม่มีเวลาบริหารพอร์ตของตัวเอง

คำที่เหมาะกับการ์ตูนสี่ช่องนี้ที่สุดคือ "รู้อะไร ไม่สู้ รู้งี้"
คือ เป็นการตีความ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปแล้ว
แต่ ณ วันที่เหตุการณ์ยังไม่เกิด เม่าศรี ไม่มีทางมั่นใจได้เลย ว่าสิ้นปี ผลตอบแทนจะชนะอัศวิน รึเปล่า, พูดอีกทางนึงคือ มันค่อนไปเป็นการ "เสี่ยงดวง" มากกว่าการ ลงทุน
การที่เม่าศรีได้ผลตอบแทนดีในปี 2558 ที่เพิ่งจบไปนั้น จึงเข้าข่าย "right for the wrong reason" หรือ ฟลุ๊ก นั่นเอง

วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

การประมูลคลื่น 4G (1800 MHz) อันหฤโหด

จากข่าวนี้น่ะครับ
https://www.blognone.com/node/74694

ผมเองก็ชะล่าใจไปหน่อย ไม่นึกว่าจะดุเดือดขนาดนี้ นี่ใครมีหุ้นกลุ่มนี้ในมือ (ผมด้วย 55) อาจขวัญเสียกันได้เพราะราคาหุ้นลงฮวบๆ

ซึ่งสรุปคนได้ไปคือ AIS กับ True
ในราคารายล่ะราว 4 หมื่นล้านบาท ! (เยอะกว่าส่วนของผู้ถือหุ้นของทั้งสองบริษัทอีก)

การประมูลที่ราคาสูงๆแบบนี้ หากใครได้ไปทั้งที่ตัวเองมีกำลังชำระค่าคลื่นฯ ไม่มากนัก ก็น่าจะเหนื่อย
โดยเฉพาะอาจเป็นไปได้ที่ต้องไปกู้แบงค์ (มีต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นมา... อาจทำให้กำไรลดลงได้ในระยะแรก) หรือไม่งั้นก็ต้องเพิ่มทุนรอบใหม่ ถึงจะมีเงินพอมาจ่ายได้

เรื่องนี้คงจะต้องดูข้อมูลเพิ่มเติมที่จะออกมาหลังจากนี้ดีๆ ว่าสรุปเขาจะเลือกวิธีแบบไหน ซึ่งก็คงมีผลกระทบผู้ถือหุ้นต่างกันไป
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ อาจจะถือว่า มีการเปลี่ยนแปลงในปัจจัยพื้นฐาน ที่ค่อนข้างมีนัยสำคัญต่อตัวธุรกิจ

สำหรับ VI หากการเปลี่ยนแปลงนั้น ทำให้มูลค่าหุ้นที่ประเมินได้ลดลงและต่ำกว่าราคาที่ตลาดให้อยู่ ก็ควรจะต้องขายหุ้นในมือออกไป โดยไม่ต้องสนราคาต้นทุนว่าเราเคยซื้อมาเท่าไหร่
หากมูลค่าที่ประเมินได้สูงกว่า ราคาตลาด ก็อาจเป็นโอกาสดีที่จะเก็บหุ้นเพิ่ม

โดยส่วนตัวผมคิดว่า หากมูลค่าประเมินจะสูงขึ้นได้ ต้องมาจากการที่เจ้าคลื่นที่ได้มานี้ สามารถเอาไปทำรายได้กลับมาให้ได้เป็นกอบเป็นกำ เพื่อให้บริษัทมียอดขายเพิ่ม กำไรเพิ่มขึ้น เท่านั้น
ดูเหมือนจะต้องเดาอนาคตกันเยอะหน่อย ซึ่งมีความไม่แน่นอนอยู่มาก ผมไม่ค่อยชอบโมเม้นต์แบบนี้เท่าไหร่

นอกจากนั้น สิ่งนี้ยังตอกย้ำกว่า ตลาดกลุ่มนี้มีการแข่งขันกันสูงมากและดุเดือด และมีข้อจำกัดในเรื่องคลื่นที่แย่งกันกินแย่งกันใช้ มีความเสี่ยงกับภาครัฐฯ อยู่เยอะ
การจะคาดหวังว่าบริษัทในกลุ่มธุรกิจแบบนี้ จะทำให้กำไรเติบโตแบบก้าวกระโดดได้ ก็คงเป็นเรื่องยาก

คงต้องติดตามตอนต่อไปครับ ว่าชะตากรรมของ AIS กับ True จะเป็นอย่างไรต่อไป

วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ศุกร์ทมิฬที่ผ่านมา กับวันจันทร์ที่กำลังจะมาถึง

ตลอดสัปดาห์ทีี่ผ่านมา โดยเฉพาะ วันศุกร์ 21 ส.ค. 2015 ที่ผ่านมานั้น เกิดเหตุการณ์ที่ชวนขนลุกสำหรับนักลงทุน และโดยเฉพาะนักเก็งกำไรหลายคน เพราะมีเหตุการณ์ร้ายและข่าวร้ายหลายอย่างโผล่มาพร้อมกันคือ
- กรีซ นายกลาออก (เหมือนจะโดนคนในพรรคไล่)
- เกาหลี เหนือ - ใต้ ยิงถล่มกันตรงแนวชายแดน ด้วยปืนใหญ่
- ดาวน์โจนส์ ดิ่งเหว (หลังตลาดไทยปิดไปแล้ว ^^! )
- น้ำมัน ก็ดิ่ง (จะทะลุแนว 40$ ) ล่ะ

ผมเอง ปกติตัดรอบบัญชีเพื่อวัดผลและตรวจสุขภาพทางการเงิน ทุกๆวันที่ 19 ของเดือน เลยได้เห็นว่า NAV ของกองทุนหุ้นนี่มันดิ่งเหวอย่างโหดจริงๆ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา นี่ขนาดยังไม่เจอข่าวร้ายของวันศุกร์ เลยน่ะ

ผมว่าเวลาแบบนี้ เป็นบททดสอบความแข็งแกร่ง และกึ๋นความเป็นนักลงทุนแบบ VI ได้ดี ว่าเราจะทนได้นานแค่ไหน เมื่อเห็นมูลค่าพอร์ตหดตัวลงเรื่อยๆ และค่อนข้างมาก

ถ้าใจยังไม่แกร่งพอ อาจจะทนไม่ได้จนขายตัดขาดทุนออกมา ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่นักเก็งกำไรจะทำกัน

บัฟเฟต เคยกล่าวไว้ทำนองว่า "หากทนไม่ได้ที่เห็นหุ้นที่ถืออยู่ ราคาตกลงไปกว่า 50% ก็ไม่ควรเข้ามาอยู่ในตลาดหุ้นแต่แรก"
คุณ โจ ลูกอีสาน ก็เคยว่าไว้ว่า "การขายหุ้นตอนที่ตลาดหุ้นตกลงมาอย่างหนัก ถือเป็นการละเมิดศีลที่สำคัญที่สุดของการเป็น VI"

ความหมายคือ VI จะต้องคิดตั้งแต่ตอนซื้อ และกำไรตั้งแต่ตอนซื้อ เพราะเงื่อนไขการซื้อมีเพียงว่า จะซื้อก็ต่อเมื่อ ราคาลงมาต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานที่เหมาะสมของกิจการนั้นๆ เท่านั้น และกิจการต้องถูกวิเคราะห์มาอย่างดี ว่าสามารถทนต่อสภาพเศรษฐกิจแย่ๆในหลายรูปแบบได้ มีผลประกอบการที่สม่ำเสมอในระยะยาวๆ (7 ปีขึ้นไป ตามวิธีของเกรเฮม) มีปันผลที่ดี ผู้บริหารเป็นคนดีและคนเก่ง

และเมื่อซื้อหุ้นด้วยเงื่อนไขนี้ การตกลงของราคาตลาด ทั้งๆที่พื้นฐานกิจการนั้นเอง ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่ได้เป็นเหตุผลที่ควรจะต้องขายแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน มันคือโอกาสของการซื้อเพิ่ม (แต่จะรอลงสุดก่อนก็ได้น่ะ ผมคิดว่าน่าจะยังไม่สุด หรือใช้วิธีทยอยหลายๆไม้ ยาวซัก 1 ปีเพื่อลดความเสี่ยงก็เป็นกลยุทธ์ที่ดีครับ)

และนี่ก็เป็นการวัดความเข้าใจและพลังใจที่ดี ว่าเราเองนั้นเป็น VI ได้มากน้อยแค่ไหนแล้ว

;
สำหรับกองทุนรวมหุ้นต่างๆ  นั้น ผมคิดว่า เหมาะกับกลยุทธ์การลงทุนแบบ passive (คือทำ Dollar Cost Average) มากกว่าจะไปเล่นแบบอื่น เพราะจะไปประเมินมูลค่าแบบที่ทำกับหุ้นจริงๆก็ไม่ได้หรือค่อนข้างยาก หรือจะเล่นเทคนิคก็ไม่ได้เพราะการตอบสนองต่อคำสั่งซื้อขายของเรานั้น ช้าเกินกว่าจะทำจังหวะได้ทันการตามระบบที่วางไว้

แต่การลงทุนแบบนี้มีข้อดีคือ ค่อนข้างมีความเสี่ยงต่ำ โดยเฉพาะ ถ้ากองทุนหุ้นเป็นกองดัชนีตัวใหญ่อันดับต้นๆของตลาด มันค่อนข้างมั่นใจได้ว่ากองทุนล้มยากและโอกาสมูลค่าเหลือ 0 นั้นแทบเป็นไปไม่ได้ ผมนึกไม่ออกเลยว่า SET50 หรือ SET100 นั้น บริษัททั้งหมดในนั้นจะเจ๊งพร้อมกันได้ยังไง
และวิธีนี้ยังเป็นวิธีที่ บัฟเฟตฯ แนะนำ สำหรับคนที่อยากลงทุนหุ้นแต่ไม่มีความรู้ใดๆเลย การทำ DCA ในกองทุนหุ้นดัชนี ก็เป็นทางเลือกทีี่ดี มีข้อแม้นิดหน่อยว่าตอนออกตัวเริ่มแรก ไม่ควรออกตัวทำ DCA ตอนที่ตลาดทั้งตลาดแพงมากๆ (ลองดู P/E เฉลี่ยย้อนหลังของตลาดซัก 10 ปี ก็เป็นเกณอ้างอิงที่ดี) แม้ว่าการเริ่มตอนตลาดแพงมันจะทำได้ แต่มันจะเหนื่อยกว่าและอาจต้องทนเห็นพอร์ตขาดทุนระยะยาวนาน (อาจหลายปี) กว่ามาก
และเช่นเดียวกัน หากตัดสินใจใช้วิธีนี้แล้ว คุณต้องรักษาวินัยในการทำ DCA อย่างเคร่งครัดต่อให้ตลาดตกลงมาต่ำมากๆ ก็ยังคงแข็งใจถัว DCA ต่อไป

สำหรับวันจันทร์ที่จะมาถึงนี้ ผมก็คิดว่า
คงต้องพยายาม วางใจ วางทัศนคติให้ถูกต้อง และนึกถึงหลักการให้ดีๆแม่นๆ อย่าไขว้เขว
แล้วระยะยาว น่าจะดีเอง
ขอให้โชคดี รักษาสุขภาพกายสุขภาพใจให้แข็งแรงทุกคนนะครับ

วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

วันนี้หุ้นลงเยอะต้องเรื่องนี้เลย "เข้าหุ้นแล้วพลาดติดดอย ทำยังไงดี"



พักนี้ตลาดหุ้นไทย ก็ยังค่อยๆเตี้ยลง เตี้ยลง
เผอิญผมนึกขึ้นได้ว่าเมื่อก่อนเคยตอบกระทู้นึงเอาไว้ เรื่องการติดดอย คิดว่าเข้ากับเหตุการณ์พักนี้ดี เลยรีบเอามาลงก่อน เพราะเผื่อบางคนจำเป็นต้องใช้ (จริงๆตอนนี้เขียนบทความอื่นค้างไว้อยู่แต่ยังไม่ทันเสร็จ)

เรื่องมันมีอยู่ว่า ...
กาลครั้งนึง นานมาแล้วซักพัก ผมไปเจอกระทู้นึงในกลุ่ม ThaiVI ใน facebook เป็นกระทู้เรื่องเข้าซื้อหุ้น IPO แล้วติดดอย ไม่รู้จะทำยังไงดี

ซึ่งผมคิดว่า
1.
สำรวจสถานะของตัวเองให้กระจ่างก่อน - avg.cost ที่ถืออยู่ตอนนี้ เป็นตำแหน่งที่ไปต่อในกลยุทธ์ไหนได้บ้าง (เพราะตอนเข้าซื้อไม่มีกลยุทธ์อะไรเลย) เช่น เป็นตำแหน่ง VI สายปันผลได้หรือไม่, เป็นตำแหน่ง VI สาย C.G.ได้หรือไม่ , หรือเป็น ตำแหน่งเล่นเก็งกำไรได้อย่างเดียว

1.1
ตำแหน่ง VI สายปันผลได้ - (avg.cost เราอยู่ต่ำกว่ามูลค่าเหมาะสมของวิธีสายปันผลนี้) ดูว่าลักษณะธุรกิจผลกำไรสมำเสมอในระยะยาว (ต้องดูผลกำไรย้อนหลังซัก 7 ปีขึ้นไป) ไม่โดนแทนที่ในตลาดหรือเสียความสามารถในการแข่งขันได้ง่ายๆ อัตราปันผลเป็นที่น่าพอใจอยู่แล้ว (5% ขึ้นก็พอได้สำหรับยุคนี้, แต่ถ้าได้มากกว่านั้นยิ่งดี) , อันนี้ถือยาวไปไม่ต้องไปกังวลกับราคาในตลาด

1.2
ตำแหน่ง VI สาย C.G.ได้ - (avg.cost เราอยู่ต่ำกว่ามูลค่าเหมาะสมของวิธีสาย C.G. นี้) ประเมินจาก EPS, P/BV หรือ ROE โดยไม่สนปันผลที่จะได้รับ (บางบริษัทปันผลได้น้อยหรือไม่ปันผลเลยก็ได้ถ้าเขาเอาไปลงทุนต่อได้ดี ทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง) ถ้าพื้นฐานมันยังดีอยู่ (สม่ำเสมอในระยะยาว, ไม่โดนแทนที่หรือเสียความสามารถในการแข่งขันได้ง่าย) ก็รอจนราคากลับไปที่มูลค่าเหมาะสมแล้วขายไปตามวิถีของคนเล่นเอา C.G. โดยยังไม่ต้องกังวลราคาตลาดตอนนี้

1.3
ตำแหน่งเล่นเก็งกำไรได้อย่างเดียว - คือ avg.cost ของเราอยู่สูงกว่ามูลค่าเหมาะสมแบบ VI ไม่ว่าจะประเมินวิธีไหน - ไม่ค่อยกล้าแนะนำเลยครับ คงต้องเล่นแนวเทคนิคฯ อย่างเดียว แต่ถ้ายังขาดทุนไม่ถึง 5% แล้วยังไม่มีสัญญานเทคนิคในลักษณะกลับตัว เป็นผมคงขายออกมาตั้งหลัก ที่เสียไปถือว่าเป็นค่าครู คราวหลังศึกษาเพิ่มดีๆก่อนเข้าไปเล่นใหม่, แต่ถ้าเกิน 5% ไปแล้วและยังไม่มีสัญญานกลับตัว กูรูสายนี้บางคนก็ถือคติไม่ขายไม่ขาดทุน ให้ทำใจ (แต่บางทีผมก็คิดว่า ถ้ามันไม่มีสัญญานกลับตัวใดๆเลย แปลว่ายังไม่เห็นก้นเหว แนวโน้มคือลงได้อีก และไม่รู้จะลงไปลึกได้อีกแค่ไหน ชิ่งออกมาก่อนอาจจะดีกว่าเงินจมก็ได้), แต่ถ้าเริ่มเห็นสัญญานกลับตัวบ้าง รอมันรีบาวน์แล้วชิ่งออกมาก็ได้ครับ

ซึ่งทั้ง 2 แบบแรกนั้น ต้องเช๊คให้แน่ใจด้วยน่ะครับ ว่าที่ราคาลงมาเนี่ย มันลงมาตามตลาดโดยรวมเฉยๆ ไม่ใช่การลงมาเพราะปัจจัยพื้นฐานของตัวบริษัทเองที่เปลี่ยนไปในทางแย่ ซึ่งถ้าเป็นกรณีหลัง โดยหลักการควรต้องถอนตัวออกจากหุ้นตัวนั้นทันทีครับ (อ้างอิงบทความ “จะขายหุ้นเมื่อไหร่”: http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/494384 )

กรณีถ้าเป็นหุ้น IPO มักจะไม่ค่อยมีงบย้อนหลังให้ดูยาวๆ การประเมินมูลค่าเหมาะสมนั้นทำได้ยากและคลาดเคลื่อนได้ง่าย เพราะออกแนวเหมือนคาดเดาอนาคตไปหน่อย - -a
ถ้าจะให้ประเมินจากงบปีล่า สุดปีเดียว คงคิดเอาง่ายๆบนสมมุติฐานว่าบริษัทไม่มีการเติบโต เช่น ถ้าใช้วิธีคิดจาก EPS แล้วอยากได้ราคาที่ P/E เท่ากับ 10 ก็เอา
10 =  P/E
ใส่ค่า EPS ลงไปตรง E ครับ แล้วแก้สมการหาค่า P ไปเลย เช่นสมมุติ EPS เป็น 0.5
10 = P/0.5
10*0.5 = P
P = 5

ซึ่ง ค่า P/E ที่เหมาะสมก็มีหลายแนวอีก เกรแฮมฯ บอกเหมาะสมคือ 8.5 ส่วน ปีเตอร์ ลินซ์ บอกว่า 10 ก็เล่นได้แล้ว อันนี้แล้วแต่คนแล้วครับว่าชอบต้นแบบนักลงทุนคนไหน

แต่ในความเป็นจริง คงไม่มีบริษัทไหนได้กำไรเท่าเดิมทุกปี ปกติต้องมีการเติบโต ดังนั้นสิ่งที่ในสูตรด้านบนไม่ได้รวมอยู่ด้วยคือเรื่องของ Growth rate (ของผลกำไร) ซึ่งในทางปฏิบัติควรต้องเอามาคิดด้วยครับ

ถ้าเล่นตามแนว ดร.นิเวศน์ฯ ถึงธุรกิจจะดีมากๆจริง ก็ไม่ควรเข้าที่ P/E เกิน 20 ครับ บนสมมุติฐานที่ว่าธุรกิจนั้นดีมากขนาดจะเติบโต 20% ต่อปีอย่างต่อเนื่องไปได้หลายๆปี เพราะว่าในโลกความเป็นจริง บริษัทที่จะโตเกิน 20% ต่อปีได้ต่อเนื่องซัก 5 ปีขึ้นไป นั้นแทบจะไม่มีให้เห็นอยู่ในโลกจริงๆเท่าไหร่ครับ ตลาดมักอิ่มตัวไปก่อน
หรือโดยสรุปย่อๆคือ P/E ควรจะต้อง น้อยกว่าหรือไม่เกิน Growth rate ครับ

นอกจากนั้น วิธีประเมินมูลค่าแบบ VI ยังไม่ได้มีวิธีนี้วิธีเดียวด้วย ยังมีอีกหลายวิธี แล้วแต่จะเลือกใช้ให้เหมาะกับหุ้นตัวนั้นๆครับ (ลักษณะธุรกิจต่างกัน ก็เหมาะกับวิธีประเมินมูลค่าต่างกันไปด้วยครับ)