วันอังคารที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2563

[covid-19 เราต้องรอด] วิเคราะห์ เกี่ยวกับดราม่าประกันสังคม ที่คนหาว่า สปส. กับรัฐบาล ฮุบเงินหายไป (ซึ่งผมว่าไม่จริง)

เผอิญยังมีเพื่อนผมข้องใจเรื่องประกันสังคมอยู่ ผมเลยตอบไปแล้วเลยเอามาแปะที่นี่ด้วยละกัน เพื่อใครยังคาใจประเด็นเดียวกันจะได้เข้าใจมากขึ้น

คือจากข่าว มีคนตีความกันไปว่า สปส. มีเงินพอจ่ายผู้ประกันตนแค่ 7-8 แสนคน ซึ่งเป็นแค่ 7% ของผู้ประกันตนทั้งหมด และยังเป็นเงินแค่ราวๆ 23.6% ของกองส่วนที่กันเอาไว้สำหรับจ่ายชดเชยผู้ประกันตนกรณีโดนเลิกจ้างหรือว่างงานทั้งหมด และโวยวายว่าเงินที่เหลือหายไปไหน โกนกินกันไหมหมดแล้วใช่ไหม - -a

เท่าที่ผมอ่านข่าวที่ว่าจากที่นี่ : https://www.sanook.com/news/8082622/
เขาก็ตอบค่อนข้างเคลียร์นะ ไม่ควรอ่านแค่พาดหัว ไปอ่านเนื้อหาข้างในก่อน อ่านเฉพาะช่วงท้ายๆก็ได้สำหรับประเด็นคาใจข้อที่ว่าไป

ทีนี้ขออธิบายเพิ่มเติม เพื่อให้เข้าใจมากขึ้น

เริ่มด้วยแนวคิดของประกันสังคมก่อน
มันคือเครื่องมือที่ใช้จัดการกับสังคมที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีวินัยทางการเงิน หรือบริหารการเงินส่วนบุคคลเองไม่ค่อยเป็น
คนประเภทว่าหาเงินได้เท่าไหร่ก็ใช้หมด ไม่เหลือออม หาได้มากก็ใช้มาก ไม่เคยดำเนินการแผนเกษียณล่วงหน้า หรือค่าใช้จ่ายยามฉุกเฉิน สำหรับตัวเองอย่างจริงจัง
ซึ่งคนประเภทนี้ดันเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคม

ดังนั้นเลยมีการตั้งประกันสังคมขึ้นมา เป็นเครื่องมือที่บังคับให้ทุกคนมีการบริหารเงินตรงนั้นโดยอัติโนมัติ
ซึ่งก็ครอบคลุม 3 ด้านใหญ่ๆ

1). เงินรักษาพยาบาล (ก็เหมือนประกันสุขภาพนั่นแหละ)
2). เงินช่วยเหลือชดเชยกรณีว่างงาน จากการถูกเลิกจ้าง
3). เงินเพื่อการเกษียณ

เงินสมทบประกันสังคมที่เราโดนหักไปจากเงินเดือนทุกเดือน ประมาณเดือนละ 750 บาท เรียกว่า เงินสมทบกองทุนประกันสังคม
แต่ในทางเทคนิคในแวดวงประกัน เราถือว่าเงินตรงนี้เหมือนการจ่ายเบี้ยประกัน
ทีนี้ บางสื่อ บางเพจ หรือบางคน เอาไปบิดเบือนสร้างวาทกรรม เรียกมันว่า "เงินสะสม" ซะงั้น ซึ่งผิดความหมายมากๆ
พอนึกว่าเป็นเงินสะสม เลยไปคิดโยงกับการฝากธนาคาร ที่เรามีสิทธิถอนเมื่อไหร่ก็ได้เท่าที่มีในบัญชี ซึ่งมันไม่ใช่เลย

เบี้ยประกันตรงนี้ ถูกแบ่งไปเข้า 3 กองที่ว่าไปข้างต้น
ทีนี้ เงินที่คนเรียกร้องให้จ่ายให้ผู้เดือดร้อน ในกรณี covid-19 จัดอยู่ในข้อ 2). คือ เงินช่วยเหลือชดเชยกรณีว่างงาน จากการถูกเลิกจ้าง

จากข่าว ที่ผมแชร์มาจากโพสต์นี้ https://web.facebook.com/sompolinvestment/posts/2815738901869527
ภาพข่าวจาก ช่อง 9 MCOT ระบุว่าเงินส่วนนี้มีอยู่ทั้งหมดราว 164,103 ล้านบาท (เขาเรียกว่ากองทุนว่างงาน)

ทีนี้ สมมุติต้องจ่ายเงินให้คน 7 แสนคน คนละ 9000 บาทต่อเดือน ต่อกันเป็นเวลา 6 เดือน
จะคิดเป็นเงินราว 37,800 ล้านบาท (คิดเป็น 23.6% ของเงินกองนี้ทั้งหมด 164,103 ล้านบาท)
ผู้ประกันตนทั้งหมดในระบบนี้ (มาตรา 33 มนุษย์เงินเดือน) มีอยู่ราว 11.6 ล้านคน
ซึ่ง 700,000 / 11,600,000 = 6% ของผู้ประกันตนทั้งหมด
คนก็โวยวายกันว่า ทำไมช่วยคนได้แค่ 6% เงินที่เหลือหายไปไหน โกงใช่ไหม บลาๆ

เพื่อตอบเรื่องนี้ เราต้องเข้าใจแนวคิดพื้นฐานของระบบประกันภัยก่อน
ระบบประกันภัย เป็นระบบ กระจายความเสี่ยง ในหมู่ผู้เอาประกันที่อยู่ในแผนประกันเดียวกัน
คนที่ไม่เคยเคลม ก็บ่นว่าขาดทุน
ใครได้เคลม ก็รู้สึกคุ้มค่ามาก
เพราะมันคือการเอาเบี้ยประกันรวมทั้งหมด มาจ่ายให้คนที่เกิดเหตุไม่คาดฝัน จนเข้าเกณเคลมเงินประกันได้
ซึ่งโดยปกติ คนที่เกิดเหตุจนต้องเคลม มันต้องเป็นคนส่วนน้อยๆ จากจำนวนผู้ประกันตนทั้งหมด
มันทำให้ความเสี่ยงโดยรวมของกลุ่มผู้เอาประกันทั้งหมด ลดลงไปอยู่ในระดับค่าเฉลี่ยเดียวกัน ซึ่งเป็นประโยชน์ในการบริหารชีวิตและบริหารเงินมาก

ดังนั้นโดยสรุปคือ
- ไม่มีแผนประกันใดออกแบบไว้ให้ผู้เอาประกันทุกคนเคลมพร้อมกันได้ (ถ้าระดับความเสี่ยงสูงขนาดนั้น จะไม่มีการตั้งกองประกันขึ้นมาตั้งแต่แรก เพราะไม่มีประโยชน์ในการช่วยลดความเสี่ยงเลย)
- จำนวนคนที่เคลมพร้อมกันได้ ปกติไม่ได้สมมุติหรือกะประมาณขึ้นมาเอง แต่ใช้การวิเคราะห์สถิติย้อนหลัง 7 - 10 ปี (หลายทีอาจจะ 20 ปี) เพื่อดูว่าตัวเลขไหนสมเหตุผล โดยมีการเผื่อ safety factor ไว้บ้าง
ผมลองดูเลขคนว่างงานย้อนหลังจากที่นี่ https://www.bot.or.th/App/BIZSHR/stat/DataSeries/31  ย้อนไป 10 ปี มันไม่เกิน 1% เลย สำหรับคนที่อยู่ในระบบเงินเดือนมาก่อน
ดังนั้นการที่ สปส. จ่ายให้ได้ถึง 6% ของมาตรา 33 (มนุษย์เงินเดือน) จึงเป็นการเผื่อ safety factor ไว้ในระดับค่อนข้างสูงมากอยู่แล้ว
และ safety factor ก็ไม่ควรมากเกินไป (ก่อนโลกจะรู้จัก covid-19 กับ หลังจากมี covid-19 ตรงนี้มันต่างกันมาก)
เพราะการบริหารกองประกันที่ดี ตัวกองทุนเองต้องไม่ใช่โตขึ้นเรื่อยๆอย่างเร็วในตลอดเวลาที่ผ่านไป (เพราะนั่นแปลว่ามีการให้ผลตอบแทนผู้เอาประกันน้อยเกินไป ไม่ยุติธรรม)
- ประกันจะมีการเอาเงินบางส่วนไปลงทุนอยู่แล้ว เผื่อให้สามารถเพิ่มวงเงินคุ้มครองให้ผู้เอาประกันได้นิดหน่อย และมีกำไรเพิ่มอีกนิดหน่อยสำหรับตัวบริษัทประกันเอง สัดส่วนการลงทุนขึ้นกับความเหมาะสมของเงินกองนั้นๆ ว่าใช้สำหรับอะไร (เงินสำหรับเกษียณจะถูกจัดพอร์ตแบบความเสี่ยงต่ำสุดเสมอ, ส่วนแบบอื่นๆก็ว่ากันไป)
- กองทุนขนาดใหญ่ การแปลงสินทรัพย์แต่ละประเภทไปๆมาๆ ไม่ใช่แค่คลิกก็เสร็จ (สินทรัพย์ใดๆที่ไม่ใช่เงินสด เวลาจะแปลงเป็นเงินสดต้องเอาไปขาย และพอการขายมีปริมาณมหาศาลมาก คนจะซื้อได้ก็มีแต่พวกสถาบันการเงินด้วยกันเอง ซึ่งต้องใช้เวลากว่าจะมีคนมาซื้อไปจนครบได้เงินตามต้องการ)

นั่นคือคำอธิบายว่า ทำไมตอนนี้มีเงินจ่ายแค่ 23.6% จากทั้งหมดของ 164,103 ล้านบาท
เพราะว่าส่วนที่บอกว่าจ่ายได้นี้ ผมเดาว่าเป็นส่วนที่มีสภาพเป็น เงินสด ดังนั้นจึงจ่ายได้เลย
ส่วนที่เหลืออันอื่นน่าจะอยู่ในรูป พันธบัตร ตราสารหนี้ หุ้น ฯลฯ ที่ถ้าจะเอามาจ่ายต้องเอาไปขายก่อน ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างที่ว่าไป
ซึ่งหากเลวร้ายที่สุด ต้องใช้เงินกองนี้ทั้งหมด 164,103 ล้านบาท ก็จะครอบคลุม ผู้ประกันตน 26.2% ของผู้ประกันตนทั้งหมด ซึ่งก็ถือว่าจ่ายได้เยอะมากแล้ว (แต่หลังจากนี้อาจจะต้องยุบกองไปเลย เว้นแต่รัฐฯ จะโปะเงินเข้ามาให้ใหม่)

หวังว่าจะเข้าใจมากขึ้นนะครับ
ถ้าประเทศเราไม่มีระบบประกันสังคม แล้วคุณต้องบริหารชีวิตตัวเอง ไปซื้อประกันแต่ละกองเอง คุณก็หลีกหนีหลักการพวกนี้ไม่พ้นเหมือนกัน แถมปวดหัวมากกว่าใช้บริการประกันสังคมที่มีคนทำให้เกือบทุกอย่างด้วย
ข่าวเดี๋ยวนี้ก็ช่างปั่น ไม่สนจริยธรรมในการนำเสนออะไร
ถ้าเรามีความรู้ไม่พอ เขาก็ปั่นได้ ขายข่าวได้
และพวกนี้ไม่เคยรับผิดชอบความเสียหายอะไรที่เกิดขึ้นกับผู้ที่เป็นจำเลยในข่าวเลย
ยุคนี้เสพข่าวแบบฟังหูไว้หู ใช้วิจารนญานมากๆครับ
มีความรู้ทางการเงินติดตัวไว้มากๆ จะได้ไม่โดนใครหลอกเรื่องเงินๆทองๆได้ง่าย เวลาจะตรวจสอบรัฐบาลฯหรือวิจารณ์ จะได้มีหลักการรองรับด้วย

ปล. ตัวเลขอาจจะมีพลาดบ้าง ต้องขออภัยล่วงหน้า แต่ต้องการให้เข้าใจภาพรวมทั้งหมดของสิ่งที่เรียกว่าประกันสังคมกันครับ

วันเสาร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2563

[Covid-19 เราต้องรอด] ทำไมธนาคารหรือสถาบันการเงินถึงไม่หยุดดอกเบี้ย!! หรือให้จ่ายแบบลดเงินต้นได้!!

ความเห็นผมต่อการที่สถาบันการเงินยังคิดดอกเบี้ย และเหมือนจะไม่ได้ช่วยอะไรในเรื่องวิกฤติ covid-19 ที่กำลังเผชิญกันอยู่

ผมเข้าใจว่า สถาบันการเงินเองก็มีรายจ่ายประจำอยู่ เช่น ค่าจ้าง พนง. (ค่าดูแลระบบIT, ค่าไฟ, ค่าเช่าสถานที่บางแห่ง) และดอกเบี้ยก็คือแหล่งเงินพวกนี้
ถ้าจะให้พักหนี้หยุดดอกเบี้ยจริงๆ ต้องตอบคำถามให้เขาได้ด้วยว่า ทำยังไงกับรายจ่ายหลักอย่างเช่น เงินเดือน พนง.
1). เลิกจ้าง (มีต้นทุนค่าชดเชยเลิกจ้าง ซึ่งก็มากโขถ้าปลดออกเยอะๆ ก็คงเจ๊งอยู่ดีเหมือนมีเงินไม่พอจ่ายค่าชดเชยเลิกจ้างงานตามกฏหมาย)
2). เก็บเอาไว้ (ต้องหาเงินจากที่อื่นมาจ่ายตรงนี้แทน แล้วจะเอาจากไหนละ?)


ระบบเศรษฐกิจเรามีความสัมพันธ์กันแบบงูกินหาง จึงยากมากที่ node อันใดอันนึงจะหยุดไว้เฉยๆโดยไม่กระทบกับ node อื่นๆ
ถ้าจะหยุด ต้องหยุดพร้อมกันหมดทั้งระบบ รวมถึงจุดที่รับทรัพยากรใหม่เข้ามาในระบบ (คือทรัพยากรณ์ที่เราได้จากธรรมชาติโดยตรง เช่น เหมืองแร่, แหล่งน้ำดิบ, แหล่งน้ำมันดิบ ฯลฯ)
อีกประเด็นคือ จริงๆแล้วธุรกิจประเภทธนาคารนี่ อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนสูงมากๆ (ทรัพย์สินส่วนใหญ่คือหนี้)
การที่เรามองเหมือนว่าพวกนี้เสกเงินอออกมาได้เอง หรือเป็นเสือนอนกิน ก็อาจจะไม่ได้ตรงความเป็นจริงนัก

ก็ดูกันต่อไปว่าเขาจะหาทางออกกันยังไง
แต่จากเรื่อง covid-19 นี่ เศรษฐกิจกระทบหนักแน่นอน
คนที่เตรียมความพร้อมทางการเงิน (ออมเงินไว้ยามฉุกเฉิน ให้อยู่ต่อได้อย่างน้อย 6 เดือน) ก็อาจจะเดือดร้อนน้อยหน่อย ใครที่ไม่ได้เตรียมอะไรไว้เลย ก็น่าจะเป็นงานที่ลำบากมาก ณ เวลานี้
ก็ขอให้ผ่านกันไปได้ทุกคนครับ

วันอังคารที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2562

สรุปปี 2019 และเป้าหมายปี 2020

สวัสดีปีใหม่ 2020 (2563) สำหรับทุกคนที่ติดตาม blog นี้อยู่นะครับ :)
ขอให้ยังมีความสุขกายสบายใจกันอยู่ สุขภาพแข็งแรงดี และ มีความก้าวหน้าในทุกด้านของชีวิตที่หวังไว้

กลายเป็น blog อัพปีละครั้งไปแล้ว ^^!

แต่ก็ตามลำดับความสำคัญครับ ต้องว่างจริงๆหรือโอกาสพิเศษแหละถึงได้มาเขียนอะไรเล่นบ้าง

สรุปปี 2019 เฉพาะที่เกี่ยวกับการลงทุน เท่าที่นึกออกหลักๆของผมนะ
- หุ้นนี่อาการหนักครับ ขนาดผมเป็นแนว VI และ conservative ยังต้องยอมรับว่า ไม่มีหุ้นอะไรที่น่าเอาเข้าพอร์ตมาถือไว้เลย ที่มีอยู่และคิดว่าวิเคราะห์มาดีแล้วผลก็ออกมาต่างจากที่ประเมินไว้ทำให้ต้องขายทิ้งยอมขาดทุนไปนิดหน่อย ช่วงนี้เลยถือเงินสดเอาไว้รอช้อนดีกว่า
- มีเทคโนโลยีและสินทรัพย์การลงทุนใหม่ๆ ที่ต้องสนใจและปรับตัวเข้าไปใช้มัน ถ้าไม่ทำเราก็คงโดน disrupt เช่น หลังๆมี platform วิเคราะห์และให้ข้อมูลที่ VI สนใจ เริ่มเป็นที่รู้จักกันมากขึ้นเยอะ (ปีก่อนๆผมคงพูดถึง JITTA แต่ปี 2019 ผมให้ AVA advisor ครับ) ดังนั้นการเป็น VI จึงเริ่มไม่ง่าย เพราะคนส่วนใหญ่เริ่มเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายพอกัน และถ้าไม่อยากเสียเปรียบหรือช้ากว่าคนอื่น ยังไงเราก็ต้องใช้ tools พวกนี้ด้วยเหมือนกัน
- ตลาด crypto currency รายใหญ่ของไทยอย่าง Bx.in.th ปิดกิจการ - ทำให้คนที่เคยอยู่เดิมที่นี่ต้องย้ายออกไปหาที่สิงใหม่ครับ โชคดีกว่าเมืองไทยเราทั้งตลาดและโบรค crypto ล้วนเป็นสิ่งถูกกฏหมายและมีกฏหมายควบคุมกันชัดเจนไปแล้ว ดังนั้นปัญหาการเชิดเงินเราหนีไปดื้อๆจึงไม่มี (เว้นแต่คุณจะใช้โบรคเถื่อน) โดยส่วนตัวผมย้ายไปสิง Bitkub ซึ่งน่าจะเป็นอันดับ 2 ในประเทศไทยตอนนั้น (แต่ตอนนี้คงเป็นอันดับ 1 ไปแล้วแหละ)
- ผมคิดว่าการลงทุนในหุ้นอย่างเดียวนั้นคงไม่พอซะแล้ว เพราะหุ้นและธุรกิจทั่วโลกหดกันหมด (เป็นความจริงที่ปฏิเสธได้ยากว่าเศรษฐกิจโลกกำลังมีปัญหาและฝืดลง) และมองว่าตลาด crypto น่าจะเป็นสิ่งที่ผมไปเพิ่มความสนใจมากขึ้นต่อไปแทน เพราะมันค่อนข้างเปิดกว้างกว่ามาก แถมยังเชื่อมโยงไปยังโอกาสนอกประเทศได้ง่ายกว่า (ในขณะที่โบรคเกอร์หุ้น คุณต้องมีเงินในพอร์ตค่อนข้างเยอะมากๆ เขาถึงจะเปิดให้คุณซื้อขายหุ้นนอกประเทศได้) แถมตลาด crypto ส่วนใหญ่ล้วนเปิด Open API ให้เราใช้งานได้ตามสะดวก (คนที่เป็น Programmer ก็ถือว่าได้แต้มต่อในส่วนนี้นะ ซึ่งนั่นก็คือ ผมเอง :P ) ในขณะที่ตลาดหุ้นไทยนั้น จะใช้ API ต้องจ่ายตังให้เขา (ซึ่งปกติโบรคหุ้นรับหน้าที่นี้ไป)
- พอร์ตการลงทุนแบบ Passive ผมก็รันไปตามระบบเรื่อยๆครับ แบบ K.I.S.S ตามที่เคยว่าไป แต่จากการปรับพอร์ตครั้งล่าสุดนี่ขาดทุนไปนิดนึงไม่กี่ % แต่ก็ถือว่าดีมากๆแล้วสำหรับสภาพตลาดของปี 2019

ปี 2020 นี่คิดว่าจะทำอะไรบ้าง
- ไปดูตลาด crypto มากขึ้นครับ อาจจะลองเขียนโปรแกรมอะไรเล่นไปต่อ API ที่เขามีให้ เราจะได้บริหารมันง่ายขึ้น (จริงๆคิดมานานแล้วแต่เอาชนะความขี้เกียจไม่ได้ซักที - -a เพราะมันก็ใช่ว่าจะทำง่ายอ่ะนะ มันต้องใช้เวลาเยอะเหมือนกัน)
- อาจจะเติมเงินเข้าพอร์ตฝั่ง Passive ซักหน่อย เพราะดูพึ่งพาได้มากกว่าอันอื่น ณ ตอนนี้
- ทำสุขภาพให้ดี ปีนี้หวังว่า office syndrome ที่รักษามาเป็นปีกว่าแล้ว (ซึ่งก็ดีขึ้นอย่างช้าๆ) จะมี progress สำคัญในปีนี้ - สุขภาพดีก็เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าอย่างนึงนะเพราะมันจะช่วยเพิ่มพลังในการทำงานอื่นต่อไป :)
- Career อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ขอดูก่อนว่า บริษัท จะประเมินเงินเดือนใหม่ให้เรายังไง

วันพฤหัสบดีที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2562

กิจกรรมทางการเงินการลงทุนของผมช่วงๆนี้

หลังปีใหม่มาแป้บๆ ช่วงนี้ก็ ไม่มีอะไรมาก หลักๆหลายคนคงอยู่ในช่วงเตรียมหรืออาจะยื่นภาษีประจำปี 2561 กันไปแล้ว
โดยปกติ เพื่อให้ภาษีเป็นเรื่องง่ายหน่อย เวลามีเอกสาร 50ทวิ ของอะไรก็ตามส่งมาถึงบ้าน หรืออะไรที่ต้องเอาไว้ยื่นภาษี ผมจะเก็บใส่ถุงแยกไว้ต่างหากแล้วแปะฉลากไว้ว่าสำหรับยื่นภาษีปีไหน
พอถึงเวลาต้องยื่น ก็หยิบถุงนั้นออกมาใช้ได้เลย ไม่ต้องไปคุ้ยหา เชื่อว่าทุกคนก็คงทำแบบนี้อยู่แล้ว :)

ส่วนเรื่องหุ้น ใครมีหุ้นหลายตัวแล้วขี้เกียจกรอกเอง ก็แค่ไปสมัครเว็บ TSD ให้เรียบร้อย เมื่อมี TSD account แล้ว เราสามารถ login เข้าไปเช๊คข้อมูลเกี่ยวกับหุ้นที่เป็นชื่อของเราได้ รวมถึงสามารถโหลดไฟล์สรุปสำหรับยื่นภาษีของปีนั้นๆ เอาไป upload ตอนยื่นภาษีทางเว็บสรรพากรได้เลย ค่อนข้างเป็นระบบที่สมบูรณ์ ไม่ต้องทำไรมากกว่านั้น

เรื่องอื่นๆก็ ช่วงนี้เป็นช่วง portfolio re-balancing กองทุนแนว passive ตามปกติของผม (ปรับทุก 6 เดือน) หลังจากมูลค่าลดลง 2% เทียบกับรอบกลางปีที่แล้ว (เนื่องจากลาดหุ้นร่วงเยอะ) แต่โดยภาพรวมๆระบบ K.I.S.S investment ที่กำลังลองอยู่นี่ ก็ถือว่าดีมากในการบริหารพอร์ตแบบไม่ต้องคิดอะไรให้เปลืองแรงมากนัก แค่ทำตามระบบไปเรื่อยๆ ความเสี่ยงค่อนข้างต่ำ

ส่วนพอร์ตหุ้น ยังไม่เจอหุ้นหน้าใหม่ๆที่น่าสนใจ
หุ้นเดิมที่ถืออยู่มีบางตัวพื้นฐานเปลี่ยนไปแล้วก็เลยขายทิ้งไปละ ตัวที่พื้นฐานไม่มีอะไรน่าห่วงก็ถือไว้ ตามหลักการปกติ

หุ้นบริษัทนอกตลาดที่ลองเล่นไว้ตัวนึง ก็แค่ประคองตัวไปได้แต่มีอะไรยังไม่อยู่ในร่องในรอยเยอะ (ตอนเข้ามานี่กะเอาไว้เพื่อเรียนรู้ว่าหุ้นแนวนี้มีอะไรเหมือนหรือต่างจากในตลาดบ้าง) ก็ถือว่าเป็นบทเรียนสำคัญทีเดียว ไว้ว่างๆค่อยมาเล่าว่าใครจะลงทุนนอกตลาดต้องระวังเรื่องอะไรบ้าง

ทางด้าน crypto ที่ผ่านมาก็ถือว่าได้ความรู้ที่ต้องการละ พอจะเห็นช่องทางอะไรเพิ่มขึ้นมาบ้าง แต่คงไม่ไปเล่นอะไรกับมันมากนัก

ด้านอาชีพกับสุขภาพ ก็ถือว่าไปในทางที่ดีขึ้น - keep forward :)

ดูแล้วก็น่าจะเป็นปีที่ดีนะ (แต่ no comment เรื่องการเมือง 555 ) ก็ขอให้ทุกคนยังไปได้สวยเหมือนกันนะ

วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2561

Gold & the Changing Fundamentals : ฤาทองจะกลายเป็นแค่ประวัติศาสตร์

จากบทความนี้

Gold & the Changing Fundamentals

https://www.armstrongeconomics.com/markets-by-sector/precious-metals/gold/gold-the-changing-fundamentals/

ก็เป็นประเด็นที่น่าคิดเหมือนกัน
จริงๆสมัยผมเพิ่งเรียนจบใหม่ๆ ทำงานอยู่บริษัทแห่งนึงข้างสวนลุม
ตอนนั้นเพิ่งเริ่มสนใจเรื่องการลงทุน
เคยถามพี่ที่ไปกินข้าวด้วยกันว่า ทำไมทองถึงมีค่า เพราะโดยส่วนตัวผมหาเหตุผลอธิบายไม่ได้ ว่าทำไมทองต้องแพง เพราะมันมีประโยชน์แค่เป็นเครื่องประดับ

แต่ก้ได้เหตุผลมากมาย ที่ก็ฟังดูมีเหตุผลเหมือนกัน เช่น
- มันมีค่ามาแต่โบราณ ประวัติศาสตร์ทุกชนชาติยกให้ทองเป็นสิ่งมีค่า คนจึง "เชื่อว่า" มันมีค่า
- มันมีจำนวนน้อยและจำกัด ต้นทุนในการขุดหานั้นสูง
- ในภาคอุตสาหกรรม จำเป็นต้องใช้มันในงานบางอย่าง เช่น การผลิต CPU หรือ chipset
- ทนต่อกาลเวลาได้ดีกว่าโลหะชนิดอื่น จึงเหมาะกับการเป็นสิ่งเก็บมูลค่า (ทองที่เก็บไว้เฉยๆ จะไม่สึกกร่อนตามธรรมชาติแม้จะผ่านไปเป็นพันปี ต่างจากโลหะอื่นที่กร่อนกันไปหมดง่ายๆ มีสารเคมีเพียงไม่กี่ชนิดที่ทำลายทองได้ เช่น น้ำประสานทอง)


โดยส่วนตัว ยังมองว่า ทองก็คือทองต่อไป มูลค่ามันก็คงอยู่ไปอย่างงั้นเรื่อยๆ แต่อย่างที่บัฟเฟตว่าไว้ ว่ามันงอกเงยทำประโยชน์อะไรไม่ได้ หุ้นของธุรกิจดีๆ จึงดีกว่ามาก
ผมคิดว่า ทองจะยังมีมูลค่าต่อไป ถ้าสถาบันการเงินยังเชื่อว่ามันมีค่า นั่นเป็น factor ใหญ่สุด และ มันยังมีค่าหากภาคอุตสาหกรรมยังจำเป็นต้องใช้มัน
เพียงแต่มันอาจจะไม่บูมหรือโตไปได้มากกว่านี้ เหมือนกับสมัยก่อนอีกต่อไปแล้ว

ปล. แต่ถ้าเกิดสงครามขนาดที่มนุษย์ต้อง reset อารธรรม กลับไปยุคก่อนมี Internet นี่ ทองกลับมาบูมแน่นอน เพราะพวก Bitcoin ที่เป็นเหมือนทองยุคใหม่ มันไม่สามารถคงอยู่หรือใช้งานได้โดยสินเชิงถ้าขาด Internet
คำถามคือ มีความเสี่ยงแค่ไหนที่จะเกิดเหตุการณ์แบบนั้น ?
ผมว่าก็เยอะอยู่นะ 555

วันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

การ scam cryptocurrency ที่แฝงมาบน twitter คนดัง

ช่วงนี้ทุกคนคงกำลังติดตามข่าวช่วยเหลือทีมหมูป่า 13 คนที่ติดถ้ำหลวง กันอยู่ และ Elon Musk ก็ได้เข้ามาร่วมวงช่วยเหลือด้วยผ่านบริษัท SpaceX และ Boring company ของเขา

ผมเลยไปตามอ่าน twitter ของ Elon Musk เพื่อติดตามข่าวเรื่องนี้ด้วย

อ่านไปอ่านมา เจอโพสต์ scam ที่คิดว่าควรเอามาเล่าให้ฟัง จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อ

รูปแรกคือตัวอย่างของโพสต์ที่เป็นมิจฉาชีพ ที่ปลอม account มาให้เหมือน Elon Musk (จุดสังเกตคือ ชื่อ Account จริงๆ ไม่ใช่ @elonmusk  (ดูตามลูกศรสีแดง)


 ถ้าเป็นโพสต์ของ Elon Musk จริงๆ ต้องเป็นแบบนี้ (ดูตามลูกศรสีแดง)

รูปแบบการ scam นี้คืออะไร
Elon ตัวปลอมจะพยายามแสดงว่า เขาแจกเงินให้แฟนๆที่ติดตามเขาเป็นการขอบคุณ โดยให้คลิกไปใน link เว็บซักแห่ง
สมมุติถ้ามีคนหลงเชื่อ แล้วกดเข้าไปใน link ของ Elon ตัวปลอม คุณมักจะเจอเว็บที่บอกว่า เขาแจกเงิน cypto (ในที่นี้คือ Ethereum) สำหรับคนที่โอนเข้าไปตาม address ที่ให้ไว้เท่าไหร่ (แต่ต้องถึงจำนวนขั้นต่ำ ซึ่งตีเป็นเงินจริงก็เยอะอยู่) จะได้รับกลับไป 10 เท่า มีจำนวนจำกัด (เร่งให้เรารีบร้อนและไม่ตรวจสอบให้ละเอียด)
หน้าเว็บมักจะแสดง จำนวนเงินแจกคงเหลือที่ลดลงอย่างรวดเร็ว และ transaction ด้านล่างให้ดูสมจริงว่ามีคนโอนเข้าไปเท่าไหร่ก็ได้กลับออกไปเท่านั้น แถมเว็บยังมี SSL cert ดูน่าเชื่อถืออีกด้วย

แต่ว่า ทั้งหมดนั้นเป็นของปลอมทั้งหมด

ทั้งจำนวนเงินแจกคงเหลือที่ลดลงอย่างรวดเร็ว (แม้จะลดลงจนหมดแล้ว คุณสามารถทำให้มันกลับมาเต็มใหม่ได้ ถ้าคุณเปิดเว็บนั้นผ่านหน้าต่างโหมด anonymous หรือ incognito จาก browser ของคุณ - เหตุผลคือ ตัวเลขพวกนั้นเป็นของปลอม ที่จะแสดงจำนวนเริ่มต้นสำหรับคนที่เปิดเว็บนั้นเป็นครั้งแรก แล้วจะค่อยๆนับจำนวนถอยหลังลง, วิธีที่มันใช้เช๊คว่าใครมาดูเป็นครั้งแรก ปกติใช้การฝัง cookie ในเครื่องปลายทาง, ซึ่งถ้าเราเปิดเว็บมันในโหมด anonymous ซึ่งจะไม่มีการเก็บ cookie หรือ history ค้างเอาไว้ให้มันตรวจสอบได้เลย มันก็จะไม่รู้ว่าเราเคยเปิดเว็บมันมาก่อนแล้ว)

และรายการ transaction ที่เกิดขึ้นบนหน้าเว็บของมัน ก็เป็นของปลอม
วิธีตรวจสอบคือ ถ้าเราเช๊ค transaction ของ address ที่มันให้เราโอนเงินให้มัน จากเว็บที่ตรวจสอบ blockchain ของสกุลเงินนั้นๆ (เช่นกรณี Ethereum คือเว็บ https://etherscan.io/  ) เราจะเห็นเลยว่า transaction ที่เกิดขึ้นจริงๆกับ address นี้ ไม่ตรงกับที่มันแสดงอยู่บนหน้าเว็บ scam ของมันเลย

SSL cert ของเว็บ ... อันนี้คือของจริง (เว็บ scam หลายเว็บเดี๋ยวนี้เน้นใช้ cert จริงกันด้วย) ซึ่งทำให้หลายคนพลาดได้ง่าย
แม้ว่า SSL cert จะออกโดยบริษัทที่ตรวจสอบและออก cert ได้จริง แต่ว่า cert ก็มีหลายประเภท
และ cert ที่เว็บ scam มักใช้กัน มักเป็น cert ที่ "ไม่เปิดเผยว่าใครเป็นเจ้าของ".
ถ้าเป็นเว็บของธนาคารจริงๆ เวลาดูรายละเอียดของ cert จะมีการแจ้งชัดเจนว่า บริษัทที่มาจดทะเบียนขอออก cert นี้ คือใคร ซึ่งสถาบันการเงินใดๆปกกติจะต้องมีตรงนี้เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเป็นเว็บของธนาคารจริงๆ ไม่ใช่เว็บ scam ที่พยายามทำหน้าตาเหมือนเว็บธนาคาร

ตัวอย่างวิธีเช๊ค SSL cert (เว็บตัวอย่างคือเว็บ scam )

 สังเกตว่าจะไม่ระบุว่าใครเป็นเจ้าของ


แต่ถ้าเป็นเว็บธนาคารจริงๆ คุณจะได้ข้อมูล SSL cert ที่มีการระบุตัวตนของเจ้าของ cert ไว้ชัดเจน แบบนี้

ไหนลองมาดูเว็บเทรด crypto ที่น่าเชื่อถือที่สุดของไทยเรา bx.in.th  ...
กรรม กันไม่ระบุเจ้าของซะอย่างงั้น (ควรปรับปรุงหน่อยนะครับท่าน);
;
;

สำหรับคนทั่วไปที่ไม่สันทัดเรื่องเชิง technical มากนัก ผมสรุปให้สั้นๆ จำง่ายๆ
ถ้าใครมาเสนอผลตอบแทนที่ดีมากๆให้เรา โดยมีข้อแม้ว่าต้องโอนเงินไปให้เขาในจำนวนนึงก่อน ถึงจะให้กลับมาในจำนวนที่มากกว่าเดิมมากๆ และพยายามเร่งเร้าให้เราด่วนตัดสินใจในเวลาจำกัด
ทั้งหมดนั้นฟันธงได้เลย ว่าเป็นการ ต้มตุ๋น หรือ scam ไม่ว่าจะเป็นในโลกความเป็นจริง หรือใน Internet


วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

การเล่นหุ้น เป็นการพนันหรือไม่? และเป็น กุศล หรือ อกุศล

วันนี้เผอิญเห็นบทความของ ตังตฤณ ผ่านตามา เขียนถึงเรื่อง "เล่นหุ้นอย่างไร ไม่ให้ใจเป็นนักพนัน" ( https://web.facebook.com/dungtrin/photos/a.172991172758049.44204.169990773058089/1766483696742114/?type=3 ) แล้วนึกขึ้นได้ว่า กาลครั้งนึงในจักรวาลอันไกลโพ้น ผมก็เคยเขียนบทความลักษณะนี้ไว้มาก่อนบน note ส่วนตัว และตั้งให้เห็นได้เฉพาะ friends (ซึ่งเดิมทีเป็นข้อความที่ผมเขียนโพสต์ตอบใน group ธรรมะ อันนึงที่ผมเป็น admin สมัยที่ยังมีไฟกับเรื่องธรรมะอยู่)

ไหนๆก็ไหนๆ หยิบมารีรันอัพ blog เลยละกัน :D
;
;
;
======== บทความนี้ผมเขียนไว้เมื่อ May 3, 2013 ============

การเล่นหุ้น เป็นการพนันหรือไม่? และเป็น กุศล หรือ อกุศล


ยกมาจาก กระทู้ https://www.facebook.com/groups/185596294785898/permalink/600049053340618/
(ถ้าไม่ใช่สมาชิก group อาจจะอ่านไม่ได้ครับ)
======
สำหรับความเห็นของผมเองนั้น
ขึ้นอยู่กับคนเล่นว่าเล่นยังไง โดยปกติพวก VI จะไกลจากอาการของการพนันมากกว่า technical
เพราะใช้การวิเคราะห์ตัวธุรกิจ และคำนวณราคาหุ้นที่เหมาะสมเพื่อตัดสินใจว่าควรซื้อหรือไม่ซื้อ ควรซื้อที่ราคาไหน และบริษัทนี้จะประสบความสำเร็จอย่างคุ้มค่าที่ลงทุนไปรึเปล่า


แต่ แบบ technical เอง ก็มีทั้งที่ใกล้เคียงการพนัน และมีแบบไม่ใช่ด้วย
การพนันคือ เล่นกับความเสี่ยงและดวงล้วนๆ โดยไม่รู้เหนือใต้อะไรเลย


แต่นัก technical ที่เข้าใจหลักการเป็นอย่างดี จะรู้ว่าตัวเองกำลังเล่นอยู่กับเครื่องมือจับทิศทางอารมณ์ของนักซื้อขายคนอื่นๆในตลาดโดยใช้หลักการทางสถิติ รวมถึงอาศัยผลสะท้อนกลับทางพฤติกรรมของผู้ใช้ technical คนอื่นๆ (เรียกว่า ผลกระทบต่อราคาหุ้น จากปัจจัยทางเทคนิค) และพวกนี้จะมี โอกาสทำกำไรได้บ่อยมากครั้งเกินว่าจะเรียกว่าบังเอิญ พวกนี้อาจจะไม่ถือว่าเป็นการพนั แต่เทียบได้กับการซื้อของสินค้าเก็งกำไรในตลาดทั่วไปโดยอาศัยข้อมูลที่ได้เปรียบกว่าคนอื่นๆในตลาดนั้น

แต่ สำหรับคนที่เล่นแบบไม่รู้หลักการอะไรเลย แล้วซื้อขายโดยใช้การ คาดเดา ล้วนๆ แล้วนั่งลุ้นว่า กำลังจะได้หรือจะเสีย พวกนี้ก็จะใกล้เคียงการพนันที่สุด

สรุป
1). ถ้าทำด้วยความรู้ความเข้าใจ ก็ไม่ใช่การพนัน ถ้าทำโดยไม่รู้อะไรกะเสี่ยงดวงเอา ก็คือการพนัน

2). โลภหรือไม่โลภ เป็นอีกประเด็นหนึ่งแยกต่างหาก เพราะก็เป็นไปได้ที่จะเล่นด้วยค
วามหื่นกระหายต่อผลกำไร แต่ก็ทำทุกอย่างตามความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องตามความเป็นจริง ก็จะยังไม่ใช่การพนันอย่างเต็มตัว (การพนัน = โลภ + ความไม่รู้ ) ... แต่ลำพังโลภอย่างเดียว ก็เป็นอกุศลอยู่แล้ว และถ้ามันมากเกินไปก็มักจะขาดสติ นำความไม่รู้ตามติดมาด้วย กลายร่างเป็นการพนันไปเต็มตัว

วันอังคารที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

นักเทรดรู้ไว้ไม่เจ็บ - การ cutloss, การไม่เดาอนาคต, ไม่พาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบ

ขอย้ำว่าผมเป็นนักลงทุน VI กับแนว passive เป็นหลัก แต่เผอิญสอนเทรดได้ด้วยแค่นั้น :D

วันนี้เพื่อนนักเทรดคริปโตมือใหม่ เสียค่าครูไปพอควร เลยให้คำแนะนำบางอย่างไป แล้วก็เอามาแชร์บน blog / page ตัวเองด้วยเลย

สรุปสั้นๆละกันไม่ยืดเยื้อ ผมก๊อปข้อความแชทมาเลยขี้เกียจเกลา

เขาถาม : จะซื้อที่ราคา 50500 แต่ไปกดเลขผิด ซื้อ 52000 ซึ่งเปนราคาสูงมากตอนตลาดกำลังจะร่วงยาว กด cancel ไม่ทันเพราะราคาแพงขนาดนี้ย่อมมีคนขายทันที แถม..........ทันทีที่พลาดไปแล้วมีข่าวร้ายออกมาธนาคารนอร์เวย์สั่งให้สามารถปิดบัญชีคนเทรดคริปโตได้ กำลังคิดว่าควร cut loss ไหม
ผมตอบ : ถ้าเมื่อไหร่เหตุการณ์เริ่มผิดแผน ต้อง cutloss แบบไม่เกี่ยงราคา หนีให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะถ้าแทรนด์กราฟไม่มีแววจะไปถึงจุดนั้นได้ (เช่น ติดดอย แต่เทรนด์กราฟกำลังลง)
ถ้าจำได้ ผมบอกว่า พวกนักเทรดจริงๆ ไม่มีการติดดอย เพราะเขาเลือกจะ cutloss แทน เวลาราคากำลังร่วงลง ถ้ายังไม่เห็นก้นหลุม ห้ามช้อนซื้อ มันไม่ใช่สิ่งที่นักเทรดจริงๆทำ
ต้องเห็นก้นหลุมก่อน และแน่ใจว่าดูจากกราฟแล้วมันมีสัญญานชัดพอว่ามันเปลี่ยนเป็นขาขึ้นแล้ว ค่อยเข้าซื้อ
นักเทรดจริงๆ ไม่ take action ด้วยการเดาอนาคต แต่เป็นการตอบสนองต่อสถานการณ์ตรงหน้าให้ถูกต้อง
 คือเราเดาได้นะ ว่าแนวรับแนวต้าน มีตรงไหนบ้าง
แต่เงื่อนไขการตัดสินใจสุดท้าย ต้องดูว่า ราคามันไปหยุดตรงนั้นจริงๆไหม

เขาถาม : cut loss ไม่ทันจริง ข่าวร้ายมาตอนนอนอยู่ แล้วไหม่มีข่าวร้ายแบบนี้มานานมากกกก ละ
ผมตอบ : บทเรียนคือ อย่าเปิด position หรือ session การเทรดค้างไว้โดยไม่มีการดูแลที่พร้อมจะ take action ได้ ยกเว้นว่าตลาดนั้นมันเสถียรพอจะเล่นกราฟ interval ระดับ daily ได้ แบบนั้นถึงจะเล่นแบบเปิด session ข้ามวันแล้วมาดูวันละทีได้
แต่ถ้ามันผันผวนมากจนต้องเล่น interval เล็กกว่านั้น ก็ไม่ควรเปิดข้ามวัน และต้อง monitor มันอยู่เสมอพร้อม take action ทันที

เช่น ในตลาดทองคำ เมื่อหลายปีก่อน มีเหตุการณ์ที่เรียกว่า สงกรานต์เลือด
คนถือทองค้างไว้ขาดทุนยับ ตอนวันหยุดสงกรานต์ของไทย ที่ในไทยไม่สามารถซื้อขายทองได้ แต่ตลาดทองคำนั้นเหมือนตลาดเงินตรา คือมันเปิดซื้อขายทั่วโลกกันตลอด 24 ชม. แล้วจะหยุดช่วงสั้นๆในคืนวันอาทิตย์เท่านั้น


การที่เราเปิด session การเทรดค้างเอาไว้ในเวลาที่เราไม่สามารถจะเทรดได้(ข้ามวันหยุดยาว) ในขณะที่นักเทรดทั่วโลกสามารถเทรดกันได้สบาย เป็นการพาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบ นักเทรดไม่ควรทำ

เพราะสนามการเทรด เป็นสนามที่นักเทรดลงมาต่อสู้ฟาดฟันกัน
ใครเปิดช่องโหว่แบบนั้น ก็ย่อมเสียหายเป็นเรื่องธรรมดา


วันเสาร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2561

วิธีบันทึกประวัติการลงทุนของตัวเอง - สิ่งที่กูรูหลายคนลืมสอน

ช่วงนี้เพื่อนผมคนนึง เพิ่งเริ่มเล่น crypto currencies (พวกสกุลเงิน ดิจิตอล เช่น bitcoin, ethereum )
ทั้งแบบฝากเหมืองขุด และแบบเทรด แล้วกำลังเริงร่ากับผลลัพธ์ในการเทรด ที่ผ่านเพิ่งมาไม่กี่วัน (ไม่ถึงสัปดาห์ดี) ทั้งยังบอกว่าการเทรดเก็งกำไรเป็นเรื่องง่ายนิดเดียว

ผมก็เลยให้คำแนะนำบางอย่างไป และคิดว่าน่าจะมีประโยชน์กับผู้ติดตามบทความผมด้วย ไม่ว่าจะเป็นสาย เก็งกำไร หรือ สาย VI

ก่อนอื่น ต้องบอกก่อนว่า ปัจจุบัน ผมไม่ได้เล่นแนวเก็งกำไรอะไรเลย เน้นการลงทุนระยะยาว และสไตล์ passive เป็นหลัก ดังนั้นผมคงเรียกว่าเป็นเทรดเดอร์อย่างเต็มปาก ไม่ได้
แต่ผมเคยอยู่ในตลาดทองคำมาก่อนในช่วงแรกเริ่มหัดลงทุน และนั่นเป็นประสบการณ์เก็งกำไรหลักๆ ที่ผมได้เรียนรู้ ซึ่งแม้จะเลิกเล่นไปแล้ว ก็ยังมีศึกษาเพิ่มเติมอยู่บ้างเพื่อเปิดมุมมองใหม่ๆ จนผมคิดว่าเข้าใจหลักการพื้นฐานของการเก็งกำไรดีแล้ว ก่อนจะมาแบ่งปันเรื่องการลงทุนโดยการเขียนบทความบน blog นี้ ดังนั้นรับรองว่าไม่มั่ว

แต่วันนี้ผมก็ไม่ได้มาเล่าเรื่องหลักการเทรดทั้งหมดอะไรให้ฟัง (มันยาวมันเยอะ เอาไว้ถ้ามีคนขอมาเยอะๆค่อยกว่ากัน เพราะยังไงผมจะเน้นแนว VI เป็นหลักมากกว่า) แต่จะมาพูดถึงพื้นฐานสำคัญอันนึง ที่สุดท้ายแล้ว มันจะทำให้คุณเป็นนักลงทุนที่เก่งได้เร็วกว่าคนที่ไม่รู้หลักนี้ ไม่ว่าจะเป็นแนวเก็งกำไร หรือแนว VI

สิ่งที่ผมจะพูดถึงวันนี้คือ การบันทึกประวัติการลงทุนของตัวเอง

โดยปกติคนเรามักจะเรียนรู้ได้จากประสบการณ์ แต่ว่าในโลกของการลงทุน มันมีสิ่งนึงที่มักจะบิดเบือนประสบการณ์และบทเรียนไปแบบผิดๆ สิ่งนั้นคือ อคติ
มนุษย์เรา มีอคติ ที่มักจะคิดเข้าข้าง และหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองอยู่เสมอ
ดังนั้นแม้จะมีประสบการณ์บางอย่างมาแล้ว แต่ถ้าข้อเท็จจริงนั้นมันเหมือนกับว่าเราคือคนผิด จิตใต้สำนึกเรามักจะพยายาม "ปฏิเสธ" และหาเหตุผลสนับสนุนตัวเอง หรือข้อแก้ตัว มาบิดเบือนข้อเท็จจริงนั้น บทเรียนที่ได้จากข้อเท็จจริงอันบิดเบือนนั้น จึงกลายเป็นบทเรียนที่บิดเบือนและใช้จริงไม่ได้ไปด้วย

การบันทึกประวัติการลงทุนของตัวเอง อย่างถูกวิธี จะเป็นสิ่งที่ป้องกันอิทธิพลของอคติเหล่านั้น ในการเรียนรู้

ผมได้รู้เรื่องนี้จากหนังสือเสียงเล่มนึงของ ดร.นิเวศน์ (ซึ่งเขาก็อ้างอิงว่าเป็นคำสอนของ จอร์จ โซรอส อีกที) ว่าการจดบันทึกเหตุผลในการซื้อของของเราทุกครั้ง และย้อนกลับมาศึกษามันบ่อยๆ ผลลัพธ์มันจะมหัศจรรย์มาก

วิธีการทำงั้นง่ายๆ
คือเราจะต้องบันทึกประมาณว่า
- ว/ด/ป
- เหตุผล/สมมุติฐาน ในการซื้อ หรือ ขาย ครั้งนั้น
- ราคา , volume
- สรุปผล (จำแนกด้วย 2 ตัวแปร หรือ 4 ความเป็นไปได้ , เหตุผลเราถูก-ผลลัพธ์ถูก, เหตุผลเราถูก-ผลลัพธ์ผิด, เหตุผลเราผิด-ผลลัพธ์ถูก, เหตุผลเราผิด-ผลลัพธ์ผิด)




อธิบายเพิ่มสำหรับการสรุปผล ว่าผลลัพธ์ 4 แบบนั้นหมายถึงอะไร
- เหตุผลเราถูก-ผลลัพธ์ถูก = เหตุผลที่เราใช้ และผลลัพธ์ที่เกิด ไปในทางเดียวกัน เป็นเหตุเป็นผล กัน
- เหตุผลเราถูก-ผลลัพธ์ผิด = เหตุผลที่เราใช้ก็ยังเป็นจริงในวันสรุปผล เพียงแต่ว่ามันอาจมีตัวแปรอื่นที่คิดไม่ถึงซึ่งทำให้ผลลัพธ์สุดท้ายนั้นไม่เป็นไปตามที่เราคิดไว้
- เหตุผลเราผิด-ผลลัพธ์ถูก = เหตุผลเราสุดท้ายแล้วก็ไม่ได้ตรงกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น แต่ผลลัพธ์กลับไปในทางที่เราทำนาย (เช่น คิดว่าราคามันจะขึ้นไปอีก 5% แล้วมันก็ขึ้นไปจริงๆ แต่ด้วยเหตุผลอื่นที่ไม่ตรงกับเหตุผลที่เราใช้) ...... อันนี้ไม่ได้เรียกว่าเราเก่ง แต่เรียกว่าฟลุ๊ก อย่าหลงตัวเองว่าเก่ง
- เหตุผลเราผิด-ผลลัพธ์ผิด = ตรงไปตรงมา เมื่อเหตุผลที่เราคิดไว้มันดันผิดไปจากสิ่งที่เกิดขึ้น ผลลัพธ์ก็ย่อมไม่เป็นไปทางที่เราคิดไว้



เล่นๆไปแล้วให้มาย้อนอ่านดูด้วยเป็นพักๆ แล้วสรุปบทเรียน ให้ตัวเอง
มันจะช่วยให้คุณได้บทเรียนที่ ปลอดจากอคติ และใช้ประโยชน์ได้จริง
เมื่อคุณสะสมบทเรียนนี้ไปมากขึ้นเรื่อยๆ คุณจะเก่งขึ้นเรื่อยๆ และเป็นความเก่งของจริง ไม่ใช่มโนไปเอง

หวังว่าผู้อ่านจะได้ประโยชน์จากบทความนี้ และขอให้ประสบความสำเร็จในเส้นทางนี้ทุกคน ไม่ว่าจะเลือกลงทุนกับอะไรก็ตามครับ :)

วันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

บทความ ดร.นิเวศน์ พูดถึงหุ้นไทยช่วงนี้ + เปรียบเทียบความเสี่ยง กองทุนรวมหุ้น กับ การเลือกหุ้นเอง

เผอิญวันนี้อ่านกระทู้นี้ของ ดร.นิเวศน์ http://board.thaivi.org/viewtopic.php?f=1&t=61566
(ดร. เขาพูดถึงตลาดหุ้นไทยช่วงนี้ ว่าทำไมต่างชาติขายหุ้นออกเรื่อยๆ และวิเคราะห์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป - ผมแนะนำเข้าไปอ่านด้วย ได้ไอเดียใหม่ๆเยอะดี ^^ )
 
อ่านเสร็จแล้ว มีความคิดแว้บเข้ามาในหัว เกี่ยวกับการเปรียบเทียบความเสี่ยงระหว่าง กองทุนรวมหุ้น กับ การเลือกซื้อหุ้นเองเป็นตัวๆ
 
ถ้ายังจำกันได้ ในบทความเก่าๆบางอัน ผมเคยบอกว่า การเล่นกองทุนรวม ไม่ได้มีความเสี่ยงต่ำกว่า การเล่นหุ้นโดยเลือกเอาเองเป็นตัวๆ

เพราะว่า กองทุนรวมนั้น ปกติจะลงทุนในหุ้นหลายๆตัว และหวังผลการเคลื่อนไหวของราคาตามค่าเฉลี่ยของตลาดนั้นๆ (ไม่ต้องพูดถึงกองทุน active ซึ่งปกติแล้วผลตอบแทนน้อยกว่ากองทุนแบบ index เลย) แต่การเลือกหุ้นด้วยตัวเอง ถ้าทำตามหลักการแบบ VI เป็นอย่างดีแล้ว ถือไว้ซัก 4-5 ตัวในพอร์ต (เป็นการกระจายความเสี่ยงเล็กๆ เพราะปู่ปีเตอร์ ลินซ์ เคยว่าไว้ว่า โดยปกติการเลือกหุ้นสไตล์ VI แบบง่ายๆ มา 5 ตัว มักจะพลาด 1 เกินความคาดหมาย 1 และได้ผลตอบแทนไม่ดีไม่แย่ 3 ตัว) ความเสี่ยงมักจะต่ำกว่ากองทุนรวม ซึ่งยังไงๆราคาก็วิ่งตามความผันผวนเฉลี่ยของตลาด

อันนี้ยืนยันโดยประสบการณ์ที่ทดลองเองส่วนตัวเหมือนกัน เวลาที่คนอื่นตื่นเต้นเวลาหุ้นไทยร่วงๆ ส่วนใหญ่เวลาผมมองพอร์ตตัวเอง มักจะเห็นความเปลี่ยนแปลงแค่เล็กน้อยหรือแทบไม่เห็นเลย คือ หุ้นส่วนใหญ่ที่เลือกมาตามวิธีแบบ VI จริงๆ มันไม่เคลื่อนไหวตามกระแสของตลาดเท่าไหร่

แต่ก็ไม่ใช่ว่าการลงทุนในกองทุนรวมนั้นไม่ดี เพียงแต่ต้องรู้วิธีในการอยู่กับมัน
โดยธรรมชาติของกองทุนรวมนั้น เราไม่สามารถเล่นแบบ trading ได้ (เพราะมันตอบสนองต่อคำสั่งช้า 2-3 วันทำการ) ดังนั้นสไตล์เดียวที่ผมนึกออกคือการบริหารพอร์ตแบบ passive หรือที่ ดร.นิเวศน์ เอง เคยเขียนบทความเอาไว้ว่าเป็น KISS investment (Keep It Simple and Stupid) ซึ่งเป็นการผสมผสานกันระหว่างการกระจายความเสี่ยงในพอร์ตนั้นๆ กับการทำ portfolio rebalancing
เป็นหนึ่งในวิธีที่ได้ผลดีระยะยาว (ระยะสั้นอาจมีเสียวได้โดยเฉพาะช่วงหุ้นร่วงๆช่วงนี้ ตามปัจจัยจากฝั่งเมกาฯ ที่เงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้น ทำให้ดัชนีรวมของตลาดหุ้นเมกาฯ ร่วง ซึ่งแน่นอนกระทบตลาดหุ้นไทยและทั่วโลกด้วย) โดยต้องใช้ความเชื่อมั่นในหลักการและอดทน ไม่หวั่นไหวต่อปัจจัยระยะสั้น วิธีบริหารพอร์ตแบบนี้จึงจะสำเร็จได้

วันพุธที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2561

บทสนทนามื้อเที่ยงเมื่อ 6 ปีก่อน ที่นึกขึ้นได้วันนี้และแอบทำให้ขนลุก (แกมเสียดาย) - เกี่ยวกับ bitcoin นิดหน่อย

เมื่อราวๆ 6 ปีก่อน ครั้งที่ผมยังทำงานอยู่บริษัท IT ข้ามชาติแห่งนึงแถวๆข้างสวนลุมพินี
วันนั้น ผมไปกินข้าวเที่ยงกับพี่คนนึงในทีมตามปกติ ณ ร้านข้าวแกงหลังตึกที่เราทำงานอยู่

ตอนนั้นผมค่อนข้างใหม่กับเรื่องการลงทุนมาก แต่ค่อนข้างไฟแรงและสนใจใครรู้มากๆกว่าเราจะหลุดจากวงจรหนูถีบจักรของมนุษย์เงินเดือนที่ไม่มีอิสระในชีวิตของตัวเองได้ยังไง (เหมือนเพิ่งจะรับแนวคิดมาจากเซ็ตหนังสือพ่อรวยสอนลูก)

ผมชอบยกคำถามหรือประเด็นต่างๆที่เกี่ยวกับเรื่องการเงินการลงทุน หรือวิธีหาอิสระภาพทางการเงินอื่นๆขึ้นมาคุย เพื่อจะได้ความรู้จากคนอื่นๆรอบๆตัวด้วย

จนเหมือนจะกลายเป็นแบรนด์ของผมไปกลายๆ ราวกับว่ามีฉลาก "financial freedom" แปะอยู่บนหน้าผากผม

ในวันนั้นเราคุยกันว่า ระบบการเงินของโลกทำงานยังไง แล้วคนสร้างฐานะหรือมีอิสระภาพทางการเงินกันขึ้นมาได้ยังไงบ้าง
อยู่ๆก็เกิดสงสัยขึ้นว่า

"ถ้าเราเข้าใจระบบการเงินมากพอ เราจะหาช่องว่างในการออกจากระบบนี้ได้รึเปล่า"

เดิมทีสมัยเด็กๆ ผมเป็นพวกชอบสร้างหรือประดิษฐ์อะไรต่างๆขึ้นมาเอง พวกสิ่งที่ผมอยากได้แต่ไม่มีเงินไปซื้อหามาใช้ อาจจะเพราะรู้สึกว่ามันแพง ไม่สมเหตุสมผล ดูไม่ดี หรืออะไรก็แล้วแต่

จนผมเชื่อว่า "ถ้าอยากได้อะไรแล้วไม่มีตังซื้อ ก็แค่สร้างมันขึ้นมาเองซะสิ"

พอรวมกับความคิดข้างต้น เลยกลายเป็นว่า "เป็นไปได้ไหม ที่เราจะออกจากระบบที่เป็นอยู่ แล้วสร้างระบบใหม่ของเราขึ้นมาเอง" เพราะคนที่เข้าไปอยู่ในโลกใบใหม่เป็นคนแรกมักจะได้เปรียบและตักตวงอะไรได้เยอะก่อนคนอื่นที่ตามมา

"เป็นไปไม่ได้หรอก ถ้าทำได้คนก็คงทำกันไปหมดแล้ว"
"ระบบที่มันเป็นอยู่ทุกวันนี้มันผูกขาดเอาไว้ค่อนข้างสมบูรณ์แบบ เราได้แค่เล่นตามเกมเพื่อไปหาจุดดีๆก็เท่านั้น" พี่ที่ผมคุยด้วยบอกขึ้นมา (อาจจะไม่เป๊ะๆแต่ก็คร่าวๆประมาณนี้)

;
;
;
;
วันนี้ทุกคนคงได้ยินคนพูดถึง Bitcoin ไม่มากก็น้อย
แต่เพิ่งวันนี้เองที่ผมนึกถึงบทสนทนาในวันนั้น และตระหนักว่า

"เฮ้ย นี่มันมีคนแหกระบบเดิมสำเร็จไปแล้วนี่หว่า"

ปรากฎการณ์ของ Bitcoin ในช่วงร้อนแรงนี้ เป็นที่หนาวๆร้อนๆ ของทั้งรัฐบาล และสถาบันการเงิน (แบงก์ชาติ) ต่างๆ
เพราะว่าผู้คนมีทางออกจากระบบเดิมที่พวกเขาผูกขาดอำนาจไว้มาหลายร้อยปี ... อำนาจที่เขาเสกเงินและดูดเงินจากกระเป๋าประชาชนได้เนียนๆผ่านหลายช่องทาง กำลังถูกลดทอนลงไป
;
;
ผมแอบขนลุกนิดหน่อย ในหลายๆแง่มุม

- ผมเป็นคนนึงที่คิดว่า "น่าจะ...." ในวันนั้น และน่าจะมีอีกหลายร้อยหลายพัน (หรือล้าน) คนที่คิด แต่ไม่มีศักยภาพหรืออาจจะไม่ได้ใส่พลังมากพอในการทำมันให้เป็นจริง แต่มีคนนึงทำมันขึ้นมาสำเร็จ (miracle happens)

- เหตุการณ์ที่ผ่านมานานมากแล้วเพิ่งระลึกขึ้นได้ในวันนี้ (เป็นข้อเสียของการไม่ได้หยิบมันมาจดเป็นเป้าหมายแล้วทบทวนทุกวัน เพราะถ้าไม่งั้นเราจะตระหนักได้เร็วกว่านี้มากๆ -- ทำให้เห็นว่าการจดบันทึกเป้าหมายและทบทวนทุกวัน เป็นเรื่องสำคัญ ***)

- ประโยคหรูๆที่พวก Life coach หรือพวกสอนใช้กฏแรงดึงดูด ทำนองว่า "ทุกสิ่งที่คิดจินตนาการได้ ล้วนเกิดขึ้นจริงได้" ,  หรือ "อยากได้อะไรให้คิดว่าได้มันมาในจินตนาการบ่อยๆ ความคิดนั้นจะทำให้สิ่งนั้นเป็นจริงขึ้นมา"  ก็ใช่ว่าจะไม่มีมูลซะทีเดียว  กระแสความคิดของคน โดยเฉพาะในวงกว้าง ถ้ามันมากพอ สุดท้ายมันมักจะผลักดันให้เกิดสิ่งนั้นขึ้นมาจริงๆ

- เราดูจะเอื่อยและช้าไปหน่อย ที่ยังไม่ได้ศึกษาเรื่อง Bitcoin แบบจริงจัง ทั้งที่ก็รู้จักมันคร่าวๆมานานหลายปีมากแล้วก่อนมาเป็นกระแส อันนี้น่าเสียดายโอกาสนิดหน่อย แต่คงไม่มีอะไรสายเกินไปถ้าจะเริ่มซะตอนนี้ (อนึ่ง มันมีความเสี่ยงแน่ๆ เหมือนสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาผันผวนสูง ดังนั้นถ้าจะทำอะไรกับมันควรต้องเข้าใจศาสตร์ของการเก็งกำไร (ผมบอกได้เลยว่าไม่ใช่แบบพวกผู้เชี่ยวชาญมาสอนกันตามทีวีช่องการลงทุน พวกนั้นมักสอนไม่ครบระบบ) และเรื่องทางเทคนิคพื้นฐานของ Bitcoin ให้ดีมากพอ ก่อนจะลงเงินกับมันจริงๆ)
;
;
;

ปล. หนังสือดีที่สุดที่จะทำให้เข้าใจหลักการพื้นฐานของการเทรดเก็งกำไร ผมแนะนำให้ศึกษาเรื่องของ Turtle Trading ของ ริชาร์ด เดนนิส, แอบเห็นบทความภาษาไทยและ pdf ภาษาอังกฤษอยู่ (โดยส่วนตัวไปเข้าใจกับ version อังกฤษมากกว่า) พอเข้าใจหลักการแล้วจึงจะมีไอเดียเอาไปประยุกต์ปรับแต่งเป็นของตัวเองได้ต่อไปครับ

ปล2. ยังไงผมก็เป็น VI อยู่ดีนะ ไม่ชอบเก็งกำไร lol แต่สอนและชี้ทางที่ถูกให้ได้ถ้าใครอยากรู้จริงๆ

วันอาทิตย์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2560

บันทึก ณ วันสิ้นปี 2017 (เอาจากที่โพสต์บนเพจ facebook มาเก็บไว้บน blogger ซักหน่อย)

กำลังจะปีใหม่แล้ว คิดว่าควรโพสต์อะไรหน่อย
ปี 2017 ที่กำลังจะผ่านไป ก็เกิดไรขึ้นเยอะหลายอย่าง
ทั้งด้านงาน และชีวิตส่วนตัว

เรื่องงานคือ ผมเจอเหตุการณ์ layoff ครั้งที่ 2 ในชีวิต
ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติในสายอาชีพ IT ที่ผมทำงานอยู่
ถ้าเป็นคนที่ไม่เคยวางแผนการเงิน เผื่อสำหรับความเปลี่ยนแปลงในชีวิตแบบนี้ อาจจะเดือดร้อนได้
แต่ผมมีทุนสำรองฉุกเฉินที่เตรียมไว้อยู่แล้ว (โดยหลักการคือควรพอสำหรับใช้ชีวิตอยู่ได้ 6 เดือน) และผลตอบแทนในการลงทุนต่างๆก็ช่วยแบ่งเบาได้นิดหน่อยอีกด้วย


และโดยปกติคนโดน layoff จะมีเงินชดเชยจากนายจ้างตามกฏหมายและจากประกันสังคมอีกตะหาก
ถ้าบริหารการเงินตัวเองมาดี ไม่ใช้จ่ายเกินจำเป็นหรือฟุ่มเฟือย มันก็เป็นโอกาสดี ที่เราจะได้ออกเดินทางครั้งใหม่

ผมคิดว่าการเปลี่ยนงานนั้นค่อนข้างมีผลดีในแง่การพัฒนาตัวเองมากเหมือนกัน เพราะเราจะได้พบเจอองค์กรใหม่ๆ วิธีทำงานใหม่ๆ และคนเก่งอีกมากที่อยู่ในโลกกว้างใบนี้ที่เราจะได้ไปทำงานร่วมกัน เกิดการแชร์ประสบการณ์และได้ความรู้ใหม่ๆมากมาย
และการเดินทางครั้งใหม่ผมก็เลือกจะขุดความฝันสมัยเด็กมาดูอีกครั้ง เพราะนึกถึงคำสอนจากกูรูหลายคน ที่แนะไว้ว่า การเลือกอาชีพ ควรเป็นอาชีพที่ทำให้เรามีไฟและสนุกรู้สึกอยากตื่นไปทำงานทุกๆวัน อย่าใช้เงินเป็นตัวเลือกแรกเพราะเงินนั้นเป็นผู้นำทางชีวิตที่แย่ เมื่อคุณได้ทำงานที่ใช่สำหรับตัวเองจริงๆแล้ว มีความสุขและสนุกกับงาน เงินจะตามมาเอง

เดิมผมทำงานที่เรียกว่า Software Quality Assurance สายเน้นทำ Automation testing.
จนรู้สึกว่ามันอิ่มตัวมากแล้วพอดี
ตอนนี้เลยตัดสินใจ เปลี่ยนสายซะเลย
คือตอนเด็กๆผมชอบเล่นเกม และฝันอยากทำเกม
เลยคิดว่าจะไปเป็น Game Developer ละ
ตอนนี้ซุ่มทำเกมกับเพื่อนอันนึงอยู่ เพื่อเป็นพอร์ตผลงานในการเอาไปหางานใหม่ในแวดวงใหม่นี้ ซึ่งก็น่าสนุกว่าจะมีการผจญภัยแบบไหนรออยู่ต่อไป

ที่เล่ามาทั้งหมด อยากจะสื่อว่า
ไม่มีคำว่าสายเกินไป ในการทำความฝัน
หรือแม้แต่การเปลี่ยนงาน ที่ต้องยอมรับกับเงินเดือนที่ลดลงแน่ๆในช่วงแรก แต่ถ้าเราเก่งจริง ไม่นานเราจะบินได้สูงกว่าเดิมเมื่อได้ทำสิ่งที่เราชอบ

และผมกำลังจะพิสูจน์เรื่องนี้ด้วยตัวเอง ผลเป็นยังไงเดี๋ยวมาอัพเดทอีกที

ขอเป็นกำลังใจให้ทุกๆคนที่กำลังสร้างเนื้อตัวและวางรากฐานอิสระภาพทางการเงินให้ตัวเองอยู่ ให้ประสบความสำเร็จหรือมี progress ดีๆในตลอดปีใหม่นี้
สวัสดีปีใหม่ 2018 ครับ

ปล. ในด้านการลงทุน เนื่องจากการศึกษาหาความรู้ในการเปลี่ยนสายงานผมนั้นมันเยอะมาก ทำให้ไม่มีเวลามาดูแลการลงทุนแบบ active และปรับสไตล์ไปเน้นการลงทุนฝั่ง passive แทน ต้องขออภัยที่ไม่มีเวลามาเขียนบทความใหม่ๆเลย แต่ถ้าสงสัยเรื่องไหนก็ทิ้งคอมเม้นต์เอาไว้ในบทความที่สงสัยได้ครับ จะแวะมาตอบเป็นพักๆ

วันพฤหัสบดีที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2560

เริ่มต้นวางแผนการเงินและการลงทุนยังไงดี สำหรับมือใหม่มากกก

เผอิญมีเพื่อนถามมา ว่าอยากลงทุนบ้างต้องทำไง ก็เลยตอบไป เลยสรุปมาเขียน blog ด้วยเลยละกัน

หลายๆคน เมื่อทำงานใช้ชีวิตไปซักพัก อาจจะมีสิ่งกระตุ้นไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เข้ามาในชีวิต ให้นึกได้ว่า จะทำงานหาเงินไปเรื่อย และใช้เงินไปเรื่อยๆ เดือนต่อเดือน โดยไม่มีแบบแผน คงไม่ได้แล้ว อาจจะนึกได้ว่า
- ถ้าอยู่ๆตกงานขึ้นมาจะทำยังไง
- ถ้าแก่จนทำงานหาเงินแบบเดิมไม่ได้แล้ว จะเอาเงินที่ไหนมาดูแลชีวิตที่เหลืออยู่
- เจ็บป่วยทำงานไม่ได้ขึ้นมาจะทำยังไง
- พ่อแม่ จะดูแลท่านยังไง
- ไม่อยากทำงานงกๆจนตายโดยไม่ได้ออกไปใช้ชีวิตแบบที่อยาก (เช่น ไปท่องโลก, ทำธุรกิจส่วนตัว, ทำงานในฝัน)
- ฯลฯ

เราก็จะเริ่มมีความคิดว่า ไม่ได้ละ ต้องเตรียมตัวให้พร้อมรับมือกับโจทย์พวกนั้น
ความคิดง่ายๆคือ "ถ้าเรารวย มีเงินมาก" ก็จะรับมือปัญหาพวกนั้นได้เกือบทั้งหมด (อย่างน้อยก็ดีกว่าต้องรับมือแบบไม่มีเงินแน่นอน และดีกว่ามากๆด้วย)

ถ้าเรากล้าตั้งเป้าว่า "ชั้นจะต้องรวยให้ได้" แล้วละก็
คำถามต่อไปคือ แล้วทำยังไงถึงจะรวยหล่ะ ?

จริงๆหนังสือเรื่องการสร้างเนื้อสร้างตัว เสริมความรู้ทางการเงิน หรือสอนเรื่องวางแผนการเงิน ในท้องตลาด มีเยอะ ยิ่งกว่านั้น เดี๋ยวนี้ก็มี facebook page หรือ blog ที่เขียนไว้เกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ทั่วไป search เจอในเน็ตได้เต็มไปหมด

แต่บางทีมันก็ ... เยอะเกินไป จนจับต้นชนปลายไม่ได้ ว่าจะเริ่มยังไงดี !!

ถ้าจะให้เข้าถึงปรัชญาเรื่องนี้อย่างถึงหัวจิตหัวใจไม่มีวันลืม ก็สามารถลองไล่เรียงออกมาจาก "เป้าหมายชีวิต" ของเราก็ได้ เชื่อว่าทุกเป้าหมายมันต้องมี condition เรื่องเกี่ยวกับเงินอยู่แน่ๆ ว่ามีความจำเป็นทางการเงินยังไงถึงจะรองรับหรือไปถึงเป้าหมายพวกนั้นได้

ยังไงก็ดี ผมคงไม่พูดถึงวิธีตั้งเป้าหมายชีวิตในนี้ เดี๋ยวยาวไป lol กูรู (ทั้งจริงและไม่จริง) เรื่องนี้มีเยอะแยะ
ถ้าให้นึกชื่อ ผมนึกถึงคุณ บัณฑิต อึ้งรังสี (หลายคนอาจจะหมั่นไส้พี่แก แต่ถ้าแยกเรื่องความหมั่นไส้ส่วนตัว ออกจากเนื้อหาที่เขาสอนได้ เนื้อหาเขามีประโยชน์มากนะ) เป็นอันที่ย่อยง่ายสุดละ
อีกคนที่ผมรู้จักส่วนตัวคือพี่ รุตม์ (เจ้าของเพจ Anontawong's Musings : https://web.facebook.com/anontawongblog/ ) ที่ผมเคยทำกิจกรรมด้วยตอนทำงานบริษัทเดียวกัน ก็สรุปได้เข้าใจง่ายเช่นเดียวกัน

งั้นข้ามเรื่องวิธีตั้งเป้าหมายชีวิตไป สมมุติว่าเรามีอยู่แล้วเรียบร้อยละกัน
พอมีเป้าหมายแล้ว รู้แล้วว่าตัวเองมีความต้องการทางการเงินแบบไหน

แล้วไงต่อ?

ก็คงต้องทำยังไงก็ได้ให้ระบบการเงินเรามันเป็นไปตามเป้าหมายนั้น ซึ่งจริงๆมันจะต่างกันแค่รายละเอียดปลีกย่อย แต่ภาพใหญ่จะเหมือนกันคือ
"อิสระภาพทางการเงิน"

เดี๋ยวก่อนผมไม่ได้มาขายตรงหาดาวไลน์ ^^! (เคยเจอเพื่อนหลอกเข้าไปผมก็ไม่ชอบเหมือนกัน)
อันที่จริงคำนี้มันเป็นไฟลท์บังคับ ที่ทุกคนต้องไปให้ถึง อย่างน้อยก็ก่อนที่เราจะเข้าวัยเกษียณ ที่เริ่มทำงานหาเงินงกๆไม่ไหวแล้ว
แต่มันก็ดีกว่ามาก ถ้าเราไปถึงมันให้ได้ก่อนเกษียณ ก็ขึ้นกับเป้าหมายของแต่ละคนแหละนะ

อิสระภาพทางการเงินของแต่ละคน อาจจะต่างกันในเรื่อง
- วิธีการ และ
- ขนาด
แต่นิยามที่ตรงกันคือ "ภาวะที่ไม่ต้องกังวลเรื่องที่ว่าจะมีงาน(ที่มีเงิน) ให้ทำประจำหรือไม่อีกต่อไป เพราะว่า รายจ่ายประจำของเรา น้อยกว่ารายรับแบบ passive ที่เราสร้างได้จากระบบทางการเงินที่วางไว้"

คุญบอย วิสูตร แสงอรุณเลิศ , นักเขียนชื่อดัง สรุปเอาไว้ง่ายๆ และผมก็เห็นด้วย ไว้ตามนี้คือ
- หาเงินเก่ง << ทำงานแลกเงินครับ เป็น active income
- เก็บเงินอยู่ << ใช้จ่ายมีเหตุมีผล และเท่าที่จำเป็นจริงๆ จะทำให้รายจ่ายเราไม่เกินรายรับ ที่เราจะหาได้
- รู้ช่องลงทุน << ไอ้นี่ทำให้มี passive income

ตามหลักของคิโยซากิ (คนเขียนหนังสือพ่อรวยสอนลูก) ก็ได้ เรื่อง เงิน 4 ด้าน
ซึ่งสรุปว่า ช่องทางหาเงินคนเรามี 4 ประเภทใหญ่ๆ แต่ด้านที่ให้ passive income ได้ มีแค่การลงทุน (I) หรือทำธุรกิจ (B) เท่านั้น และนั่นเป็นสิ่งที่เราต้องหมั่นสะสมให้มากขึ้นจนไปถึงอิสระภาพทางการเงินได้ในที่สุด

กลับไปที่เรื่อง อิสระภาพทางการเงิน ว่าด้วยเรื่อง วิธีการ และ ขนาด
เรื่อง "วิธีการ" นี่ ผมจะอธิบายแค่เรื่องการบริหารเงินและลงทุนแบบภาพกว้างในก่อนละกัน
ส่วนเรื่อง "ขนาด" นอกจากจะโดนกำหนดจากเป้าหมายชีวิตที่คุณตั้งเอาไว้แล้ว คุณจะได้จากการวิเคราะห์ งบการเงิน หรือ บัญชีรายรับรายจ่ายของตัวเอง
ที่ทำมานานมากพอ (ซัก 6 เดือน) เพื่อหาคำตอบว่า
- รายจ่ายแต่ละเดือนเรา มีรายจ่ายประจำจริงๆเท่าไหร่
- รายรับมีเท่าไหร่
- รายจ่ายที่ไม่ประจำมีเท่าไหร่
- อะไรจำเป็น อะไรไม่จำเป็น
- ฯลฯ
ซึ่งตัวเลขพวกนี้จะช่วยในการวางแผนได้ต่อไป (ตั้งนั้น บัญชีรายรับรายจ่าย เป็นสิ่งขาดไม่ได้นะ)

ซึ่งนั่นจะตอบคำตามเรื่อง "ขนาด" ของอิสระภาพทางการเงินเราได้ ว่าต้องมี passive income ระดับไหนถึงจะจัดว่าเริ่มมี อิสระภาพทางการเงินในเบื้องต้นแล้ว

กลับมาเรื่องวิธีการบริหารเงินและการลงทุนส่วนบุคคลกัน
เราจะข้ามเรื่องวิธีทำบัญชีรายรับรายจ่าย และงบดุล ส่วนบุคคลไป เพราะน่าจะรู้กันแล้ว (ไม่งั้นมันจะยาวไปกะบทความนี้)

สำหรับคนๆนึง อาจจะลอง จำแนกเงินที่มีี ออกได้เป็นส่วนต่างๆได้ตามต่อไปนี้ (แบ่งตามวัตถุประสงค์การใช้เงิน)

1. ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
2. ใช้จ่ายเฉพาะกิจ (แบ่งเป็นกองงบประมาณด้านต่างๆ)
- - เพื่อการให้
- - เพื่อเล่น
- - self improvement
- - ซื้อของใหญ่ของแพง (ที่จำเป็น เป็นครั้งๆ เช่น คอม, มือถือ, รถ, บ้านฯลฯ )
- - งบฉุกเฉิน (ค่ารักษาพยาบาล หรือสำรองใช้ยามว่างงาน 6 เดือน)
3. ออม/ลงทุน
- - active investment (พวกเราซื้อขายในตลาดเองได้โดยตรง เช่น หุ้น)
- - - เงินสด
- - - สินทรัพย์ต่างๆ (หุ้นที่มีในพอร์ต)
- - passive investment (พวกกองทุนรวม)
- - - เงินสด
- - - สินทรัพย์ต่างๆ (กองทุนที่มีในพอร์ต)

คุณอาจจะเคยเห็น นักวางแผนการเงินในทีวี มักจะให้สัดส่วนคร่าวๆมาว่า ควรมีเงินเท่าไหร่ ลงทุนหุ้นเท่าไหร่ ตราสารหนี้เท่าไหร่ ฯลฯ อันนั้นก็เป็นเรื่องเดียวกับที่ผมว่าไปแต่รายละเอียดน้อยกว่า และเป็นแบบสูตรสำเร็จรูป

แต่ผมอยากบอกว่า

สัดส่วนที่เหมาะสมแต่ละส่วน สำหรับแต่ละคน อาจจะไม่ต้องเป็นตามนั้นเป๊ะๆ
วิธีคิดคือ เราจะกันส่วนเพื่อการใช้จ่ายเป็น priority แรก แล้วดูว่าส่วนที่เหลือมีเท่าไหร่ ค่อยมาแบ่งสัดส่วนพอร์ตลงทุนอื่นๆตามลำดับ (ที่ผมแจกแจงไปนั่นแหละ)
โดยอ้างอิงจากผลการวิเคราะห์ บัญชีรายรับรายจ่ายย้อนหลัง 6 เดือนของเรา ที่ว่าไปก่อนหน้านี้ มาช่วยกำหนดสัดส่วนที่เหมาะสม

NOTE1: ว่าด้วยเรื่อง รายจ่ายเฉพาะกิจ หรือกองงบประมาณ ไม่ได้จำเป็นว่าต้องจัดให้มีงบเพียงพอตั้งแต่เริ่มต้น แต่ผมใช้วิธีค่อยๆออมเข้าไปในแต่ละกอง เช่น สมมุติเงินเดือนได้มา 3 หมื่น อาจจะแบ่ง 4% แบ่งออมลงไปในแต่ละกอง (5 กอง รวมกันก็ 20% เป็นต้น)

NOTE2 : รายจ่ายที่แบ่งไปลงทุน ให้คำนวณว่าเหลือเวลาอีกกี่ปีที่เรายังทำงานได้อยู่ก่อนเกษียณ แล้วหลังเกษียณเราต้องใช้จ่ายเงินแต่ละเดือนเท่าไหร่ (อย่าลืมคิดเงินเฟ้อด้วย) สัดส่วนที่เราแบ่งไปลงทุน ต้องมากพอจะทำให้เกิด passive income ที่จะใช้ชีวิตหลังเกษียณได้เป็นอย่างน้อย (แต่อยากเร็วกว่านั้นก็ได้ ก็ลองวางแผนดู)

NOTE3 : แต่ถ้าแบ่งออกมาแล้วพบว่า ไม่สามารถเตรียมเงินไว้ได้พอใช้ สำหรับรายจ่าย (ทั้งแบบประจำ และแบบเฉพาะกิจ) ก็ต้องหาทางพัฒนาตัวเองในทางด้านอาชีพการเงิน เพื่อจะได้มีรายได้ที่สูงขึ้นเพียงพอ หรือตัดลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นจริงๆให้น้อยลงให้มากที่สุด เพื่อให้ได้ตัวเลขที่ดูสมเหตุสมผล เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของเราได้นะ
;
;
ทีนี้มาดูเฉพาะส่วนของการลงทุนกัน

สำหรับผม สัดส่วนระหว่างพอร์ต passive กับ active ผมจะไม่เอามาคิดรวมกัน (แต่ตอนเริ่มออกตัวจะแบ่งให้มีขนาดเท่าๆกัน) เพื่อทดลองดูว่าพอร์ตไหนผลตอบแทนดีกว่าภายใต้ฝีมือเรา


พอร์ตการลงทุนแบบ active ผมก็ค่อนข้าง free style
คือถ้าวิเคราะห์เจอหุ้นดีๆ (เราเป็นพวกสไตล์ VI) ก็ซื้อไปแบบกะคร่าวๆ ว่าควรมีหุ้นในพอร์ตกระจายความเสี่ยงกันหน่อยซัก 4-5 ตัว ไม่ควรถือตัวไหนตัวเดียวเยอะเกินไป

พอร์ตแบบ passive ผม จริงๆแนะนำให้ลงแบบ DCA ทะยอยลงไปแต่ละเดือนเท่าๆกัน จะปลอดภัยกว่า
แต่ตอนนี้ผมไม่มีเงินเดือน ผมก็เลยปรับพอร์ตแบบง่ายๆไปเลยคือ แบ่งลงกองทุนรวมหุ้น ตปท. ที่เราคิดว่าเศรษฐกิจมั่นคงพอและ p/e ปานกลางถึงต่ำ ประเทศละเท่าๆกันไป ซัก 3 ประเทศ (ไทย, เมกา, จีน) และลงตราสารหนี้นิดหน่อย และเหลือเงินสดไว้เป้นสภาพคล่องนิดนึง
แล้วผมก็คิดว่าจะทำ portfolio rebalancing ทุก 6 เดือน สำหรับพอร์ตแบบ passive อันนี้
บันทึกเวลาลงปฏิทินไปเลย ให้มันเตือนเมื่อถึงเวลา ตอนนี้ก็ลืมๆมันไปเลย lol

จริงๆถ้าไม่ค่อยมีเวลามาก บางคนก็ทำแต่พอร์ต passive อย่างเดียวเลยก็มี
ผมเองก็ ลองนู่นลองนี่เยอะไปหน่อย ภาระการทำบัญชีเลยหนักมาก lol นี่ดองไว้เยอะอยู่ ขนาดว่าใช้ความสามารถใน MS-excel ช่วยเบาแรงแล้ว

ก็เดี๋ยวผลเป็นไงจะมาเล่าอีกทีละกันครับ
แต่อ่านมาถึงตรงนี้ น่าจะพอได้ไอเดีย วิธีคิด กลับไปประยุกต์กับโจทย์ชีวิตของตัวเองได้บ้างแล้วนะ :)

======== ภาคผนวก ===========
ข้อมูลแต่ละกองทุน เดี๋ยวนี้ดูเว็บ wealthmagik ง่ายดี
ซึ่งมีแต่พวก fact เราต้องมาคิดวิเคราะห์ต่อเอง

สำหรับการลงทุน กองทุนรวม ผมมีหลักง่ายๆให้คือ
- เหมาะกับการลงทุนสไตล์ passive เท่านั้น (DCA ไปรายเดือน) ไม่เหมาะกับการเทรดเพราะตอบสนองคำสั่งเราช้าไป
- เลือกกองทุนพวกกองทุนดัชนี จะดีกว่ากองทุน active (ซึ่งค่าทำเนียมแพงและผลตอบแทนไม่ดีเท่ากองทุนดัชนี)

นอกนั้นคือเลือกประเภทสินทรัพย์ที่กองทุนนั้นๆไปลงทุนให้ถูก จัดสัดส่วนให้ดี แล้วมาทำ portfolio rebalancing ทุก 6 เดือน

บางคนอยากเล่นหุ้นกู้ อันนี้ผมไม่รู้เรื่องเลย lol
ดังนั้นผมเอง หุ้นกู้ ก็เล่นผ่านกองทุนรวม ประเภทตราสารหนี้เอา
หุ้นกู้ กับ พันธบัตรรัฐบาล ล้วนแต่เป็น ตราสารหนี้ทั้งคู่

อ่อ กองทุนรวมประเภทหุ้น และเป็นกองทุนดัชนี ก่อนลงทุนให้สำรวจค่า p/e ตลาดหุ้นนั้นๆที่มันไปลงทุนด้วย ว่าไม่ควรแพงเกินไป (ดูเทียบกับประเทศอื่นๆ ก็ได้) และเป็นตลาดหุ้นประเทศที่เศรษฐกิจมั่นคงดีหน่อยนะ
วิธีหาข้อมูล ก็ลอง google คำว่า "global pe ratio" อาจจะมีบางเว็บทุกสรุปไว้ (แต่ข้อมูลมันจะอัพเดทช้าหน่อยคืออาจจะปีนึงอัพ 2 ครั้ง สรุปภาพใหญ่ๆ)

วันอังคารที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2560

เมื่อประโยค "อยากรู้ว่าประเทศไทยอีก 10 ปีข้างหน้าเป็นอย่างไร ให้ดูประเทศพัฒนาแล้ววันนี้" เริ่มใช้ไม่ได้

วันนี้เห็นข่าว ทีวีดิจิตอล หลายเจ้า ที่อ่วมหนัก อยากขอคืนช่องที่ประมูลไปแพงหูฉี่ คืนให้ กสทช. โดยไม่ต้องการเงินคืน แค่ไม่ต้องการจ่ายค่างวดอีกต่อไป

;
หลายคนอาจมีคำถามในใจว่า ทำไม ทีวีดิจิตอล ที่เป็นของเพิ่งมาใหม่ ถึงได้เหมือนกับ จะใกล้ลาโลกแล้วอย่างรวดเร็ว อย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้

ทำให้ผมนึกถึงหลักการนึงในการทำนายอนาคตการเติบโตของธุรกิจ ในตลาดหุ้นต่างๆ ข้อนึงที่เคยพูดกันมานานแล้ว

หลักนั้นประมาณว่า "อยากรู้ว่าประเทศไทยอีก 10 ปีข้างหน้าเป็นอย่างไร ให้ดูประเทศพัฒนาแล้ววันนี้"
VI ในยุคก่อน ใช้หลักการนี้ในการทำนายว่า ธุรกิจอะไร ที่อนาคตจะรุ่ง หรือจะร่วง และค่อนข้างจะใช้ได้แม่นยำดี

อย่างน้อยก็เมื่อซัก 5 ปีก่อน

แต่วันนี้ หลักการนี้เริ่มโดนท้าทาย ด้วยสิ่งที่เรียกว่า globalization และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้าน IT ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด จนอาจเรียกได้ว่าเป็นการปฏิวัติใหญ่ ที่เกิดขึ้นถัดจาก ยุคการปฏิวัติเขียว และยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรม

ความเปลี่ยนแปลงที่ว่านั้น ทำให้การเติบโตทางธุรกิจ ในแต่ละพื้นที่ ไม่ได้อ้างอิงกับปัจจัยรอบตัวในพื้นที่นั้นๆเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป
แต่เริ่มมีช่องทาง ในการเข้าถึงปัจจัยระดับ global ในทางตรงได้มากขึ้น และไร้พรมแดน

ซึ่งนั้นทำให้หลักการที่เราว่าไปข้างต้นนั้น โดนสั่นคลอน เพราะหลักการนั้นจะเป็นจริงเฉพาะเมื่อ การเติบโตทางธุรกิจ ขึ้นกับปัจจัยแวดล้อมในพื้นที่ๆมันอยู่ (economic system ของท้องถิ่นนั้น) เป็นส่วนใหญ่

สิ่งที่มาทำให้ digital TV เริ่มใกล้เป็นธุรกิจตะวันตกดินคือ สื่อออนไลน์อย่าง Youtube (และ facebook ก็พยายามจะแย่งตลาด Youtube เพิ่มอีกซะด้วย, ไม่นับรายเล็กรายน้อยอื่นอีกมากมาย พวก online streaming ความบันเทิงที่ส่งถึงบ้านหรือมือถือเพียงแค่มี Internet)

สิ่งที่กำลังมาแทนที่ digital TV พวกนั้น ล้วนมีข้อได้เปรียบเดียวกันคือ ความไร้พรมแดน
แปลว่า ถึงเราอยู่ในประเทศไทย เราก็ใช้งานเทคโนโลยีระดับเดียวกันกับคนอีกซีกโลก ในประเทศพัฒนาแล้วต่างๆ
ความคิดที่ว่าเราต้องใช้ของที่ล้าสมัยจากประเทศเหล่านั้นแล้วเสมอ ไม่เป็นจริงอีกต่อไป (และไม่เป็นจริงมานานพอควรแล้ว ในวงการ IT เพราะเราก็ใช้ PC หรือ smartphone รุ่นเดียวกับที่ขายใน ตปท. มานานแล้ว ขาดแค่ infrastructure อย่าง Internet ความเร็วสูง แต่ตอนนี้มันพร้อมแล้ว)

ดังนั้นในการวิเคราะห์ ประเมินธุรกิจ เวลาจะหาหุ้นเพื่อลงทุน คงต้องระลึกถึงเรื่องนี้ไว้ด้วยเสมอ คงทำตามตำรา VI เก่าๆ เพียงอย่างเดียวไม่ได้แล้ว

วันพฤหัสบดีที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ทางออกของปัญหาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำซ้ำซาก สำหรับเกษตรกรไทย

เร็วๆนี้ เพิ่งเห็นข่าว เกษตรกร เอามะนาวมาเททิ้ง เพราะราคาตกต่ำมาก

ต่อมา เห็นข่าว รบ. แนะนำให้ปลูกอะไรซักอย่าง

ซึ่งจริงๆคงนำไปสู่ผลลัพธ์แบบเดิมๆ

ถ้าเข้าใจเรื่อง demand & supply จะรู้ว่าการให้ทุกคนปลูกอะไรเหมือนกัน พร้อมๆกัน และก็คงถึงเวลาเก็บเกี่ยวพร้อมๆกัน มันจะนำไปสู่ over supply และราคาตกต่ำแบบเลี่ยงไม่ได้ ถึงตอนนั้น เกษตรกร ก็ต้องเอาผลผลิตที่ราคาต่ำมาโยนทิ้งอีก ถามว่าแก้ยังไง
จริงๆภาครัฐแก้คนเดียวไม่ได้ เพราะต้องให้เกษตรกรมีความรู้เรื่องบริหารความเสี่ยงราคาผลผลิตเองด้วย ถึงจะช่วยนำกันไปในทางที่เหมาะสมได้

เพราะราคาสินค้าเกษตร มันจัดเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ ราคามีวัฎจักร แต่คาดเดาจริงๆไม่ได้ เพราะถ้ามีคนพยายามเดาและจับจังหวะทำประโยชน์จากมันเยอะมากพอ จะเป็นปัจจัยกระทบให้มันเปลี่ยนไปจากที่คาดการณ์ไว้ได้อีก (และส่วนใหญ่เป็นแบบนั้น เช่น การที่คิดว่าราคาสิ่งนี้จะดีในอีก 3 ปีข้างหน้า ถ้าทุกคนคิดเหมือนกันหมดและทำตามๆกัน กระแสนี้จะเป็นปัจจัยหลักทำให้ราคาสิ่งนี้ไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้อีกต่อไปเพราะมันจะกลายไปเป็น over supply และราคาตกต่ำแทน)

สำหรับคนเรียนสายวิทย์มา ลองนึกถึงหลักการอันนึงของฟิสิกส์ควอนตั้ม น่ะครับ
คือหลักที่ว่า ในสิ่งที่ขนาดเล็กมากๆระดับอะตอมหรือ อิเล็คตรอน นั้น ถ้าเราพยายามหาความเร็วที่แม่นยำ เราก็จะไม่ได้ตำแหน่งที่แม่นยำ, แต่ถ้าเราพยายามจะหาตำแหน่งที่แม่นยำ ก็จะไม่ได้ความเร็วที่แม่นยำ
เพราะการพยายามหาความเร็ว จะไปรบกวนตำแหน่งของอนุภาค และการพยายามหาตำแหน่งของอนุภาค จะไปรบกวนความเร็วของมัน !! (เอ่อ ... ถ้าไม่เข้าใจก็ข้ามย่อหน้านี้ไปก็ได้ครับ แค่นึกถึงเลยเขียนมาเฉยๆ ^^! )

เรื่องราคาสินค้าเกษตรก็เหมือนกัน การพยายามจะทำนายจุดสูงสุดและใช้ประโยชน์ของผลทำนายนั้น กลับไปรบกวนการจะเกิดขึ้นของเหตุการณ์นั้นได้ซะเอง
ดังนั้นโลกของการ "เก็งกำไร" จึงไม่เคยมีสมการอะไรที่ทำนายผลลัพธ์ได้แม่นยำจริง (ไม่งั้นทุกคนคงรวยพร้อมกันหมดแล้ว ซึ่งเป็นไปไม่ได้)

ดังนั้นถ้าให้รัฐฯ หรือคนกลางใดๆก็ตามเป็นเจ้าภาพ ว่าควรปลูกหรือไม่ควรปลูกอะไร เมื่อทุกคนทำพร้อมๆกันตามนั้น ผลลัพธ์มันจะ fail อยู่ดี

ถ้าจะให้มีเจ้าภาพบริหารจริงๆ อาจจะต้องกำหนดโควต้าเป็นภาคๆพื้นที่ไปเลย ว่าภาคไหนควรปลูกอะไรเท่าไหร่ และแต่ละภาคไม่ซ้ำกัน และช่วยแนะนำหรือให้เกษตรกร ใช้กลไกของตลาดซื้อขายล่วงหน้าเป็น เพื่อลดความเสี่ยงของความผันผวนด้านราคาของสินค้าพวกนี้
และใช้คู่กับการกระจายความเสี่ยงโดยการปลูกพืชหลายชนิด ที่แต่ละชนิดมีความเกี่ยวพันกันของราคาค่อนข้างต่ำ
อารมณ์เดียวกับ การกระจายความเสี่ยง ในพอร์ตการลงทุนของเรา ที่ว่าควรมีสินทรัพย์เพื่อการลงทุนที่แตกต่างกัน ซัก 4-5 อย่าง ซึ่งมีความสัมพันธ์กันค่อนข้างต่ำ เป็นต้น
แต่ระบบนี้จะไม่เวิร์ค ถ้าเกษตรกรฯ ไม่เข้าใจว่ารัฐฯ กำลังพาทำอะไร เมื่อไม่เข้าใจ ก็คงมีคนทำตามบ้างไม่ทำตามบ้าง ถ้าเป็นแบบนั้นมันก็ไม่ประสบผลสำเร็จอะไรได้

ผมเลยคิดว่า ยังไง เกษตรกร เอง ก็ต้องเข้าใจเรื่องพวกนี้ด้วยตัวเองด้วย จะพึ่งคนอื่นอย่างเดียวไม่ได้หรอกครับ

ผมเชื่อว่าคงมีคนบ่นว่า เกษตรกรไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ มันยากไป รัฐเลยต้องทำให้
ถ้าเราเชื่อแบบนั้น มันก็จะเป็นแบบนั้น
ถ้าเราเชื่อว่าเรื่องพวกนี้ไม่ยากเกินไปที่เกษตรกรจะเรียนรู้ มีการพยายามให้ความรู้และนำทางอย่างเป็นระบบ ไม่ช้าก็เร็ว มันก็จะสำเร็จได้เอง

ส่วน สำหรับคนตัวเล็กๆอย่างเรา
สิ่งที่ทำได้ ก็คือ ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด และพัฒนาตัวเองให้ดีที่สุดครับ :) ก็จะเป็นส่วนเล็กๆในการพัฒนาสังคมโดยรวมได้เช่นกัน

วันศุกร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ประกันภัยไทยในยุค Thailand 4.0 ที่น่าเป็นห่วง

โพสต์นี้แค่เล่าประสบการณ์นิดๆหน่อย ไม่ใช่บทความแนววิชาการอะไรครับ
 
คือผมกำลังจะต่ออายุประกันภัยฯ ของทีี่บ้าน
ตรวจสอบรายละเอียดในหน้ากรมธรรม์
เห็นเลขที่ Block ของบ้านต่างไปจากเมื่อ 2 ปีก่อน 1 ตัวอักษร เลยพยายามตรวจสอบ
คิดว่ายุคนี้แล้ว น่าจะหาข้อมูลจากเว็บ คปภ. ได้
ปรากฏว่า search หายังไงก็หาไม่เจอ ไม่ว่าจะ search ในเว็บมันหรือ search จาก google
 
รู้แค่ว่า เลขที่บล็อก (Blockcode) เป็นสิ่งที่จำเป็น ขาดไม่ได้ รหัสต้องตรงกับ พิกัดอัตราเบี้ยประกันอัคคีภัย

(อ้างอิง : http://www1.oic.or.th/downloads/comsys/bureau/nonlife/%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99_08102555.doc )
(อ้างอิง2 : https://www.tgia.org/upload/file_group/28/download_460.pdf )

จึงไปหาเจ้า อัตราเบี้ยประกันอัคคีภัย , ปรากฏว่าหาบนเน็ตไม่ได้อีก
... มองแง่ดี ถ้าบ้านเลขที่เอาประกันภัยถูก ชื่อผู้เอาประกันภัยถูก น่าจะไม่เป็นไร
คราวนี้ลองตรวจสอบ ตัวแทน ประกัน คนนี้หน่อย
บนเว็บ คปภ. มีเมนู eservice บริการเรื่องนี้ (แจ่ม งานนี้หมูๆ)
กดเข้าไปเรื่อยๆ จนถึงหน้าค้นหาชื่อตัวแทนประกัน ก็ใช้ชื่อ สกุล เลขที่ใบอนุญาติ กรอกๆไป
... แต่ ไม่ว่าจะกรอกอะไรไป ก็จะได้ผลลัพธ์ว่าไม่มีข้อมูล
... เลยหาเลขที่ตัวแทนหลายๆคนมากรอกเล่น ผลลัพธ์ก็เหมือนเดิม "ไม่มีข้อมูล"
ชักแหม่งๆ
เลยเข้าเมนู ตรวจสอบรายชื่อตัวแทนที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาติ
คราวนี้ไม่ต้องกดไม่เลือกอะไรเลย เข้าไปปุ้บ บอกว่า "ไม่มีข้อมูล"

LOL
สวัสดี Thailand 4.0 -> 0.4
ใบอนุญาติประกอบโรคศิลป์ของแพทย์ ทันตแพทย์ ยังตรวจสอบทางเว็บได้เลย
นี่ตัวแทนประกัน เคสปัญหาเยอะกว่า และปริมาณชุมกว่าแพทย์ ดันตรวจสอบไม่ได้

วันเสาร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2560

วิธีที่ภาครัฐจะใช้รับมือ Uber คือสิ่งตัดสินอนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย

ความขัดแย้งระหว่าง Uber กับ รัฐฯ ในตอนนี้
ผมก็สงสัย และหลายคนก็สงสัย ว่าทำไม Uber ไม่ทำให้ถูกกฏหมายซะให้จบๆ
แต่ถ้าให้เดา คือ ข้อกฏหมายปัจจุบัน มันคงขัดแย้งกับ business rule & process ของ Uber เยอะมากเกินไป จนไม่อาจทำตามได้
คือประมาณว่า ถ้าเปลี่ยนให้เข้ากับกฏหมายไทยตอนนี้ Uber ก็ไม่ใช่ Uber อีกต่อไป (มันจะไม่ใช่ solution ที่เรียกว่า Uber, ไม่ใช่ sharing economy อีกต่อไป)
ประเด็นคือ กฏหมายต้องตามโลกให้ทัน เพราะโลกมันต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ
เพราะเราก็เห็นอยู่ว่า หลายประเทศ เช่น สิงค์โปร์ หรือ มาเลเซีย ไม่ได้มีปัญหากับ Uber และ Uber เลยไม่ต้องอยู่อย่างผิดกฏหมายในนั้น

ธุรกิจทั้งหมด ล้วนเกิดมาเพื่อ แก้ปัญหา บางอย่าง
ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่ควรขัดขวางการเกิดขึ้นของธุรกิจใหม่ เพราะมันเท่ากับขัดขวาง การเกิดขึ้นของวิธีแก้ปัญหาใหม่ๆ
เมื่อไม่มีวิธีแก้ปัญหาใหม่ๆเกิดขึ้นมาได้ การพัฒนาใหม่ๆ จะเกิดได้อย่างไร ?
ในยุคนี้นั้น ผู้นำประเทศที่เข้าใจว่าโลกทุนนิยมทำงานอย่างไร และรู้จักใช้ประโยชน์จากมันได้ ทำให้ประเทศอยู่ใน position ที่มีความได้เปรียบทางธุรกิจ (และในเชิงเศรษฐศาสตร์) ได้ จึงจะเจริญได้เหนือประเทศอื่นๆ
เป็นโชคดีของ สิงค์โปร์ มากๆ ที่ได้นายกเป็นอดีต Programmer พอดี ซึ่งมันเข้ากับ megatrend ของยุคนี้ และนั่นทำให้ประเทศเขาเกิดความได้เปรียบเหนือประเทศอื่นขึ้นมาได้
มันไม่ใช่ยุค ฟิวดัล ที่เป็นแบบ Lord & Vassal แล้ว (ถ้าใช้คำเข้าใจง่ายก็ระบบศักดินา & ระบบอุปถัมภ์ บ้านเรา) ที่มุ่งเป้าแค่ทำยังไงให้ก๊กเรามีกำลังทหารสูงที่สุด แล้วคิดว่าจะไปชิงทรัพยากรของประเทศใกล้ๆมาเป็นความมั่งคั่งของเราได้

วิธีที่ รัฐ จะใช้รับมือกับการเข้ามาของ ธุรกิจเกิดใหม่พวก IT startup ต่างๆ คือสิ่งตัดสินว่า Thailand 4.0 กับการชวนให้มี startup ช่วงที่ผ่านมา จะสำเร็จหรือไม่
พวกเรารู้กันมานานแล้วว่า เดิมคนไทยไม่ได้เป็นชนชาติที่นิยมทำธุรกิจ มีธุรกิจเกิดใหม่น้อย
สาเหตุหลักๆ นอกจากวัฒนธรรม การอบรมสั่งสอนสไตล์ไทยๆ ไม่เอื้อ (แถมทำลาย) ความคิดสร้างสรรค์แล้ว
ถ้าผ่านด่านนั้นไปได้ อีกด่านที่มักไม่รอดคือ ถ้าธุรกิจใหม่ของเรา มันกำลังมาแทนที่ธุรกิจเก่าที่มีรายใหญ่และเส้นใหญ่ครองตลาดอยู่
คิดว่าจะรอดด่านนี้ไปจนตั้งตัวสำเร็จ โดยไม่เจออำนาจมืดมาฆ่าธุรกิจใหม่นี้ ได้รึเปล่า

นั่นคือปัญหาใหญ่ที่สุดอันนึง ที่เราแตกต่างจากประเทศที่อุดมไปด้วยธุรกิจเกิดใหม่
ประเทศพวกนั้น โอกาสโดนเล่นงานนอกเกมแบบนั้นยากกว่า
นั่นคือหน้าที่สำคัญที่สุดของภาครัฐ
ไม่ใช่ที่เป็นแบบในประเทศเรา ที่เป็นอุปสรรคต่อการเกิดนวัตรกรรม ใหม่ๆ ซะมากกว่า แถมยังเป็นพวกเดียวกันกับธุรกิจเก่ารายใหญ่นั้นไปซะอีก

ทุกครั้งที่มีการพยายาม ฝืนกลไกตลาด แทรกแซง ระบบเศรษฐกิจ ในจุดที่เป็น core features ของระบบเศรษฐกิจนั้นโดยตรง
ผมมักจะนึกถึงความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากวิกฤตต้มยำกุ้งปี 40
กรณี Uber มันเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น
ในอนาคตจะมี information technology ใหม่ๆถาโถมเข้ามาอีกเรื่อยๆ
นอกจากนั้นยังมี ai หุ่นยนต์ และโซลูชั่นทดแทนแรงงานมนุษย์ใหม่ๆ เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ

อันที่จริงก็มีการพูดถึงเรื่องนี้มาสักพักหนึ่งแล้วทั้งจากภาคเอกชน สถาบันผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ และแบงค์ชาติ
ว่าเราต้องพยายาม แก้ปัญหาแรงงานไร้ทักษะ ซึ่งประเทศเรานั้นมีอยู่เป็นจำนวนเยอะมาก
ถ้าไม่อยากให้พวกเขาถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง และโดนเทคโนโลยีการผลิตใหม่ๆแย่งงานพวกเขาไปหมด ก็ต้องพยายามผลักดันให้พวกเขาหลุดจากสถานะแรงงานไร้ทักษะให้ได้ ไปสู่ตำแหน่งงานที่ใช้ความรู้และทักษะให้มากขึ้น และไปสู่จุดที่เทคโนโลยีการผลิตเข้ามาทดแทนได้ยากขึ้น
งานนี้ไม่ใช่งานที่ทำครั้งเดียวจบเพราะว่าความก้าวหน้าของ ai นั้นมีมากขึ้นทุกวัน
การพยายามฝืนความเปลี่ยนแปลงนี้ โดยคิดแค่ว่าออกกฎหมายป้องกันเอาไว้ ไม่ให้เทคโนโลยีพวกนั้นเข้ามา และคนของเราจะได้ทำงานแบบเดิมต่อไป โดยที่ไม่ต้องพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น มีความสุขกับการเป็นแรงงานไร้ทักษะต่อไป
มันอาจจะเหมือนได้ผลในระยะสั้น
แต่ว่าในระยะยาวแล้ว จะทำให้ประเทศของเราสูญเสียความสามารถในการแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจในตลาดโลกมากขึ้นเรื่อยๆมากขึ้นเรื่อยๆ
ในทาง software development เราอาจจะเรียกสิ่งนี้ว่าการสร้าง technical debts
ในภาษาทั่วไปอาจจะเรียกว่า การซุกปัญหาไว้ใต้พรม
ยิ่งปล่อยมันให้เนิ่นนานเท่าไหร่ความรุนแรงของมันก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ
จนถึงวันที่มันผลิแตกออกมา
ความเสียหายก็อาจจะประเมินค่าไม่ได้โดยเฉพาะมันเป็นความเสียหายบนโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศทั้งหมด
เราอาจจะต้องกลับไปเริ่มพัฒนาประเทศโดยการนับหนึ่งใหม่
เพราะว่าเราตามโลกไม่ทันแล้ว และระยะห่างที่โลกวิ่งนำหน้าเราไปนั้นก็ไกลมาก

วันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2560

ปีเก่าผ่านไปแล้ว บัดนี้ก็ถึงเวลา ... สรุปบัญชีประจำปีสิครับ

ในที่สุดก็ถึงเวลาแล้ว....
เวลาของการสรุปบัญชีงบการเงิน(และลงทุน) ส่วนบุคคล ปี 2016

ถึงจะทำมาหลายปีล่ะ แต่ถึงเวลานี้ทีไรก็เหงื่อตกทุกที ... เพราะ
- ยิ่งนานวัน ยิ่งมีความซับซ้อนของพอร์ตการลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อย (รูปแบบการลงทุนหลากหลายขึ้น) การสรุปบัญชีก็ใช้เวลามากขึ้น
- ยิ่ง apply เทคนิคการบริหารการเงินส่วนบุคคลหลายแบบขึ้น ความซับซ้อนก็เพิ่มขึ้น

แม้ว่าจะมีการพัฒนาเครื่องมือในการช่วยให้งานเบาลงแล้ว (บางส่วนในบัญชีนี่เเขียน excel macro ล่ะ) แต่มันก็ยังถือเป็นกิจกรรมที่ใช้เวลามากอยู่ดี - - (แถมมี transaction ใหม่ๆเกิดขึ้นเรื่อยๆอีก)

ยังไม่นับเรื่องยื่นภาษีอีก lol เป็นอะไรที่น่าเบื่อมาก
แต่เมื่อไหร่ที่ทำมันเสร็จ มันจะมีคุณค่ากับเรามากๆ ในเรื่องของการวัดผลพัฒนาการทางการเงินของตัวเอง

และยังมีคุณค่า ในด้านที่ช่วยวางแผนการเงินในอนาคตของปีต่อไปอีกด้วย

ดังนั้นถึงจะน่าเบื่อ แต่ก็คุ้มค่ากับการลงแรงลงเวลาทำมันแหละครับ :)

ว่างๆก็เคยมีคิดว่าจะทำ template บัญชี แชร์ให้คนอื่นไปใช้ดูบ้าง
แต่ติดปัญหานิดหน่อยว่า บัญชีของมัน มันดันเป็นศาสตร์การทำบัญชีที่พัฒนาขึ้นมาด้วยตัวเอง ทำให้คนอื่นน่าจะเข้าใจยากกับการใช้

คืองี้ครับ เมื่อครั้งที่ ผมเริ่มต้องทำบัญชีต้องต้องดูแลการเงินของบ้านตัวเอง
เพราะตอนนั้นผมดูแลบ้านและสิ่งที่เหลืออยู่ที่คุณแม่ผม ฝากให้ผมดูแลเป็นธุระทางการเงินให้ต่อ เพราะแม่ผมเผอิญแต่งงานและไปอยู่ ตปท. = = ซึ่งธุระการเงินแม่ผมซับซ้อนน้อยซะเมื่อไหร่ เพราะท่านเป็นนักหมุนเงินและหนี้บัตรเครดิตมาหลายใบ ... ภาระทุกอย่างเลยมาตกกะผมนี่แหละ บ้านที่ต้องดูแลก็อยู่ ตจว. อีก ในขณะที่ผมเรียนอยู่แถว กทม. (ตอนนั้นเรียน ป.ตรี ปี 2 อยู่) ค่อนข้างหนักสำหรับคนวัยนั้นน่ะ

แต่ตอนนั้นคือเราไม่ได้เรียนทางด้านการเงินหรือธุรกิจอะไร ความรู้ในการทำบัญชีมีแค่บัญชีรายรับรายจ่ายที่เรียนมาตอน ประถม มัธยม ก็ทำๆไป พอให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร

ก็ทำมาเรื่อย จากทำในกระดาษ พัฒนามาเป็น Excel
นึกอะไรออกก็ค่อยๆปรับ ค่อยๆแก้รูปแบบบัญชีมาเรื่อยๆ โดยยึดหลักว่าหลังแก้ไขแล้ว ความถูกต้องของตัวเลขความมั่งคั่งของผมและของแม่ต้องคงเดิม และมีคุณสมบัติใหม่ๆที่ต้องดีขึ้นด้วยในทางใดทางนึง (ง่ายขึ้น, สะดวกขึ้น, บอกข้อมูลที่เราอยากรู้ได้มากขึ้น)

หลังจากผ่านการพัฒนา ปรับแก้ ปรับแต่งมายาวนาน ราว 5 ปี ซึ่งมันก็พัฒนารูปแบบไปเยอะมากๆ ผมก็เพิ่งได้เริ่มเข้าสู่โลกการลงทุนครั้งแรก
และเมื่อมาทางสาย VI ที่ทำให้เราได้ศึกษาทางการอ่านงบการเงินตามหลักวิชาบัญชีจริงๆ
เพิ่งได้ถึงบ้างอ้อว่า ไอ้ที่เราทำๆมาทั้งหมดนั่น มีอะไรเทียบเคียงได้กับเรื่องไหนในงบการเงินบ้าง

ซึ่งเป็นเรื่องมหัศจรรย์ ที่ระบบบัญชีที่เราพัฒนามาเองหมด โดยไม่เคยเรียนวิชาบัญชีจริงจังมาก่อน ออกมาสุดท้ายเทียบได้กับการที่เรามี 1). งบกำไรขาดทุน 2). งบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) มาแล้ว
ส่วนของงบ กระแสเงินสดนั้น มันครึ่งๆกลางๆ จะว่าใช่ก็ใช่ ไม่ใช่ก็ได้ ก็เลยถือว่าไม่มีละกัน - -a

แต่ถึงอย่างนั้นบัญชีของผมก็ยังดูต่างจากงบการเงินโดยหลักทางบัญชีพอสมควร ในเรื่องการวัดค่าและภาษาที่ได้เรียกค่าต่างๆ หรือแม้แต่หลักการปลีกย่อยบางอย่างก็ไม่ตรงกับหลักบัญชีจริงๆซะทีเดียว เพราะผมยึดเอาตามลักษณะการใช้งานจริงของตัวเองเป็นหลัก

ดังนั้นผมเลยไม่คิดว่าจะแปลงมันให้คนอื่นไปใช้งานได้ง่ายหรือสะดวกนัก ภาษาที่ใช้แล้วไม่ตรงกับภาษาทางบัญชีจริงๆ แชร์ไปก็คงเหมือนปล่อยไก่ให้คนนินทาอีก งั้นก็เก็บไว้ก่อนดีกว่า

โดยส่วนส่วนตัวผม จึงเห็นว่า ถ้าใครจะมาศึกษาและลองเป็นนักลงทุน หรือต้องการบริหารการเงินส่วนบุคคลของตัวเองให้ดีขึ้น
บัญชีของคุณ อย่างน้อยต้องมี 2 ส่วนประกอบหลักคือ
 
1. งบกำไรขาดทุน - บัญชีรายรับรายจ่ายก็กึ่งๆจะถือว่าเป็นงบกำไรขาดทุนได้ แต่เป็นลักษณะข้อมูลดิบ มันจะเป็นงบกำไรขาดทุนจริงๆ ก็เมื่อคุณสร้าง จุดตัดรอบบัญชีแต่ละรอบอย่างเป็นระบบชัดเจน เช่น ตัดทุกๆ quarter หรือตัดทุกๆเดือน ก็แล้วแต่การใช้งาน ...... แต่ผมว่าถ้าคุณเป็นมนุษย์เงินเดือน ตัดรอบบัญชีเดือนละครั้ง จะช่วยคุณในการวางแผนการเงินได้ดีกว่าน่ะ อย่างของผมจะตัดรอบบัญชีทุกวันที่ 20 ของเดือนครับ เพราะสมัยเรียนมหาลัยที่ผมเริ่มทำบัญชี เงินผมเข้าวันที่ 20 ของเดือน แล้วก็เลยใช้ระบบนี้เรื่อยมา

2. งบแสดงฐานะการเงิน (หรืองบดุล) - เป็นส่วนหลักในการลงทุน ที่บอกว่า เรามีทรัพสินอะไรบ้าง เงินสดในบัญชีธนาคารมีเท่าไหร่, ถือหุ้นอะไรบ้าง, ถือกองทุนอะไรบ้าง, มีลูกหนี้ใครบ้าง ฯลฯ โดยทั้งหมดนั้นต้องบอกคุณลักษณะที่งบดุลพึงต้องบอก คือ แต่ละสินทรัพย์ที่ว่าไปนั้น (ลูกหนี้ก็ถือเป็นทรัพย์สินในทางบัญชีได้น่ะครับเผื่อใครไม่รู้)
- มีมูลค่าปัจจุุบันคงเหลือเท่าไหร่
- ต้นทุนเท่าไหร่
- กำไรขาดทุนเท่าไหร่
- มีการเพิ่มขึ้นหรือลดลง ณ วันที่เท่าไหร่บ้าง (เช่นมีการซื้อหรือขายหุ้น หรือปรับพอร์ต)

ว่าจะเขียนสั้นก็ยาวซะล่ะ ตัดจบแค่นั้นละกันครับ
 
May the force be with you เหล่าสหายผู้ต้องเคลียร์บัญชีทุกท่าน ไฟต์ๆ ทำๆไปมันต้องเสร็จสิน่า

วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2560

วันนี้อ่านเจอข่าวว่า รพ.รัฐฯ กำลังจะเจ๊ง

จากข่าวนี้
http://www.thairath.co.th/content/835599
การจัดสรรเงินในระบบสาธารณสุขที่ไม่เป็นตามจริง น่าจะอธิบายปัญหาต่างๆ ทั้งๆที่ระบบหลักประกันสุขภาพของไทยดีมาก แต่ สปสช. ทำให้ล้ม ดังที่เกิดปัญหาเป็นลูกโ

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/835599
การจัดสรรเงินในระบบสาธารณสุขที่ไม่เป็นตามจริง น่าจะอธิบายปัญหาต่างๆ ทั้งๆที่ระบบหลักประกันสุขภาพของไทยดีมาก แต่ สปสช. ทำให้ล้ม ดังที่เกิดปัญหาเป็นลูกโ

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/835599
สรุปสั้นๆ (เนื่องจากก๊อปข้อความมาไม่ได้ ฮาๆ) คือ ระบบหลักประกันสุขภาพของบ้านเราดีมาก แต่โครงสร้างทางการเงิน ของทั้งระบบ ไม่สามารถอุ้มระบบนี้เอาไว้ได้ (รายจ่ายมากกว่ารายรับมาก) อีกทั้งโครงสร้างการบริหารที่บิดเบี้ยวจากส่วนกลาง ซุกและปกปิดปัญหาไว้แล้วให้บุคลากร ระดับปฏิบัติการเป็นคน absorb แทน จึงเกิดปัญหาสมองไหล (หมอ พยาบาล ฯลฯ ทนอยู่ในระบบนั้นไม่ได้ เพราะตัวเองจะตายซะก่อนคนไข้ แถมยังทำคุณบูชาโทษ โดนฟ้องร้องติดคุกกันอีก ใครจะอยากเสี่ยงอยู่ต่อไป)


ใครหวังพึ่งสวัสดิการรัฐอย่างเดียวขอให้คิดดีๆเพราะว่าเสี่ยงมากครับ
สิ่งที่เราทุกคน ทำได้และควรทำคือ

- มีกองทุนฉุกเฉินของตัวเอง ซึ่งควรมีปริมาณเงินเพียงพอจะใช้ชีวิตต่อไปได้อีก 6 เดือนเป็นอย่างน้อย กรณีป่วยจนทำงานไม่ได้เป็นเวลานานๆ (ใช้ตอนที่ตกงานได้ด้วยน่ะ)

- มีพวกประกันสุขภาพ และประกันอุบัติเหตุติดตัวไว้ ( ใครที่ทำงานบริษัทเอกชนใหญ่ๆดีๆหน่อย ก็มักจะมีอยู่แล้ว)

- ดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดีที่สุด ทั้งอาหารการกิน, การออกกำลังกาย, พักผ่อนเพียงพอ, ตรวจสุขภาพประจำปี, แล้วใช้ชีวิตอยู่บนความไม่ประมาท

วันนี้เอาสั้นๆครับ ส่วนภาคขยายความของแต่ละหัวข้อ นึกออกวันไหนเดี๋ยวน่าจะได้เขียนครับ

วันพุธที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2559

สิ้นปีแบบนี้ก็ต้องว่าด้วยวิธีเลือกกองทุน LTF (กองทุนรวมแบบอื่นๆก็ใช้ได้น่ะ)


ทีแรกว่าจะไม่โพสต์เรื่องนี้ล่ะเพราะว่าผมไม่คิดจะเล่น LTF แล้ว หลังจากระยะเวลาการถือ LTF โดนขยายออกไปเป็น 7 ปีปฏิทิน (หรือถ้านับเวลาจริงๆ ซื้อสิ้นปีขายต้นปี ก็จะต้องถือยาว 5 ปีนิดๆ)

แต่เห็นคนพูดถึงมากเลยเอาซักหน่อย

ผมจะแนะนำวิธีเลือก LTF ซึ่งเป็นวิธีเดียวกับที่ผมใช้เลือกกองทุนรวมหุ้นทั่วๆไปเวลาจะลงทุนอะไรซักอย่าง ใช้หลักการเดียวกันได้หมด (จริงๆเอาไปใช้กับกองทุนรวมแบบอื่นๆได้ด้วย แต่ต้องปรับเงื่อนไขอะไรนิดๆหน่อย)

ผมขี้เกียจทำรูป ขออธิบาย concept คร่าวๆเลยล่ะกันครับ

สิ่งที่คุณต้องรู้ก่อนจะอ่านต่อไปคือ คุณต้องมีทักษะการใช้ Excel ที่เก่งพอตัวอยู่แล้ว (เอากลางๆที่ใช้ทำบัญชีกันก็พอ ไม่ต้องถึงกับเขียน VB macro)

ถ้ายังไม่มีทักษะ Excel ก็ควรไปศึกษาก่อนจะอ่านต่อไปครับ ไม่งั้นไม่น่าจะรู้เรื่อง ^^!
และถึงจะศึกษาไม่ทันใช้ซื้อ LTF ปีนี้ แต่มันก็เป็นทักษะที่จะได้ใช้ยาวๆต่อไปแน่นอนในโลกการบริหารเงินส่วนบุคคลของคุณเองครับ มีประโยชน์มากมาย

เริ่มกันเลย

วิธีแสกนกองทุนรวม version 1

เวลามองหากองทุน ผมก็ยังใช้หลักตะแกรงร่อนหุ้นอยู่ แต่จะดัดแปลงนิดหน่อยตามชนิดของข้อมูลที่จะเอามาใช้งาน
ผมหาข้อมูลกองทุนรวมจากเว็บ siamchart เป็นหลัก สำหรับ LTF ก็เปิดไปหน้านี้เลยครับ http://siamchart.com/fund-compare/LTF

จากนั้นผมจะก๊อปข้อมูลมาใส่ใน Excel ผม แล้วก็จะ
1. ตัดกองทุนที่ไม่มีข้อมูลยาวถึง 5 ปี ออกไปเลย
2. ตัด column ของผลตอบแทนที่ระยะเวลาสั้นกว่า 1 Month ออกไปด้วย เพราะคิดว่าไม่น่ามีประโยชน์อะไรระยะเวลามันสั้นไป (เราก็จะเหลือ column ผลตอบแทนของ 1M, 3M, 6M, 1Y, 3Y, 5Y เท่านั้น)
3. เอากองทุนที่เหลืออยู่ ไปเปิดตารางใหม่ โดยเพิ่ม column ไป 6 column ใช้ชื่อแนวๆประมาณว่า Win 1M, Win 3M, Win 6M, .... , Win 5Y (บางคนอาจรู้วิธีล่ะ ใครยังไม่รู้ก็อ่านต่อ)
4. เลือกตารางทั้งหมดของเรา แล้วเปิด auto filter
5. Sort ข้อมูล 5Y จาก Z-A แล้วไปมาร์คเครื่องหมายอะไรซักอย่าง (ในที่นี้ผมใช้ Y) ใน column "Win 5Y" สำหรับกองทุน 30 - 40 percentile แรก (หมายถึง สมมุติมีกองทุน 10 ตัว ก็เลือกมา 3 ตัวแรก หรือ 4 ตัวแรก, ถ้ามีกองทุน 50 ตัว ก็เลือกมา 15 หรือ 20 ตัวแรก)
6. ทำ step 5 ซ้ำ กับทุก column จนครบ 6 column
7. กองทุนที่ดีเกินกว่าค่าเฉลี่ยค่อนข้างมากของกองทุน LTF ที่อยู่ในตลาด คือกองทุนที่เข้าเงื่อนไขตามนี้ครับ
7.1 column "Win 1Y", "Win 3Y", "Win 5Y"  มีเครื่องหมาย Y แปะไว้อยู่ทั้งหมด
7.2 column ที่มี Y แปะอยู่นับเป็น 1 คะแนนของกองทุนนั้น ดังนั้นคะแนนจะมีได้ตั้งแต่ 0 ถึง 6, กองไหนคะแนนเยอะกว่าก็มีแนวโน้มจะดีกว่า (เมื่อผ่านเงื่อนไข 7.1 มาแล้วเท่านั้นน่ะ)

วิธีแสกนกองทุนรวม version 2

ก็ไม่มีอะไรมาก มันคือ version 1 แต่ผมจะเพิ่ม 3 column สำหรับ filter นับคะแนน "ความไม่ขาดทุน" เข้าไปตาม concept ประมาณว่า
- ผลตอบแทนไม่ลดลงต่อกันหลายครั้ง (ตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไปก็นับหมด, เช่น 5Y -> 3Y -> 1Y ขาดทุนไหม, 3Y -> 1Y -> 6M ขาดทุนไหม, ฯลฯ)
- ผลตอบแทนย้อนหลังไม่ขาดทุนเมื่อเทียบกับปัจจุบัน ( มองย้อนไปทุกช่วง 1M, 3M, 6M, 1Y, 3Y, 5Y)
- การเปลี่ยนผ่านแบบช่วงต่อช่วง (เช่น 5Y -> 3Y ขาดทุนไหม, 3Y -> 1Y ขาดทุนไหม, ฯลฯ)

ทุก column จะมีคะแนนเริ่มต้น 6 แล้วจะโดนลดคะแนนลงทีละ 1 เมื่อมีเงื่อนไขขาดทุนเกิดขึ้น 1 ครั้งในหัวข้อนั้นๆ

กองไหนมีคะแนน "ความไม่ขาดทุน" นี้มากกว่า ก็มีแววว่าจะดีกว่า

Finally หลังจากสแกนด้วยวิธีข้างต้นแล้ว ต้องทำสิ่งนี้ด้วย

ไปหาข้อมูลกองทุนนั้นๆเพิ่มเติมซ้ำอีกทีครับ ว่าเป็นกองทุนนโยบายการลงทุนแบบไหน และดูกราฟย้อนหลังเต็มๆ ย้อนหลังไปซัก 10 ปี หรือตั้งแต่กองทุนเปิด (search google แล้วดูผลของบนเว็บ https://www.wealthmagik.com ก็ได้) สิ่งที่ต้องดูคือ
- นโยบายการลงทุน
- ค่าทำเนียมการบริหารกองทุน (ควรต่ำๆครับ ตัวไหนต่ำกว่าก็น่าสนใจกว่า)
- ทรงกราฟสวย มีความผันผวนน้อยกว่า ก็มีแววว่าจะดีกว่า

;
ซึ่งหลังจากผมใช้วิธีข้างต้นพวกนั้นไปแล้ว กองทุนที่เหลือรอดมาได้ก็คือ ....
น่าเสียดายผมคงบอกไม่ได้
ไม่ได้กั๊ก แต่ไม่อยากเสี่ยงในประเด็นเรื่องกฏหมาย =_= เพราะไม่มีใบอนุญาติในการให้คำแนะนำการลงทุนอ่ะครับ บอกตรงๆไม่ได้หรอก
แต่เอาเป็นว่า ผมก็ใช้วิธีที่ว่าไปข้างบนนั้นแหละเลือก แชร์หมดเปลือกล่ะ
ถ้าใช้วิธีเดียวกัน ผลลัพธ์ก็จะคล้ายๆกันครับ

ไว้พบกันใหม่ตอนหน้าครับ