วันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

บทความ ดร.นิเวศน์ พูดถึงหุ้นไทยช่วงนี้ + เปรียบเทียบความเสี่ยง กองทุนรวมหุ้น กับ การเลือกหุ้นเอง

เผอิญวันนี้อ่านกระทู้นี้ของ ดร.นิเวศน์ http://board.thaivi.org/viewtopic.php?f=1&t=61566
(ดร. เขาพูดถึงตลาดหุ้นไทยช่วงนี้ ว่าทำไมต่างชาติขายหุ้นออกเรื่อยๆ และวิเคราะห์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป - ผมแนะนำเข้าไปอ่านด้วย ได้ไอเดียใหม่ๆเยอะดี ^^ )
 
อ่านเสร็จแล้ว มีความคิดแว้บเข้ามาในหัว เกี่ยวกับการเปรียบเทียบความเสี่ยงระหว่าง กองทุนรวมหุ้น กับ การเลือกซื้อหุ้นเองเป็นตัวๆ
 
ถ้ายังจำกันได้ ในบทความเก่าๆบางอัน ผมเคยบอกว่า การเล่นกองทุนรวม ไม่ได้มีความเสี่ยงต่ำกว่า การเล่นหุ้นโดยเลือกเอาเองเป็นตัวๆ

เพราะว่า กองทุนรวมนั้น ปกติจะลงทุนในหุ้นหลายๆตัว และหวังผลการเคลื่อนไหวของราคาตามค่าเฉลี่ยของตลาดนั้นๆ (ไม่ต้องพูดถึงกองทุน active ซึ่งปกติแล้วผลตอบแทนน้อยกว่ากองทุนแบบ index เลย) แต่การเลือกหุ้นด้วยตัวเอง ถ้าทำตามหลักการแบบ VI เป็นอย่างดีแล้ว ถือไว้ซัก 4-5 ตัวในพอร์ต (เป็นการกระจายความเสี่ยงเล็กๆ เพราะปู่ปีเตอร์ ลินซ์ เคยว่าไว้ว่า โดยปกติการเลือกหุ้นสไตล์ VI แบบง่ายๆ มา 5 ตัว มักจะพลาด 1 เกินความคาดหมาย 1 และได้ผลตอบแทนไม่ดีไม่แย่ 3 ตัว) ความเสี่ยงมักจะต่ำกว่ากองทุนรวม ซึ่งยังไงๆราคาก็วิ่งตามความผันผวนเฉลี่ยของตลาด

อันนี้ยืนยันโดยประสบการณ์ที่ทดลองเองส่วนตัวเหมือนกัน เวลาที่คนอื่นตื่นเต้นเวลาหุ้นไทยร่วงๆ ส่วนใหญ่เวลาผมมองพอร์ตตัวเอง มักจะเห็นความเปลี่ยนแปลงแค่เล็กน้อยหรือแทบไม่เห็นเลย คือ หุ้นส่วนใหญ่ที่เลือกมาตามวิธีแบบ VI จริงๆ มันไม่เคลื่อนไหวตามกระแสของตลาดเท่าไหร่

แต่ก็ไม่ใช่ว่าการลงทุนในกองทุนรวมนั้นไม่ดี เพียงแต่ต้องรู้วิธีในการอยู่กับมัน
โดยธรรมชาติของกองทุนรวมนั้น เราไม่สามารถเล่นแบบ trading ได้ (เพราะมันตอบสนองต่อคำสั่งช้า 2-3 วันทำการ) ดังนั้นสไตล์เดียวที่ผมนึกออกคือการบริหารพอร์ตแบบ passive หรือที่ ดร.นิเวศน์ เอง เคยเขียนบทความเอาไว้ว่าเป็น KISS investment (Keep It Simple and Stupid) ซึ่งเป็นการผสมผสานกันระหว่างการกระจายความเสี่ยงในพอร์ตนั้นๆ กับการทำ portfolio rebalancing
เป็นหนึ่งในวิธีที่ได้ผลดีระยะยาว (ระยะสั้นอาจมีเสียวได้โดยเฉพาะช่วงหุ้นร่วงๆช่วงนี้ ตามปัจจัยจากฝั่งเมกาฯ ที่เงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้น ทำให้ดัชนีรวมของตลาดหุ้นเมกาฯ ร่วง ซึ่งแน่นอนกระทบตลาดหุ้นไทยและทั่วโลกด้วย) โดยต้องใช้ความเชื่อมั่นในหลักการและอดทน ไม่หวั่นไหวต่อปัจจัยระยะสั้น วิธีบริหารพอร์ตแบบนี้จึงจะสำเร็จได้

วันพุธที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2561

บทสนทนามื้อเที่ยงเมื่อ 6 ปีก่อน ที่นึกขึ้นได้วันนี้และแอบทำให้ขนลุก (แกมเสียดาย) - เกี่ยวกับ bitcoin นิดหน่อย

เมื่อราวๆ 6 ปีก่อน ครั้งที่ผมยังทำงานอยู่บริษัท IT ข้ามชาติแห่งนึงแถวๆข้างสวนลุมพินี
วันนั้น ผมไปกินข้าวเที่ยงกับพี่คนนึงในทีมตามปกติ ณ ร้านข้าวแกงหลังตึกที่เราทำงานอยู่

ตอนนั้นผมค่อนข้างใหม่กับเรื่องการลงทุนมาก แต่ค่อนข้างไฟแรงและสนใจใครรู้มากๆกว่าเราจะหลุดจากวงจรหนูถีบจักรของมนุษย์เงินเดือนที่ไม่มีอิสระในชีวิตของตัวเองได้ยังไง (เหมือนเพิ่งจะรับแนวคิดมาจากเซ็ตหนังสือพ่อรวยสอนลูก)

ผมชอบยกคำถามหรือประเด็นต่างๆที่เกี่ยวกับเรื่องการเงินการลงทุน หรือวิธีหาอิสระภาพทางการเงินอื่นๆขึ้นมาคุย เพื่อจะได้ความรู้จากคนอื่นๆรอบๆตัวด้วย

จนเหมือนจะกลายเป็นแบรนด์ของผมไปกลายๆ ราวกับว่ามีฉลาก "financial freedom" แปะอยู่บนหน้าผากผม

ในวันนั้นเราคุยกันว่า ระบบการเงินของโลกทำงานยังไง แล้วคนสร้างฐานะหรือมีอิสระภาพทางการเงินกันขึ้นมาได้ยังไงบ้าง
อยู่ๆก็เกิดสงสัยขึ้นว่า

"ถ้าเราเข้าใจระบบการเงินมากพอ เราจะหาช่องว่างในการออกจากระบบนี้ได้รึเปล่า"

เดิมทีสมัยเด็กๆ ผมเป็นพวกชอบสร้างหรือประดิษฐ์อะไรต่างๆขึ้นมาเอง พวกสิ่งที่ผมอยากได้แต่ไม่มีเงินไปซื้อหามาใช้ อาจจะเพราะรู้สึกว่ามันแพง ไม่สมเหตุสมผล ดูไม่ดี หรืออะไรก็แล้วแต่

จนผมเชื่อว่า "ถ้าอยากได้อะไรแล้วไม่มีตังซื้อ ก็แค่สร้างมันขึ้นมาเองซะสิ"

พอรวมกับความคิดข้างต้น เลยกลายเป็นว่า "เป็นไปได้ไหม ที่เราจะออกจากระบบที่เป็นอยู่ แล้วสร้างระบบใหม่ของเราขึ้นมาเอง" เพราะคนที่เข้าไปอยู่ในโลกใบใหม่เป็นคนแรกมักจะได้เปรียบและตักตวงอะไรได้เยอะก่อนคนอื่นที่ตามมา

"เป็นไปไม่ได้หรอก ถ้าทำได้คนก็คงทำกันไปหมดแล้ว"
"ระบบที่มันเป็นอยู่ทุกวันนี้มันผูกขาดเอาไว้ค่อนข้างสมบูรณ์แบบ เราได้แค่เล่นตามเกมเพื่อไปหาจุดดีๆก็เท่านั้น" พี่ที่ผมคุยด้วยบอกขึ้นมา (อาจจะไม่เป๊ะๆแต่ก็คร่าวๆประมาณนี้)

;
;
;
;
วันนี้ทุกคนคงได้ยินคนพูดถึง Bitcoin ไม่มากก็น้อย
แต่เพิ่งวันนี้เองที่ผมนึกถึงบทสนทนาในวันนั้น และตระหนักว่า

"เฮ้ย นี่มันมีคนแหกระบบเดิมสำเร็จไปแล้วนี่หว่า"

ปรากฎการณ์ของ Bitcoin ในช่วงร้อนแรงนี้ เป็นที่หนาวๆร้อนๆ ของทั้งรัฐบาล และสถาบันการเงิน (แบงก์ชาติ) ต่างๆ
เพราะว่าผู้คนมีทางออกจากระบบเดิมที่พวกเขาผูกขาดอำนาจไว้มาหลายร้อยปี ... อำนาจที่เขาเสกเงินและดูดเงินจากกระเป๋าประชาชนได้เนียนๆผ่านหลายช่องทาง กำลังถูกลดทอนลงไป
;
;
ผมแอบขนลุกนิดหน่อย ในหลายๆแง่มุม

- ผมเป็นคนนึงที่คิดว่า "น่าจะ...." ในวันนั้น และน่าจะมีอีกหลายร้อยหลายพัน (หรือล้าน) คนที่คิด แต่ไม่มีศักยภาพหรืออาจจะไม่ได้ใส่พลังมากพอในการทำมันให้เป็นจริง แต่มีคนนึงทำมันขึ้นมาสำเร็จ (miracle happens)

- เหตุการณ์ที่ผ่านมานานมากแล้วเพิ่งระลึกขึ้นได้ในวันนี้ (เป็นข้อเสียของการไม่ได้หยิบมันมาจดเป็นเป้าหมายแล้วทบทวนทุกวัน เพราะถ้าไม่งั้นเราจะตระหนักได้เร็วกว่านี้มากๆ -- ทำให้เห็นว่าการจดบันทึกเป้าหมายและทบทวนทุกวัน เป็นเรื่องสำคัญ ***)

- ประโยคหรูๆที่พวก Life coach หรือพวกสอนใช้กฏแรงดึงดูด ทำนองว่า "ทุกสิ่งที่คิดจินตนาการได้ ล้วนเกิดขึ้นจริงได้" ,  หรือ "อยากได้อะไรให้คิดว่าได้มันมาในจินตนาการบ่อยๆ ความคิดนั้นจะทำให้สิ่งนั้นเป็นจริงขึ้นมา"  ก็ใช่ว่าจะไม่มีมูลซะทีเดียว  กระแสความคิดของคน โดยเฉพาะในวงกว้าง ถ้ามันมากพอ สุดท้ายมันมักจะผลักดันให้เกิดสิ่งนั้นขึ้นมาจริงๆ

- เราดูจะเอื่อยและช้าไปหน่อย ที่ยังไม่ได้ศึกษาเรื่อง Bitcoin แบบจริงจัง ทั้งที่ก็รู้จักมันคร่าวๆมานานหลายปีมากแล้วก่อนมาเป็นกระแส อันนี้น่าเสียดายโอกาสนิดหน่อย แต่คงไม่มีอะไรสายเกินไปถ้าจะเริ่มซะตอนนี้ (อนึ่ง มันมีความเสี่ยงแน่ๆ เหมือนสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาผันผวนสูง ดังนั้นถ้าจะทำอะไรกับมันควรต้องเข้าใจศาสตร์ของการเก็งกำไร (ผมบอกได้เลยว่าไม่ใช่แบบพวกผู้เชี่ยวชาญมาสอนกันตามทีวีช่องการลงทุน พวกนั้นมักสอนไม่ครบระบบ) และเรื่องทางเทคนิคพื้นฐานของ Bitcoin ให้ดีมากพอ ก่อนจะลงเงินกับมันจริงๆ)
;
;
;

ปล. หนังสือดีที่สุดที่จะทำให้เข้าใจหลักการพื้นฐานของการเทรดเก็งกำไร ผมแนะนำให้ศึกษาเรื่องของ Turtle Trading ของ ริชาร์ด เดนนิส, แอบเห็นบทความภาษาไทยและ pdf ภาษาอังกฤษอยู่ (โดยส่วนตัวไปเข้าใจกับ version อังกฤษมากกว่า) พอเข้าใจหลักการแล้วจึงจะมีไอเดียเอาไปประยุกต์ปรับแต่งเป็นของตัวเองได้ต่อไปครับ

ปล2. ยังไงผมก็เป็น VI อยู่ดีนะ ไม่ชอบเก็งกำไร lol แต่สอนและชี้ทางที่ถูกให้ได้ถ้าใครอยากรู้จริงๆ

วันอาทิตย์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2560

บันทึก ณ วันสิ้นปี 2017 (เอาจากที่โพสต์บนเพจ facebook มาเก็บไว้บน blogger ซักหน่อย)

กำลังจะปีใหม่แล้ว คิดว่าควรโพสต์อะไรหน่อย
ปี 2017 ที่กำลังจะผ่านไป ก็เกิดไรขึ้นเยอะหลายอย่าง
ทั้งด้านงาน และชีวิตส่วนตัว

เรื่องงานคือ ผมเจอเหตุการณ์ layoff ครั้งที่ 2 ในชีวิต
ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติในสายอาชีพ IT ที่ผมทำงานอยู่
ถ้าเป็นคนที่ไม่เคยวางแผนการเงิน เผื่อสำหรับความเปลี่ยนแปลงในชีวิตแบบนี้ อาจจะเดือดร้อนได้
แต่ผมมีทุนสำรองฉุกเฉินที่เตรียมไว้อยู่แล้ว (โดยหลักการคือควรพอสำหรับใช้ชีวิตอยู่ได้ 6 เดือน) และผลตอบแทนในการลงทุนต่างๆก็ช่วยแบ่งเบาได้นิดหน่อยอีกด้วย


และโดยปกติคนโดน layoff จะมีเงินชดเชยจากนายจ้างตามกฏหมายและจากประกันสังคมอีกตะหาก
ถ้าบริหารการเงินตัวเองมาดี ไม่ใช้จ่ายเกินจำเป็นหรือฟุ่มเฟือย มันก็เป็นโอกาสดี ที่เราจะได้ออกเดินทางครั้งใหม่

ผมคิดว่าการเปลี่ยนงานนั้นค่อนข้างมีผลดีในแง่การพัฒนาตัวเองมากเหมือนกัน เพราะเราจะได้พบเจอองค์กรใหม่ๆ วิธีทำงานใหม่ๆ และคนเก่งอีกมากที่อยู่ในโลกกว้างใบนี้ที่เราจะได้ไปทำงานร่วมกัน เกิดการแชร์ประสบการณ์และได้ความรู้ใหม่ๆมากมาย
และการเดินทางครั้งใหม่ผมก็เลือกจะขุดความฝันสมัยเด็กมาดูอีกครั้ง เพราะนึกถึงคำสอนจากกูรูหลายคน ที่แนะไว้ว่า การเลือกอาชีพ ควรเป็นอาชีพที่ทำให้เรามีไฟและสนุกรู้สึกอยากตื่นไปทำงานทุกๆวัน อย่าใช้เงินเป็นตัวเลือกแรกเพราะเงินนั้นเป็นผู้นำทางชีวิตที่แย่ เมื่อคุณได้ทำงานที่ใช่สำหรับตัวเองจริงๆแล้ว มีความสุขและสนุกกับงาน เงินจะตามมาเอง

เดิมผมทำงานที่เรียกว่า Software Quality Assurance สายเน้นทำ Automation testing.
จนรู้สึกว่ามันอิ่มตัวมากแล้วพอดี
ตอนนี้เลยตัดสินใจ เปลี่ยนสายซะเลย
คือตอนเด็กๆผมชอบเล่นเกม และฝันอยากทำเกม
เลยคิดว่าจะไปเป็น Game Developer ละ
ตอนนี้ซุ่มทำเกมกับเพื่อนอันนึงอยู่ เพื่อเป็นพอร์ตผลงานในการเอาไปหางานใหม่ในแวดวงใหม่นี้ ซึ่งก็น่าสนุกว่าจะมีการผจญภัยแบบไหนรออยู่ต่อไป

ที่เล่ามาทั้งหมด อยากจะสื่อว่า
ไม่มีคำว่าสายเกินไป ในการทำความฝัน
หรือแม้แต่การเปลี่ยนงาน ที่ต้องยอมรับกับเงินเดือนที่ลดลงแน่ๆในช่วงแรก แต่ถ้าเราเก่งจริง ไม่นานเราจะบินได้สูงกว่าเดิมเมื่อได้ทำสิ่งที่เราชอบ

และผมกำลังจะพิสูจน์เรื่องนี้ด้วยตัวเอง ผลเป็นยังไงเดี๋ยวมาอัพเดทอีกที

ขอเป็นกำลังใจให้ทุกๆคนที่กำลังสร้างเนื้อตัวและวางรากฐานอิสระภาพทางการเงินให้ตัวเองอยู่ ให้ประสบความสำเร็จหรือมี progress ดีๆในตลอดปีใหม่นี้
สวัสดีปีใหม่ 2018 ครับ

ปล. ในด้านการลงทุน เนื่องจากการศึกษาหาความรู้ในการเปลี่ยนสายงานผมนั้นมันเยอะมาก ทำให้ไม่มีเวลามาดูแลการลงทุนแบบ active และปรับสไตล์ไปเน้นการลงทุนฝั่ง passive แทน ต้องขออภัยที่ไม่มีเวลามาเขียนบทความใหม่ๆเลย แต่ถ้าสงสัยเรื่องไหนก็ทิ้งคอมเม้นต์เอาไว้ในบทความที่สงสัยได้ครับ จะแวะมาตอบเป็นพักๆ

วันพฤหัสบดีที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2560

เริ่มต้นวางแผนการเงินและการลงทุนยังไงดี สำหรับมือใหม่มากกก

เผอิญมีเพื่อนถามมา ว่าอยากลงทุนบ้างต้องทำไง ก็เลยตอบไป เลยสรุปมาเขียน blog ด้วยเลยละกัน

หลายๆคน เมื่อทำงานใช้ชีวิตไปซักพัก อาจจะมีสิ่งกระตุ้นไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เข้ามาในชีวิต ให้นึกได้ว่า จะทำงานหาเงินไปเรื่อย และใช้เงินไปเรื่อยๆ เดือนต่อเดือน โดยไม่มีแบบแผน คงไม่ได้แล้ว อาจจะนึกได้ว่า
- ถ้าอยู่ๆตกงานขึ้นมาจะทำยังไง
- ถ้าแก่จนทำงานหาเงินแบบเดิมไม่ได้แล้ว จะเอาเงินที่ไหนมาดูแลชีวิตที่เหลืออยู่
- เจ็บป่วยทำงานไม่ได้ขึ้นมาจะทำยังไง
- พ่อแม่ จะดูแลท่านยังไง
- ไม่อยากทำงานงกๆจนตายโดยไม่ได้ออกไปใช้ชีวิตแบบที่อยาก (เช่น ไปท่องโลก, ทำธุรกิจส่วนตัว, ทำงานในฝัน)
- ฯลฯ

เราก็จะเริ่มมีความคิดว่า ไม่ได้ละ ต้องเตรียมตัวให้พร้อมรับมือกับโจทย์พวกนั้น
ความคิดง่ายๆคือ "ถ้าเรารวย มีเงินมาก" ก็จะรับมือปัญหาพวกนั้นได้เกือบทั้งหมด (อย่างน้อยก็ดีกว่าต้องรับมือแบบไม่มีเงินแน่นอน และดีกว่ามากๆด้วย)

ถ้าเรากล้าตั้งเป้าว่า "ชั้นจะต้องรวยให้ได้" แล้วละก็
คำถามต่อไปคือ แล้วทำยังไงถึงจะรวยหล่ะ ?

จริงๆหนังสือเรื่องการสร้างเนื้อสร้างตัว เสริมความรู้ทางการเงิน หรือสอนเรื่องวางแผนการเงิน ในท้องตลาด มีเยอะ ยิ่งกว่านั้น เดี๋ยวนี้ก็มี facebook page หรือ blog ที่เขียนไว้เกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ทั่วไป search เจอในเน็ตได้เต็มไปหมด

แต่บางทีมันก็ ... เยอะเกินไป จนจับต้นชนปลายไม่ได้ ว่าจะเริ่มยังไงดี !!

ถ้าจะให้เข้าถึงปรัชญาเรื่องนี้อย่างถึงหัวจิตหัวใจไม่มีวันลืม ก็สามารถลองไล่เรียงออกมาจาก "เป้าหมายชีวิต" ของเราก็ได้ เชื่อว่าทุกเป้าหมายมันต้องมี condition เรื่องเกี่ยวกับเงินอยู่แน่ๆ ว่ามีความจำเป็นทางการเงินยังไงถึงจะรองรับหรือไปถึงเป้าหมายพวกนั้นได้

ยังไงก็ดี ผมคงไม่พูดถึงวิธีตั้งเป้าหมายชีวิตในนี้ เดี๋ยวยาวไป lol กูรู (ทั้งจริงและไม่จริง) เรื่องนี้มีเยอะแยะ
ถ้าให้นึกชื่อ ผมนึกถึงคุณ บัณฑิต อึ้งรังสี (หลายคนอาจจะหมั่นไส้พี่แก แต่ถ้าแยกเรื่องความหมั่นไส้ส่วนตัว ออกจากเนื้อหาที่เขาสอนได้ เนื้อหาเขามีประโยชน์มากนะ) เป็นอันที่ย่อยง่ายสุดละ
อีกคนที่ผมรู้จักส่วนตัวคือพี่ รุตม์ (เจ้าของเพจ Anontawong's Musings : https://web.facebook.com/anontawongblog/ ) ที่ผมเคยทำกิจกรรมด้วยตอนทำงานบริษัทเดียวกัน ก็สรุปได้เข้าใจง่ายเช่นเดียวกัน

งั้นข้ามเรื่องวิธีตั้งเป้าหมายชีวิตไป สมมุติว่าเรามีอยู่แล้วเรียบร้อยละกัน
พอมีเป้าหมายแล้ว รู้แล้วว่าตัวเองมีความต้องการทางการเงินแบบไหน

แล้วไงต่อ?

ก็คงต้องทำยังไงก็ได้ให้ระบบการเงินเรามันเป็นไปตามเป้าหมายนั้น ซึ่งจริงๆมันจะต่างกันแค่รายละเอียดปลีกย่อย แต่ภาพใหญ่จะเหมือนกันคือ
"อิสระภาพทางการเงิน"

เดี๋ยวก่อนผมไม่ได้มาขายตรงหาดาวไลน์ ^^! (เคยเจอเพื่อนหลอกเข้าไปผมก็ไม่ชอบเหมือนกัน)
อันที่จริงคำนี้มันเป็นไฟลท์บังคับ ที่ทุกคนต้องไปให้ถึง อย่างน้อยก็ก่อนที่เราจะเข้าวัยเกษียณ ที่เริ่มทำงานหาเงินงกๆไม่ไหวแล้ว
แต่มันก็ดีกว่ามาก ถ้าเราไปถึงมันให้ได้ก่อนเกษียณ ก็ขึ้นกับเป้าหมายของแต่ละคนแหละนะ

อิสระภาพทางการเงินของแต่ละคน อาจจะต่างกันในเรื่อง
- วิธีการ และ
- ขนาด
แต่นิยามที่ตรงกันคือ "ภาวะที่ไม่ต้องกังวลเรื่องที่ว่าจะมีงาน(ที่มีเงิน) ให้ทำประจำหรือไม่อีกต่อไป เพราะว่า รายจ่ายประจำของเรา น้อยกว่ารายรับแบบ passive ที่เราสร้างได้จากระบบทางการเงินที่วางไว้"

คุญบอย วิสูตร แสงอรุณเลิศ , นักเขียนชื่อดัง สรุปเอาไว้ง่ายๆ และผมก็เห็นด้วย ไว้ตามนี้คือ
- หาเงินเก่ง << ทำงานแลกเงินครับ เป็น active income
- เก็บเงินอยู่ << ใช้จ่ายมีเหตุมีผล และเท่าที่จำเป็นจริงๆ จะทำให้รายจ่ายเราไม่เกินรายรับ ที่เราจะหาได้
- รู้ช่องลงทุน << ไอ้นี่ทำให้มี passive income

ตามหลักของคิโยซากิ (คนเขียนหนังสือพ่อรวยสอนลูก) ก็ได้ เรื่อง เงิน 4 ด้าน
ซึ่งสรุปว่า ช่องทางหาเงินคนเรามี 4 ประเภทใหญ่ๆ แต่ด้านที่ให้ passive income ได้ มีแค่การลงทุน (I) หรือทำธุรกิจ (B) เท่านั้น และนั่นเป็นสิ่งที่เราต้องหมั่นสะสมให้มากขึ้นจนไปถึงอิสระภาพทางการเงินได้ในที่สุด

กลับไปที่เรื่อง อิสระภาพทางการเงิน ว่าด้วยเรื่อง วิธีการ และ ขนาด
เรื่อง "วิธีการ" นี่ ผมจะอธิบายแค่เรื่องการบริหารเงินและลงทุนแบบภาพกว้างในก่อนละกัน
ส่วนเรื่อง "ขนาด" นอกจากจะโดนกำหนดจากเป้าหมายชีวิตที่คุณตั้งเอาไว้แล้ว คุณจะได้จากการวิเคราะห์ งบการเงิน หรือ บัญชีรายรับรายจ่ายของตัวเอง
ที่ทำมานานมากพอ (ซัก 6 เดือน) เพื่อหาคำตอบว่า
- รายจ่ายแต่ละเดือนเรา มีรายจ่ายประจำจริงๆเท่าไหร่
- รายรับมีเท่าไหร่
- รายจ่ายที่ไม่ประจำมีเท่าไหร่
- อะไรจำเป็น อะไรไม่จำเป็น
- ฯลฯ
ซึ่งตัวเลขพวกนี้จะช่วยในการวางแผนได้ต่อไป (ตั้งนั้น บัญชีรายรับรายจ่าย เป็นสิ่งขาดไม่ได้นะ)

ซึ่งนั่นจะตอบคำตามเรื่อง "ขนาด" ของอิสระภาพทางการเงินเราได้ ว่าต้องมี passive income ระดับไหนถึงจะจัดว่าเริ่มมี อิสระภาพทางการเงินในเบื้องต้นแล้ว

กลับมาเรื่องวิธีการบริหารเงินและการลงทุนส่วนบุคคลกัน
เราจะข้ามเรื่องวิธีทำบัญชีรายรับรายจ่าย และงบดุล ส่วนบุคคลไป เพราะน่าจะรู้กันแล้ว (ไม่งั้นมันจะยาวไปกะบทความนี้)

สำหรับคนๆนึง อาจจะลอง จำแนกเงินที่มีี ออกได้เป็นส่วนต่างๆได้ตามต่อไปนี้ (แบ่งตามวัตถุประสงค์การใช้เงิน)

1. ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
2. ใช้จ่ายเฉพาะกิจ (แบ่งเป็นกองงบประมาณด้านต่างๆ)
- - เพื่อการให้
- - เพื่อเล่น
- - self improvement
- - ซื้อของใหญ่ของแพง (ที่จำเป็น เป็นครั้งๆ เช่น คอม, มือถือ, รถ, บ้านฯลฯ )
- - งบฉุกเฉิน (ค่ารักษาพยาบาล หรือสำรองใช้ยามว่างงาน 6 เดือน)
3. ออม/ลงทุน
- - active investment (พวกเราซื้อขายในตลาดเองได้โดยตรง เช่น หุ้น)
- - - เงินสด
- - - สินทรัพย์ต่างๆ (หุ้นที่มีในพอร์ต)
- - passive investment (พวกกองทุนรวม)
- - - เงินสด
- - - สินทรัพย์ต่างๆ (กองทุนที่มีในพอร์ต)

คุณอาจจะเคยเห็น นักวางแผนการเงินในทีวี มักจะให้สัดส่วนคร่าวๆมาว่า ควรมีเงินเท่าไหร่ ลงทุนหุ้นเท่าไหร่ ตราสารหนี้เท่าไหร่ ฯลฯ อันนั้นก็เป็นเรื่องเดียวกับที่ผมว่าไปแต่รายละเอียดน้อยกว่า และเป็นแบบสูตรสำเร็จรูป

แต่ผมอยากบอกว่า

สัดส่วนที่เหมาะสมแต่ละส่วน สำหรับแต่ละคน อาจจะไม่ต้องเป็นตามนั้นเป๊ะๆ
วิธีคิดคือ เราจะกันส่วนเพื่อการใช้จ่ายเป็น priority แรก แล้วดูว่าส่วนที่เหลือมีเท่าไหร่ ค่อยมาแบ่งสัดส่วนพอร์ตลงทุนอื่นๆตามลำดับ (ที่ผมแจกแจงไปนั่นแหละ)
โดยอ้างอิงจากผลการวิเคราะห์ บัญชีรายรับรายจ่ายย้อนหลัง 6 เดือนของเรา ที่ว่าไปก่อนหน้านี้ มาช่วยกำหนดสัดส่วนที่เหมาะสม

NOTE1: ว่าด้วยเรื่อง รายจ่ายเฉพาะกิจ หรือกองงบประมาณ ไม่ได้จำเป็นว่าต้องจัดให้มีงบเพียงพอตั้งแต่เริ่มต้น แต่ผมใช้วิธีค่อยๆออมเข้าไปในแต่ละกอง เช่น สมมุติเงินเดือนได้มา 3 หมื่น อาจจะแบ่ง 4% แบ่งออมลงไปในแต่ละกอง (5 กอง รวมกันก็ 20% เป็นต้น)

NOTE2 : รายจ่ายที่แบ่งไปลงทุน ให้คำนวณว่าเหลือเวลาอีกกี่ปีที่เรายังทำงานได้อยู่ก่อนเกษียณ แล้วหลังเกษียณเราต้องใช้จ่ายเงินแต่ละเดือนเท่าไหร่ (อย่าลืมคิดเงินเฟ้อด้วย) สัดส่วนที่เราแบ่งไปลงทุน ต้องมากพอจะทำให้เกิด passive income ที่จะใช้ชีวิตหลังเกษียณได้เป็นอย่างน้อย (แต่อยากเร็วกว่านั้นก็ได้ ก็ลองวางแผนดู)

NOTE3 : แต่ถ้าแบ่งออกมาแล้วพบว่า ไม่สามารถเตรียมเงินไว้ได้พอใช้ สำหรับรายจ่าย (ทั้งแบบประจำ และแบบเฉพาะกิจ) ก็ต้องหาทางพัฒนาตัวเองในทางด้านอาชีพการเงิน เพื่อจะได้มีรายได้ที่สูงขึ้นเพียงพอ หรือตัดลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นจริงๆให้น้อยลงให้มากที่สุด เพื่อให้ได้ตัวเลขที่ดูสมเหตุสมผล เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของเราได้นะ
;
;
ทีนี้มาดูเฉพาะส่วนของการลงทุนกัน

สำหรับผม สัดส่วนระหว่างพอร์ต passive กับ active ผมจะไม่เอามาคิดรวมกัน (แต่ตอนเริ่มออกตัวจะแบ่งให้มีขนาดเท่าๆกัน) เพื่อทดลองดูว่าพอร์ตไหนผลตอบแทนดีกว่าภายใต้ฝีมือเรา


พอร์ตการลงทุนแบบ active ผมก็ค่อนข้าง free style
คือถ้าวิเคราะห์เจอหุ้นดีๆ (เราเป็นพวกสไตล์ VI) ก็ซื้อไปแบบกะคร่าวๆ ว่าควรมีหุ้นในพอร์ตกระจายความเสี่ยงกันหน่อยซัก 4-5 ตัว ไม่ควรถือตัวไหนตัวเดียวเยอะเกินไป

พอร์ตแบบ passive ผม จริงๆแนะนำให้ลงแบบ DCA ทะยอยลงไปแต่ละเดือนเท่าๆกัน จะปลอดภัยกว่า
แต่ตอนนี้ผมไม่มีเงินเดือน ผมก็เลยปรับพอร์ตแบบง่ายๆไปเลยคือ แบ่งลงกองทุนรวมหุ้น ตปท. ที่เราคิดว่าเศรษฐกิจมั่นคงพอและ p/e ปานกลางถึงต่ำ ประเทศละเท่าๆกันไป ซัก 3 ประเทศ (ไทย, เมกา, จีน) และลงตราสารหนี้นิดหน่อย และเหลือเงินสดไว้เป้นสภาพคล่องนิดนึง
แล้วผมก็คิดว่าจะทำ portfolio rebalancing ทุก 6 เดือน สำหรับพอร์ตแบบ passive อันนี้
บันทึกเวลาลงปฏิทินไปเลย ให้มันเตือนเมื่อถึงเวลา ตอนนี้ก็ลืมๆมันไปเลย lol

จริงๆถ้าไม่ค่อยมีเวลามาก บางคนก็ทำแต่พอร์ต passive อย่างเดียวเลยก็มี
ผมเองก็ ลองนู่นลองนี่เยอะไปหน่อย ภาระการทำบัญชีเลยหนักมาก lol นี่ดองไว้เยอะอยู่ ขนาดว่าใช้ความสามารถใน MS-excel ช่วยเบาแรงแล้ว

ก็เดี๋ยวผลเป็นไงจะมาเล่าอีกทีละกันครับ
แต่อ่านมาถึงตรงนี้ น่าจะพอได้ไอเดีย วิธีคิด กลับไปประยุกต์กับโจทย์ชีวิตของตัวเองได้บ้างแล้วนะ :)

======== ภาคผนวก ===========
ข้อมูลแต่ละกองทุน เดี๋ยวนี้ดูเว็บ wealthmagik ง่ายดี
ซึ่งมีแต่พวก fact เราต้องมาคิดวิเคราะห์ต่อเอง

สำหรับการลงทุน กองทุนรวม ผมมีหลักง่ายๆให้คือ
- เหมาะกับการลงทุนสไตล์ passive เท่านั้น (DCA ไปรายเดือน) ไม่เหมาะกับการเทรดเพราะตอบสนองคำสั่งเราช้าไป
- เลือกกองทุนพวกกองทุนดัชนี จะดีกว่ากองทุน active (ซึ่งค่าทำเนียมแพงและผลตอบแทนไม่ดีเท่ากองทุนดัชนี)

นอกนั้นคือเลือกประเภทสินทรัพย์ที่กองทุนนั้นๆไปลงทุนให้ถูก จัดสัดส่วนให้ดี แล้วมาทำ portfolio rebalancing ทุก 6 เดือน

บางคนอยากเล่นหุ้นกู้ อันนี้ผมไม่รู้เรื่องเลย lol
ดังนั้นผมเอง หุ้นกู้ ก็เล่นผ่านกองทุนรวม ประเภทตราสารหนี้เอา
หุ้นกู้ กับ พันธบัตรรัฐบาล ล้วนแต่เป็น ตราสารหนี้ทั้งคู่

อ่อ กองทุนรวมประเภทหุ้น และเป็นกองทุนดัชนี ก่อนลงทุนให้สำรวจค่า p/e ตลาดหุ้นนั้นๆที่มันไปลงทุนด้วย ว่าไม่ควรแพงเกินไป (ดูเทียบกับประเทศอื่นๆ ก็ได้) และเป็นตลาดหุ้นประเทศที่เศรษฐกิจมั่นคงดีหน่อยนะ
วิธีหาข้อมูล ก็ลอง google คำว่า "global pe ratio" อาจจะมีบางเว็บทุกสรุปไว้ (แต่ข้อมูลมันจะอัพเดทช้าหน่อยคืออาจจะปีนึงอัพ 2 ครั้ง สรุปภาพใหญ่ๆ)

วันอังคารที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2560

เมื่อประโยค "อยากรู้ว่าประเทศไทยอีก 10 ปีข้างหน้าเป็นอย่างไร ให้ดูประเทศพัฒนาแล้ววันนี้" เริ่มใช้ไม่ได้

วันนี้เห็นข่าว ทีวีดิจิตอล หลายเจ้า ที่อ่วมหนัก อยากขอคืนช่องที่ประมูลไปแพงหูฉี่ คืนให้ กสทช. โดยไม่ต้องการเงินคืน แค่ไม่ต้องการจ่ายค่างวดอีกต่อไป

;
หลายคนอาจมีคำถามในใจว่า ทำไม ทีวีดิจิตอล ที่เป็นของเพิ่งมาใหม่ ถึงได้เหมือนกับ จะใกล้ลาโลกแล้วอย่างรวดเร็ว อย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้

ทำให้ผมนึกถึงหลักการนึงในการทำนายอนาคตการเติบโตของธุรกิจ ในตลาดหุ้นต่างๆ ข้อนึงที่เคยพูดกันมานานแล้ว

หลักนั้นประมาณว่า "อยากรู้ว่าประเทศไทยอีก 10 ปีข้างหน้าเป็นอย่างไร ให้ดูประเทศพัฒนาแล้ววันนี้"
VI ในยุคก่อน ใช้หลักการนี้ในการทำนายว่า ธุรกิจอะไร ที่อนาคตจะรุ่ง หรือจะร่วง และค่อนข้างจะใช้ได้แม่นยำดี

อย่างน้อยก็เมื่อซัก 5 ปีก่อน

แต่วันนี้ หลักการนี้เริ่มโดนท้าทาย ด้วยสิ่งที่เรียกว่า globalization และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้าน IT ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด จนอาจเรียกได้ว่าเป็นการปฏิวัติใหญ่ ที่เกิดขึ้นถัดจาก ยุคการปฏิวัติเขียว และยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรม

ความเปลี่ยนแปลงที่ว่านั้น ทำให้การเติบโตทางธุรกิจ ในแต่ละพื้นที่ ไม่ได้อ้างอิงกับปัจจัยรอบตัวในพื้นที่นั้นๆเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป
แต่เริ่มมีช่องทาง ในการเข้าถึงปัจจัยระดับ global ในทางตรงได้มากขึ้น และไร้พรมแดน

ซึ่งนั้นทำให้หลักการที่เราว่าไปข้างต้นนั้น โดนสั่นคลอน เพราะหลักการนั้นจะเป็นจริงเฉพาะเมื่อ การเติบโตทางธุรกิจ ขึ้นกับปัจจัยแวดล้อมในพื้นที่ๆมันอยู่ (economic system ของท้องถิ่นนั้น) เป็นส่วนใหญ่

สิ่งที่มาทำให้ digital TV เริ่มใกล้เป็นธุรกิจตะวันตกดินคือ สื่อออนไลน์อย่าง Youtube (และ facebook ก็พยายามจะแย่งตลาด Youtube เพิ่มอีกซะด้วย, ไม่นับรายเล็กรายน้อยอื่นอีกมากมาย พวก online streaming ความบันเทิงที่ส่งถึงบ้านหรือมือถือเพียงแค่มี Internet)

สิ่งที่กำลังมาแทนที่ digital TV พวกนั้น ล้วนมีข้อได้เปรียบเดียวกันคือ ความไร้พรมแดน
แปลว่า ถึงเราอยู่ในประเทศไทย เราก็ใช้งานเทคโนโลยีระดับเดียวกันกับคนอีกซีกโลก ในประเทศพัฒนาแล้วต่างๆ
ความคิดที่ว่าเราต้องใช้ของที่ล้าสมัยจากประเทศเหล่านั้นแล้วเสมอ ไม่เป็นจริงอีกต่อไป (และไม่เป็นจริงมานานพอควรแล้ว ในวงการ IT เพราะเราก็ใช้ PC หรือ smartphone รุ่นเดียวกับที่ขายใน ตปท. มานานแล้ว ขาดแค่ infrastructure อย่าง Internet ความเร็วสูง แต่ตอนนี้มันพร้อมแล้ว)

ดังนั้นในการวิเคราะห์ ประเมินธุรกิจ เวลาจะหาหุ้นเพื่อลงทุน คงต้องระลึกถึงเรื่องนี้ไว้ด้วยเสมอ คงทำตามตำรา VI เก่าๆ เพียงอย่างเดียวไม่ได้แล้ว

วันพฤหัสบดีที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ทางออกของปัญหาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำซ้ำซาก สำหรับเกษตรกรไทย

เร็วๆนี้ เพิ่งเห็นข่าว เกษตรกร เอามะนาวมาเททิ้ง เพราะราคาตกต่ำมาก

ต่อมา เห็นข่าว รบ. แนะนำให้ปลูกอะไรซักอย่าง

ซึ่งจริงๆคงนำไปสู่ผลลัพธ์แบบเดิมๆ

ถ้าเข้าใจเรื่อง demand & supply จะรู้ว่าการให้ทุกคนปลูกอะไรเหมือนกัน พร้อมๆกัน และก็คงถึงเวลาเก็บเกี่ยวพร้อมๆกัน มันจะนำไปสู่ over supply และราคาตกต่ำแบบเลี่ยงไม่ได้ ถึงตอนนั้น เกษตรกร ก็ต้องเอาผลผลิตที่ราคาต่ำมาโยนทิ้งอีก ถามว่าแก้ยังไง
จริงๆภาครัฐแก้คนเดียวไม่ได้ เพราะต้องให้เกษตรกรมีความรู้เรื่องบริหารความเสี่ยงราคาผลผลิตเองด้วย ถึงจะช่วยนำกันไปในทางที่เหมาะสมได้

เพราะราคาสินค้าเกษตร มันจัดเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ ราคามีวัฎจักร แต่คาดเดาจริงๆไม่ได้ เพราะถ้ามีคนพยายามเดาและจับจังหวะทำประโยชน์จากมันเยอะมากพอ จะเป็นปัจจัยกระทบให้มันเปลี่ยนไปจากที่คาดการณ์ไว้ได้อีก (และส่วนใหญ่เป็นแบบนั้น เช่น การที่คิดว่าราคาสิ่งนี้จะดีในอีก 3 ปีข้างหน้า ถ้าทุกคนคิดเหมือนกันหมดและทำตามๆกัน กระแสนี้จะเป็นปัจจัยหลักทำให้ราคาสิ่งนี้ไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้อีกต่อไปเพราะมันจะกลายไปเป็น over supply และราคาตกต่ำแทน)

สำหรับคนเรียนสายวิทย์มา ลองนึกถึงหลักการอันนึงของฟิสิกส์ควอนตั้ม น่ะครับ
คือหลักที่ว่า ในสิ่งที่ขนาดเล็กมากๆระดับอะตอมหรือ อิเล็คตรอน นั้น ถ้าเราพยายามหาความเร็วที่แม่นยำ เราก็จะไม่ได้ตำแหน่งที่แม่นยำ, แต่ถ้าเราพยายามจะหาตำแหน่งที่แม่นยำ ก็จะไม่ได้ความเร็วที่แม่นยำ
เพราะการพยายามหาความเร็ว จะไปรบกวนตำแหน่งของอนุภาค และการพยายามหาตำแหน่งของอนุภาค จะไปรบกวนความเร็วของมัน !! (เอ่อ ... ถ้าไม่เข้าใจก็ข้ามย่อหน้านี้ไปก็ได้ครับ แค่นึกถึงเลยเขียนมาเฉยๆ ^^! )

เรื่องราคาสินค้าเกษตรก็เหมือนกัน การพยายามจะทำนายจุดสูงสุดและใช้ประโยชน์ของผลทำนายนั้น กลับไปรบกวนการจะเกิดขึ้นของเหตุการณ์นั้นได้ซะเอง
ดังนั้นโลกของการ "เก็งกำไร" จึงไม่เคยมีสมการอะไรที่ทำนายผลลัพธ์ได้แม่นยำจริง (ไม่งั้นทุกคนคงรวยพร้อมกันหมดแล้ว ซึ่งเป็นไปไม่ได้)

ดังนั้นถ้าให้รัฐฯ หรือคนกลางใดๆก็ตามเป็นเจ้าภาพ ว่าควรปลูกหรือไม่ควรปลูกอะไร เมื่อทุกคนทำพร้อมๆกันตามนั้น ผลลัพธ์มันจะ fail อยู่ดี

ถ้าจะให้มีเจ้าภาพบริหารจริงๆ อาจจะต้องกำหนดโควต้าเป็นภาคๆพื้นที่ไปเลย ว่าภาคไหนควรปลูกอะไรเท่าไหร่ และแต่ละภาคไม่ซ้ำกัน และช่วยแนะนำหรือให้เกษตรกร ใช้กลไกของตลาดซื้อขายล่วงหน้าเป็น เพื่อลดความเสี่ยงของความผันผวนด้านราคาของสินค้าพวกนี้
และใช้คู่กับการกระจายความเสี่ยงโดยการปลูกพืชหลายชนิด ที่แต่ละชนิดมีความเกี่ยวพันกันของราคาค่อนข้างต่ำ
อารมณ์เดียวกับ การกระจายความเสี่ยง ในพอร์ตการลงทุนของเรา ที่ว่าควรมีสินทรัพย์เพื่อการลงทุนที่แตกต่างกัน ซัก 4-5 อย่าง ซึ่งมีความสัมพันธ์กันค่อนข้างต่ำ เป็นต้น
แต่ระบบนี้จะไม่เวิร์ค ถ้าเกษตรกรฯ ไม่เข้าใจว่ารัฐฯ กำลังพาทำอะไร เมื่อไม่เข้าใจ ก็คงมีคนทำตามบ้างไม่ทำตามบ้าง ถ้าเป็นแบบนั้นมันก็ไม่ประสบผลสำเร็จอะไรได้

ผมเลยคิดว่า ยังไง เกษตรกร เอง ก็ต้องเข้าใจเรื่องพวกนี้ด้วยตัวเองด้วย จะพึ่งคนอื่นอย่างเดียวไม่ได้หรอกครับ

ผมเชื่อว่าคงมีคนบ่นว่า เกษตรกรไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ มันยากไป รัฐเลยต้องทำให้
ถ้าเราเชื่อแบบนั้น มันก็จะเป็นแบบนั้น
ถ้าเราเชื่อว่าเรื่องพวกนี้ไม่ยากเกินไปที่เกษตรกรจะเรียนรู้ มีการพยายามให้ความรู้และนำทางอย่างเป็นระบบ ไม่ช้าก็เร็ว มันก็จะสำเร็จได้เอง

ส่วน สำหรับคนตัวเล็กๆอย่างเรา
สิ่งที่ทำได้ ก็คือ ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด และพัฒนาตัวเองให้ดีที่สุดครับ :) ก็จะเป็นส่วนเล็กๆในการพัฒนาสังคมโดยรวมได้เช่นกัน

วันศุกร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ประกันภัยไทยในยุค Thailand 4.0 ที่น่าเป็นห่วง

โพสต์นี้แค่เล่าประสบการณ์นิดๆหน่อย ไม่ใช่บทความแนววิชาการอะไรครับ
 
คือผมกำลังจะต่ออายุประกันภัยฯ ของทีี่บ้าน
ตรวจสอบรายละเอียดในหน้ากรมธรรม์
เห็นเลขที่ Block ของบ้านต่างไปจากเมื่อ 2 ปีก่อน 1 ตัวอักษร เลยพยายามตรวจสอบ
คิดว่ายุคนี้แล้ว น่าจะหาข้อมูลจากเว็บ คปภ. ได้
ปรากฏว่า search หายังไงก็หาไม่เจอ ไม่ว่าจะ search ในเว็บมันหรือ search จาก google
 
รู้แค่ว่า เลขที่บล็อก (Blockcode) เป็นสิ่งที่จำเป็น ขาดไม่ได้ รหัสต้องตรงกับ พิกัดอัตราเบี้ยประกันอัคคีภัย

(อ้างอิง : http://www1.oic.or.th/downloads/comsys/bureau/nonlife/%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99_08102555.doc )
(อ้างอิง2 : https://www.tgia.org/upload/file_group/28/download_460.pdf )

จึงไปหาเจ้า อัตราเบี้ยประกันอัคคีภัย , ปรากฏว่าหาบนเน็ตไม่ได้อีก
... มองแง่ดี ถ้าบ้านเลขที่เอาประกันภัยถูก ชื่อผู้เอาประกันภัยถูก น่าจะไม่เป็นไร
คราวนี้ลองตรวจสอบ ตัวแทน ประกัน คนนี้หน่อย
บนเว็บ คปภ. มีเมนู eservice บริการเรื่องนี้ (แจ่ม งานนี้หมูๆ)
กดเข้าไปเรื่อยๆ จนถึงหน้าค้นหาชื่อตัวแทนประกัน ก็ใช้ชื่อ สกุล เลขที่ใบอนุญาติ กรอกๆไป
... แต่ ไม่ว่าจะกรอกอะไรไป ก็จะได้ผลลัพธ์ว่าไม่มีข้อมูล
... เลยหาเลขที่ตัวแทนหลายๆคนมากรอกเล่น ผลลัพธ์ก็เหมือนเดิม "ไม่มีข้อมูล"
ชักแหม่งๆ
เลยเข้าเมนู ตรวจสอบรายชื่อตัวแทนที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาติ
คราวนี้ไม่ต้องกดไม่เลือกอะไรเลย เข้าไปปุ้บ บอกว่า "ไม่มีข้อมูล"

LOL
สวัสดี Thailand 4.0 -> 0.4
ใบอนุญาติประกอบโรคศิลป์ของแพทย์ ทันตแพทย์ ยังตรวจสอบทางเว็บได้เลย
นี่ตัวแทนประกัน เคสปัญหาเยอะกว่า และปริมาณชุมกว่าแพทย์ ดันตรวจสอบไม่ได้